Gundam seed destiny parody fanfiction : SHINING STAR กระทู้1

กระทู้จากหมวด 'Fiction' โดย whitewing, 13 พฤศจิกายน 2007.

  1. laiga

    laiga New Member

    EXP:
    11
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    เป็นกำลังใจให้ท่านไวท์วิงครับ
  2. kandida

    kandida New Member

    EXP:
    27
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    ต้องมาลงใหม่หมดเลยยยยยยย
    กินลิโพกระทิงแดงเยอะๆนะคะคุณไวท์วิง
    สู้ๆ
  3. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Phase 12: My dream, your dream

    “ไปนะครับ ท่านพ่อท่านแม่”
    ผมหันไปกล่าวลาท่านทั้งสอง ท่านแม่วางมือจากงานเย็บปักตรงหน้า แล้วถามผม
    “จะกลับมาทานมื้อค่ำมั๊ยจ๊ะ? Kira”
    “ครับ ท่านแม่” ผมรับคำ “รอกันนิดแล้วกันนะครับ ผมอาจจะกลับช้าหน่อย แต่ทันมื้อค่ำแน่”

    เพราะผมตั้งใจไว้ว่า หลังจบการสอนพิเศษให้Stellarตามปกติแล้ว จะรอรับเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงของโรงละครRosetaไปส่งบ้านด้วยเลย

    เกือบสองอาทิตย์แล้ว ที่ดร.Clyne เดินทางไปทำงานด้านวิจัยกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สาธารณรัฐเยอรมนี หากจดหมายของท่านนั้นก็มีมาสม่ำเสมอ
    เพียงเท่านี้ ความห่วงใยในตัวบิดาก็ผ่อนคลายลงไปได้เยอะทีเดียว

    ผม...ดีใจที่หล่อนยังมีรอยยิ้มสดใสเช่นนั้นได้อยู่

    “Kira อย่าให้ค่ำมืดมากนักนะลูก เดี๋ยวแม่เค้าบ่น” ท่านพ่อเดินมากระซิบกับผม “นี่ก็ยังไม่หายฉุนพวกAllsterเลย ถึงเวลาพบหน้าพวกนั้น เค้าจะยังทักทายสนทนากันตามปกติก็เถอะ แต่คล้อยหลังเท่านั้นแหล่ะ....”
    “เอ๊ะ!!! คุณมาว่าอะไรดิชั้นให้ลูกฟังน่ะ ร้ายจริง!!!”
    เสียงแหวของท่านแม่ ทำให้ท่านพ่อต้องรีบเอามือปิดปาก ขณะที่ผมกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง
    “ยังกับเด็กๆจริง พ่อลูกคู่นี้!” ท่านแม่ทำหน้าบึ้ง ก่อนกล่าวบอกผมอย่างนึกขึ้นได้ “อ้อ! Kira อย่าลืมหาเวลาว่างๆไว้บ้างนะลูก “
    “ครับ ท่านแม่?”
    “นี่ไง” ท่านแม่พูดพลางยกจดหมายขึ้นชูให้ผมดู “จดหมายจากพวกท่านเคานต์Athhaไงลูก จำท่านลุงได้ใช่มั๊ย?”

    เมื่อได้ยินชื่อนั้น ผมก็คลี่ยิ้มกว้าง
    “จำได้สิครับ ตั้งแต่กลับมายังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านที่ไร่เลย”
    ตระกูลAthhaซึ่งครอบครัวของเราให้ความสนิทสนมด้วยนั้น เป็นตระกูลเก่าของท่านแม่ ท่านเคานต์ Uzumi Nara Athha เป็นพี่ชายแท้ๆของท่านแม่ จึงเท่ากับมีศักดิ์เป็นลุงของผม ตอนเล็กๆ ผมเคยไปวิ่งเล่นที่ไร่ชาอันกว้างใหญ่ไพศาลของท่านบ่อยไป
    และผมยังจำแม่สาวน้อยจอมซน บุตรีคนเดียวของท่านเคานต์ได้ดี เด็กหญิงตัวเล็กๆที่คุ้นเคยกับม้าทุกตัวในไร่ เรือนผมสีบลอนด์น้ำผึ้งพลิ้วตามลมยามที่แกวิ่งไปในทุ่งหญ้าเขียวขจี เราคลุกคลีตีโมง สนิทสนมกันจนคนภายนอกยังกล่าวกันว่า เหมือนพี่น้องกันจริงๆ

    “แม่จอมแก่นนั่นป่านนี้เป็นยังไงบ้างแล้วน๊า?” ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องราวในครั้งนั้น
    “อุ๊ย! โตเป็นสาวแล้วจ้า คุณหนูCagalliเค้าถูกส่งมาอยู่คอนแวนต์หลังจากKiraไปเรียนต่อฝรั่งเศสได้ไม่เท่าไหร่ไงจ๊ะ หาเวลาไปเยี่ยมน้องบ้างนะลูก เราสนิทสนมกันขนาดนั้น ไม่ไปหาบ้าง เค้าจะหาว่าเราไม่มีน้ำใจเอาได้”
    “ครับ” ผมรับคำด้วยจิตใจแจ่มใส “ผมก็อยากเจอหล่อนเหมือนกัน ช่วงแรกๆเจ้าตัวเคยเขียนจดหมายไปหาผมที่ปารีสบ้างเหมือนกัน แต่หลังๆก็ไม่ได้รับอีก”

    ผมรับจดหมายของมาจากท่านแม่ แล้วอดเปรยไม่ได้ว่า
    “เป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะ ซนขนาดนั้น.... ให้ไปอยู่คอนแวนต์ คงอึดอัดใจน่าดูเลยกระมัง”
    #######################################

    “คิดดีแล้วเหรอ? ยังไงก็จะออกไปใช่มั๊ย?”
    Mayuraถามชั้นอย่างหนักใจแทน สายตาของเพื่อนๆแต่ละคนล้วนมองตรงมาอย่างห่วงใย ชั้นพยักหน้าแทนคำตอบ พลางขยับหมวกของตัวเองให้เข้าที่
    “อื้อ”
    “แล้วเรื่องสอบหล่ะ? ทั้งๆที่เป็นวันหยุดเตรียมสอบแท้ๆ จะไม่อยู่ช่วยติวหนังสือกันจริงๆเหรอวันนี้?”
    “มะรืนนี้สอบปลายภาคก่อนปิดเทอรมแล้วนะCagalli”
    คำถามเหล่านั้นเต็มไปด้วยความกังวลร้อนรนใจ ก็ทำเอาชั้นพูดไม่ออกไปเหมือนกันแหล่ะ เพราะเหมือนเอาตัวรอดคนเดียวยังไงไม่รู้

    “เอาน่า เดี๋ยวกลับมาจะมาช่วยติวให้แล้วกันนะๆ”
    “ตัวเองเรียนเก่งอยู่คนเดียวก็พูดได้สิ วิชานี้ยากจะตายไป” Asagiถอนใจเฮือกใหญ่ พลางเหลียวมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง “ยังไงหาสร้อยเจอแล้ว ก็รีบกลับมาเร็วๆแล้วกันนะ พวกเราจะรอ”

    “จ้ะ ขอบใจมากนะ พระคุณนี้จะไม่ลืมเลย”ชั้นพูดเสียงล้อเลียนขณะที่ตวัดตัวปีนขึ้นไปบนกำแพงโรงเรียนอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางสายตาแห่งความห่วงใยของเหล่าสหาย
    หากขณะที่กำลังทรงตัวอยู่บนกำแพง พวกAsagiก็วิ่งมาตะโกนถาม
    “Cagalli! ถ้าตัวเจอนายผู้กองคนนั้น แล้วคราวนี้จะบอกความจริงกับเค้าใช่มั๊ย??”
    คำถามนั้นทำเอาชั้นอึ้งไปเลย
    “ไม่รู้หรอก” ชั้นตอบปัดส่งๆไป “ไม่ใช่ว่าชั้นตั้งใจจะออกไปเจอหมอนั่นซักหน่อยจะได้....”
    “อ้าวไม่รู้เหรอ?? เห็นตัวออกไปข้างนอกคอนแวนต์ทีไร เป็นต้องเจอตานั่นทุกที”
    คำพูดของยัยJuriทำเอาชั้นต้องทำหน้าปู้เลี่ยน เพราะที่หล่อนพูดมันก็ถูกอยู่หล่ะนะ

    แต่คราวนี้! ชั้นตั้งใจแค่ว่าจะไปตามหาสร้อยคอของท่านแม่ที่Rosettaเท่านั้นแหล่ะ!!

    พอชักฉุนคำพูดของเพื่อนสาว เลยไม่ต่อความยาวสาวความยืดใดๆกับพวกหล่อนต่อ แม้จะมีเสียงทักท้วงไล่หลังมาก็ตาม ชั้นก็ยังกระโดดตุ้บลงกับพื้นถนนภายนอกกำแพงของคอนแวนต์

    ชั้นสูดหายใจเข้าลึกๆเต็มปอด จะกี่ครั้งๆ ที่ได้ออกมา ก็รู้สึกว่า โลกภายนอกมันช่างกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยอิสระเหลือเกิน ชั้นมองไปรอบตัวอย่างนึกสนุก ถึงจะกลัวว่าจะถูกพวกMadameจับได้ แต่ความตื่นเต้นที่ได้ออกมาข้างนอกนั้นย่อมมีมากกว่าอยู่แล้ว

    “จอดด้วย!!”
    ชั้นโบกรถม้าให้จอด และบอกจุดที่ต้องการให้ไปส่ง
    “ไปBanksiteนะ”
    พูดจบชั้นก็รีบปีนขึ้นไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก รถม้าเริ่มออกตัวแล้ว ชั้นเลิกม่านของรถม้าออกเพื่อมองทิวทัศน์ภายนอก ก่อนจะพิงศีรษะกับเบาะอย่างเหนื่อยๆ

    ไม่ได้เหนื่อยกายอะไรนักหนาหรอก เหนื่อยใจเท่านั้นเอง....

    คำถามที่ชั้นตอบปัดส่งๆไปว่าไม่รู้นั่น...
    “Cagalli! ถ้าตัวเจอนายผู้กองคนนั้น แล้วคราวนี้จะบอกความจริงกับเค้าใช่มั๊ย??”
    ก็มัน....ตอบไม่ถูกนี่นา
    เมื่อคืน....ชั้นทั้งนั่งคิด นอนคิด แทบจะตีลังกาคิดด้วยเอ้า! คิดๆๆหาวิธีบอกความจริงกับหมอนั่น แต่คิดยังไง๊ ก็ยังหาคำพูดดูดีมีเหตุผลมาสนับสนุน”โกหกคำโต”ของตัวเองไม่ได้เลย
    ไม่รู้จะพูดยังไงดี....

    เมื่อความคิดมาถึงตรงนี้ ตามันก็ชักจะเริ่มหนักๆแล้วสิ.... ความง่วงเริ่มเข้าจู่โจมแล้วสิ อากาศก็อุ่นสบาย ทั้งที่รู้ว่ามางีบหลับบนรถม้าแบบนี้...มันคงไม่ดี

    ก็เมื่อคืน...มันนอนไม่หลับนี่นา....
    ซักงีบ.....คง....ไม่เป็นไร....มั้ง.....
    ###################################

    เป็นอีกวันที่....ท้องฟ้าลอนดอนไม่มีแสงแดด แต่ก็น่าแปลกนักที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีน้ำเงินครามปลอดโปร่ง ผมละสายตาจากภาพปุยเมฆสีขาวที่ลอยละล่องเป็นกลุ่มๆเหนือฟ้าแม่น้ำเทมส์ เมื่อหมวดAsukaส่งชาร้อนในถ้วยกระดาษให้ สีหน้าใต้หมวกสักหลาดทรงสูงตามแบบของสก็อตแลนด์ยาร์ดนั้นเจือความว้าวุ่นใจ
    “ตกลงว่าวันนี้ทั้งวัน จนกว่าจะหกโมงเย็น เราทำได้แค่’รอ’ เหรอครับผู้กองZala?”
    ผมเท้าแขนกับราวสะพานข้ามแม่น้ำขณะที่จิบชาร้อน ปล่อยให้ลมจากแม่น้ำพัดมาปะทะใบหน้า ไม่สนใจถนนเบื้องหลังที่คราคร่ำด้วยรถม้าและกลุ่มคนเดินขวักไขว่จนน่าเวียนหัว
    “ก็สารวัตรJulesมอบหมายงานไว้เช่นนั้นนี่นะ” ผมอธิบายก่อนจะหันมาถามหมวดหนุ่มน้อย “เบื่อรอแล้วรึไงฮึ? พ่อหนุ่มเลือดร้อน”
    “ผมพอเข้าใจเหตุผลที่ทำให้พวกเราต้องมาตะลอนๆอยู่ที่นี่หรอกครับ” Shin Asukaทำหน้าเซ็งสุดชีวิต ผมยิ้มนิดๆเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ว่านั้น

    ตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว ที่ฝ่ายสืบสวนแห่งหน่วยสก็อตแลนด์ยาร์ดได้รับมอบหมายให้ออกลาดตระเวนรอบลอนดอน หลังจากที่สายลับของเราซมซานกลับมาที่กองบัญชาการพร้อมกับสภาพโชกเลือด แต่ก็มีสติพอที่จะกระเสือกกระสนกลับมาแจ้งให้พวกเรารับทราบว่า “กลุ่มธุรกิจที่ชื่อBlue Cosmos” ซึ่งมีกิจการต่อเรือเดินสมุทรเป็นฉากหน้า หากแท้จริง เบื้องหลังนั้นกลับเป็นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ที่ทางการต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด กำลังเตรียมขนส่งสินค้าล็อตใหญ่ผ่านแม่น้ำเทมส์เพื่อออกสู่มหาสมุทรค่ำนี้

    สินค้าที่ว่านั่น....แน่นอนว่า ไม่พ้น “ฝิ่น”

    และอาจมีอย่างอื่นร่วมด้วยก็ได้....
    “หมวดAsuka นายคิดว่า.... อย่างอื่นที่อาจจะถูกขนไปพร้อมกับยาเสพติดคืออะไร?”
    คำถามนั้น ทำให้นายตำรวจรุ่นน้องต้องนิ่งครุ่นคิด
    “..... ผู้กองครับ กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่เช่นนั้น ลองทำธุรกิจนอกกฎหมายแล้ว คงไม่ได้มีแค่เรื่องเดียวหรอกสินะครับ...”
    ในดวงตาสีทับทิมนั่น มีเรื่องราวในครั้งอดีตซ่อนอยู่
    และหมวดคงรู้ดีว่า มันคือเรื่องอะไร

    ธุรกิจเลวๆที่เติบโตขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเป็นสังคมอุตสาหกรรมเครื่องจักร ก็คือ.....”การค้ามนุษย์”

    “ผู้กองครับ ผมไม่อยากคิดนะ แต่มันจะเป็นไปได้มั๊ยครับ? ที่จะ....” เขายั้งปากเอาไว้ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “จะเป็นพวกเดียวกับที่ซื้อStellarมา....”
    เป็นคำพูดที่ทำให้ผมต้องหยุดคิด
    เพราะ....จากหลักฐานที่ทางการได้รับ มันก็มีความเป็นไปได้สูง

    “อย่าคิดมากให้รกสมองเลย” ผมเปลี่ยนเรื่องพูดเสียดื้อๆพลางตบบ่านายตำรวจรุ่นน้องตุ้บ “อดนอนมาทั้งคืนแล้ว เลยเริ่มจะฟุ้งซ่านละสิหมวด ไหนๆภารกิจก็ยังไม่คืบหน้า นายจะไปเตร่ที่อื่นก่อนก็ได้นี่”
    ผมพูดยังไม่จบดี ผู้หมวดShin Asukaก็ตั้งท่าจะค้านทันควัน
    “แต่ว่า ผู้กองครับ!!ทำแบบนั้น....”
    “ไปเถอะน่า ชั้นเองก็อยากจะไปคลายเครียดเหมือนกัน” ผมรุนหลังหมวดให้เดินนำออกจากสะพานข้ามแม่น้ำอันสุดแสนจะวุ่นวาย

    ผู้หมวดหนุ่มน้อยทำท่าหันรีหันขวางจนผมนึกขัน จึงเอ่ยปลอบไปว่า
    “คิดซะว่า ถ้าแยกกันไปตรวจตราคนละทิศ อาจจะได้เบาะแสดีๆของแก๊งค์ที่ว่านี่ก็ได้นะ เถอะน่าหมวด! เชื่อสิว่าฟาก East-Endที่พวกสารวัตรJulesแยกไป ก็ต้องใช้วิธีนี้เหมือนกัน แค่ทำตัวให้เนียนๆกลมกลืนไปกับผู้คนไว้เท่านั้นก็พอ อย่าเกร็งมากหล่ะ เพราะเกิดตกเป็นที่สังเกตขึ้นมา มันจะยุ่งซะเปล่าๆ”
    ผมตบบ่าผู้หมวดรุ่นน้อง ก่อนย้ำว่า
    “หกโมงเย็น ใต้สะพาน โอเคนะ?”
    “อะ...เอ้อ!!”
    “ชั้นถือว่า นั่นเป็นคำตอบตกลง” พูดจบผมก็ถอยออกมา ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปกับกลุ่มคนเมืองแห่งย่านWest-End โดยมิได้หันกลับไปสนใจเสียงร้องเรียกที่ดังโหวกเหวกมาจากเบื้องหลังอีก
    “แล้วกันผู้กอง!!! เกิดสารวัตรJulesมา จะให้ผมเรียนท่านว่ายังไงกันหล่ะครับเนี่ย!!!?โธ่ถัง!!!”
    #########################################

    ที่ผมทิ้งเจ้าของเสียงร้องโวยวายนั่นให้ทำงานคนเดียวได้อย่างสบายอกสบายใจ เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่าผมเชื่อใจตัวร้อยตรี Shin Asukaน่ะสิ
    หมอนั่นน่ะ ถึงตอนนี้จะเป็นแค่นายตำรวจชั้นผู้น้อย ยังใหม่สำหรับอาชีพนี้ก็จริง แต่ก็เป็นคนดีมีฝีมือ อาจจะ...เลือดร้อนไปบ้างบางครา แต่ผมก็มองออกนะ ว่าในสายอาชีพข้าราชการตำรวจเช่นนี้ หมวดAsukaที่ทั้งชัดเจน และมีความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม จะต้องมีอนาคตที่ไปได้อีกไกล

    และคงไม่เหมือนผมหรอก

    เมื่อความคิดมาถึงจุดนี้ ผมก็ได้แต่ถอนหายใจให้ตัวเองเบาๆ
    เราคงเข้าใจผิดไปเองว่า “เข้าใจ”ทุกอย่างดีแล้ว
    แต่ในความเป็นจริง....มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
    ผมยังรู้สึกว่า....ถ้าในวันนั้น....ผมตัดสินใจเลือกที่จะเดินตามหนทางที่ตัวเองต้องการจริงๆแล้วหล่ะก็....

    เสียงหัวเราะหึๆดังขึ้นในลำคอเพียงแผ่วเบา ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่...เรามักหัวเราะขื่นๆเช่นนี้? ผมถามตัวเองขณะที่ก้าวผ่านเหล่าผู้คนที่เดินสวนกันไปมามากมายภายในย่านครอมเวลล์ ถนนเส้นใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็น”ถนนสายศิลปะ” แหล่งรวมแกลเลอรี่หลากหลายประเภท ร้านรวงที่จิตรกรทั้งหลายต่างฝากความหวังเอาไว้ว่างานของตนจะถูกตาต้องใจผู้มีรสนิยมเข้า ผมสะดุดตาจิตรกรผมยาวสวมเสื้อโค้ตตัวโคร่งและหมวกใบใหญ่ดูรุงรังคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่หน้าแผ่นผ้าใบผืนใหญ่ มือหนึ่งป้ายสีน้ำมันขณะที่อีกมือถือแป้นสี ดวงตานั้นจ้องมองไปยังทิวทัศน์ยุ่งเหยิงบนถนนอย่างตั้งใจ ราวกับลืมสิ่งแวดล้อมรอบตัวทุกอย่าง แล้วหายไปกับผืนผ้าใบเปื้อนสีตรงหน้ากระนั้น

    ผมมองภาพรอบตัวอย่างเพลินตา แม้จะเป็นถนนที่วุ่นวายไม่แพ้ย่านธุรกิจอื่นๆในลอนดอน แต่ก็ต่างกัน...อาจเพราะตึกรามบ้านช่องซึ่งถูกออกแบบมาในแบบกอธิค เมื่อเงยหน้ามองภาพยอดแหลมสูงทะมึนน่าเกรงขามของกลุ่มอาคารหลังคาแหลมสูงที่พุ่งขึ้นบนท้องฟ้า ยิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศลึกลับของยุคกลาง

    เหมือนไม่ใช่ปัจจุบัน

    ผมหยุดเลือกภาพพิมพ์ไปรษณียบัตรสอง-สามใบจากแผงลอยหนังสือริมถนน เป็นภาพพิมพ์ผีเสื้อของ Aubrey Beadsley ศิลปินหญิงที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงผลงานอันโดดเด่นในช่วงนี้ แค่คิดว่ามันสวยดีเท่านั้นแหล่ะ เลยอยากจะซื้อไปฝากใครบางคน..... ใครที่ผมอดนึกถึงไม่ได้ เจ้าของดวงตาสีอำพันเป็นประกายและเสียงใสๆยามตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัว นี่ถ้าเจ้าตัวมาอยู่ตรงนี้ด้วยหล่ะก็....

    เจ้าเด็กCagalli Yuraคนนั้น

    ผมกลั้นยิ้มอยู่คนเดียว พอจะรู้ตัวอยู่บ้างเหมือนกันว่า หมู่นี้....นึกถึงเด็กนั่นทีไร ก็มักมีแต่เรื่องให้ต้องยิ้ม

    ครึ่กๆๆๆ!!!
    เสียงรถม้าควบตะบึงผ่านไปมาจนฝุ่นตลบ เหล่าสุภาพสตรีที่เดินช็อปปิ้งอยู่ริมถนนต่างตกอกตกใจร้องวี้ดว้ายเมื่อพบว่ารถวิ่งเฉียดไปเพียงนิดเดียว ลมอุ่นๆพัดทรายเข้าหาเหล่าคนเดินถนนจนต้องยกมือขึ้นป้องตา และเมื่อลดมือลงเพื่อมองผ่านม่านฝุ่นทราย ผมก็ต้องหยุดมองร่างๆหนึ่งที่ยืนอยู่ริมถนน

    แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เรือนผมสีบลอนด์น้ำผึ้งใต้หมวกใบโตนั่น กลับทำให้ผมต้องจ้องมองไม่วางตา

    ชักจะเชื่อในความบังเอิญเหล่านั้นแล้วสิ...

    “Cagalli?”
    #########################################

    พระเจ้า.....จะลงโทษลูกไปถึงไหนกันนี่?
    หรือนี่เป็นโทษที่ลูกไม่เก็บเนื้อเก็บตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ที่หอดีๆอย่างที่ชาวบ้านชาวเมืองเค้าทำกัน?

    อยากร้องไห้ชะมัดเลย ยัยCagalliบ้าๆๆๆๆๆ!!เอ๋อที่สุด!! เพราะมัวแต่หลับเพลินจนลืมดูทาง มารู้ตัวอีกทีก็ถูกตาลุงคนขับไล่ลงสุดสายนี่แหล่ะ!!

    กรรม!!เค้าอุตส่าห์บอกแล้วนะว่า Bank Site!!!แล้วBank Siteที่ไหนมาไกลขนาดนี้???
    แล้ว....นี่มันที่ไหนกันน่ะ??ใครเค้าเคยมาเล่า!! โอ๊ย!!!

    ชั้นมองซ้ายมองขวา หันรีหันขวาง แต่มองไปทางไหนก็เห็นแต่คน....รถม้า....คน..รถม้า.....คนๆๆๆๆ แล้วก็รถม้าๆๆๆ!!! ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ
    ฮึ่ย! แต่จะมัวตีอกชกหัวในความซุ่มซ่ามครั้งแล้วครั้งเล่าของตัวเองแบบนี้ ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร จะทำยังไงถึงจะกลับไปRosettaได้ต่างหากที่สำคัญกว่า คิดสิ Cagalli!คิด!!

    แล้วในตอนนั้นเองที่ชั้นได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น แล้วร่างของตัวเองก็ถูกฉุดจนปลิว
    “ระวัง!!!!”

    ภาพต่อมาที่ชั้นต้องเบิกตากว้างด้วยความรู้สึกอึ้งผสมมึน คือรถเทียมม้าสีดำทะมึนที่ควบตะบึงตัดหน้าเฉียดไปนิดเดียวจนฝุ่นตลบถนน!!!
    รู้สึกได้เลยว่า มือเท้าเย็นเฉียบขึ้นมาทันที.....
    ก็....ก็....เมื่อกี๊....ถะ...ถ้ายังยืนอยู่ที่เดิมหล่ะก็...มีหวัง....โดนทั้งม้าทั้งล้อรถเหยียบแบน เละติดพื้นแหง!! อึ๊ย!!!

    แต่ว่า...ความอบอุ่นของแผ่นอกกว้างและเสียงหัวใจเต้นที่ตัวเองสัมผัสได้ตอนนี้....กลับทำให้ใจสงบลงได้

    และแล้วครู่ต่อมา ไม่ทันที่สมองจะจัดระบบความคิดว่าเกิดอะไร ใคร ที่ไหน ยังไง อย่างไร ชั้นก็ถูกจับตัวหมุนขวับมาเผชิญหน้ากับดวงตาวาวโรจน์ราวเพลิงสีมรกต ทว่าที่น่าตกใจว่าก็คือเสียงแผดลั่นใส่หน้าชั้นนั่นต่างหาก
    “ทำอะไรไม่รู้จักระวัง!!”
    มึนสิ....ชั้นได้แต่อ้าปากค้าง
    “ไม่เคยมีใครสอนรึไงว่า ถ้าอยู่ริมถนนให้มองซ้ายมองขวาดีๆ!!!”
    ใบหน้าที่อยู่ห่างแค่คืบนั้นซีดจัดด้วยความโกรธ มือบีบต้นแขนทั้งสองข้างของชั้นจนเจ็บ แต่ชั้นกลับทำได้แค่นิ่งมองเขาด้วยความตกตะลึง

    เขาคนนั้น....จริงๆด้วย.....แต่....แต่ว่า.... ตั้งแต่เมื่อไหร่...?

    “ขะ....ขอโทษ.....”
    คำพูดนั้นหลุดออกจากปากไปเมื่อไหร่ ตัวชั้นเองยังไม่รู้เลย ดวงหน้าเคร่งเครียดที่จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเมื่อกี๊เริ่มผ่อนคลายลงพร้อมๆกับมือทั้งสองที่เคยบีบแขนชั้นแน่น เขาก้มลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ และพอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับยิ้มให้ชั้น
    มือใหญ่วางบนศีรษะที่สวมทับด้วยหมวกหนังใบโตของชั้นแล้วจับโยกไปมาเหมือนเด็กๆ
    “ปลอดภัยก็ดีแล้วนี่นา”

    ตึกๆๆ ตึกๆๆ ตึกๆๆๆ

    เสียงหัวใจ....เต้นแรงจนเหมือนมันจะกระโดดออกมานอกอก ชั้นได้แต่หลบใบหน้าร้อนผ่าวๆจากเขา นายร้อยเอกAthrun Zalaคนนี้นี่เหลือเกินจริง ทั้งๆที่ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบกัน แต่ความบังเอิญมันก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับมีใครจงใจให้มันเกิดกระนั้น
    มือทั้งสองของชั้นบีบเข้าหากันแน่น ยังไม่อาจเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆได้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกMayuraถามไว้ก่อนออกจากคอนแวนต์มา

    ถ้าเจอกับเขาวันนี้....จะบอกความจริงหรือไม่?
    เพราะ....ถึงอย่างไรชั้นก็อยากจะบอกให้เขาเข้าใจเอง แม้จะต้องถูกโกรธก็เถอะ
    แต่....แต่ว่า.....

    “ว่าแต่ หมู่นี้หนีเที่ยวบ่อยจริงนะ จะไปไหนหล่ะ?”
    คำถามจากเสียงทุ้มต่ำ ทำให้ชั้นต้องฉุกคิดถึงสาเหตุที่ตัวเองมายืนเหวออยู่ริมถนนเมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้
    “อ๊ะ....ใช่!! ใช่แล้ว!!เราจะไปRosettaนี่!!!!”
    “Rosetta?” เขาทวนคำอย่างงงๆ แล้วจึงมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ ก่อนบอกชั้น “นี่มันเลยBank Siteมาตั้งไกลแล้วนี่....”
    “กะ...ก็ใช่ ก็มัน.....แบบว่า....”

    ก็...ไม่อยากจะพูดถึงมันหรอก ก็ใครหล่ะอยากจะบอกเล่าความโง่ของตัวเองให้คนอื่นฟัง แต่สายตาแสดงความสงสัยเต็มที่นั่น ทำให้ชั้นต้อง....บอกเล่าสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่ให้เขาฟังจนได้
    ##############################

    และ....มันก็ไม่น่าเลย เราหนอเรา.....
    ชั้นเพิ่งสำเหนียกตัวได้ว่า ไม่ควรเลย.....

    ไม่น่าเล่าให้อีตาเบื๊อกนี่ฟังเล้ยยย!!!

    “ฮ่ะ.....ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!”
    อีตาตำรวจบ้าหัวเราะซะลั่น ไม่สนใจเลยว่าชาวบ้านชาวช่องเค้าจะมองด้วยสายตายังไง คนนึงก็หัวเราะขำ ฮาซะเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนอีกคนก็ออกฤทธิ์เดชเต้นเป็นงิ้วอยู่ตอนนี้

    “หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ!!!”
    ชั้นแผดเสียงเข้าสู้กับเสียงหัวเราะ อ๊ายย!!ตาบ้า!!!ทำชั้นโกรธซะลมแทบจะออกหู มันขำอะไรนักหนา!! แค่คนเผลอหลับบนรถม้า แค่เนี้ยะ? ขำ!!!
    “ขะ....ขอโทษๆ ฮ่าๆๆๆๆ ก็เธอน่ะ...ฮ่าๆๆๆๆๆ”
    “บอกให้หยุดหัวเราะไงเล่า!!!เอ๊!!!”
    อยากจะกรี๊ดใส่หน้าซะจริง แต่ตอนนี้ชั้นทำได้แค่กระทืบเท้าปึงปัง คนเค้าโกรธก็โกรธ อายก็อาย อีตาบ้านี่ลงไปนั่งกุมท้องหัวเราะก๊ากๆกับพื้นอยู่ได้ นี่ถ้าลงไปกลิ้งได้คงทำแล้วมั้ง

    เขาเงยหน้าขึ้นพูดปนเสียงหัวเราะคึ่กๆ เอ้า! ขำให้ตายไปเลยนะ!!! “เธอนี่ เจ๋งจริงๆ! ขนาดหลับบนรถม้าได้ นี่รู้ตัวบ้างมั๊ยฮึว่าโชคดีแค่ไหนที่ไม่ถูกคนขับรถม้าเตะลงมาน่ะ”
    คิดไปคิดมา ตอนนั้นชั้นทำได้แค่ชูกำปั้นไล่หลังรถม้าคันที่นั่งมาเท่านั้นแหล่ะ ก็คนขับรถม้าตัวโตเท่ายักษ์แบบนั้น ใครเค้าจะกล้าหล่ะ? ขืนไปโวยวายใส่มันมากๆ บ้าขึ้นมา ชั้นคงถูกทุบหัวยุบเท่านั้นเอง!

    อีตาผู้กองบ้าพยายามกลั้นหัวเราะสุดตัวเมื่อเห็นว่าชั้นทำหน้าหงิกเป็นจวัก ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วสอดมือเข้าไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อเทร้นท์โค้ทสีกรมท่าพลางกล่าว
    “จะไปRosettaน่ะ เพราะเจ้านี่ใช่มั๊ยหล่ะ?”

    และ....และแล้ว สิ่งนั้นก็ทำให้ชั้นต้องแทบจะกรี๊ดด้วยความดีใจ!!! ใช่จริงๆด้วย!!สร้อยหนังร้อยจี้หินประการังสีแดงรูปหยอดน้ำ ของสำคัญที่ท่านแม่ให้กับชั้นไว้!!!
    ทั้งๆที่ นึกว่าหมดหวังที่จะหามันเจอแล้วแท้ๆ

    “อ๊ะ!!!สร้อยของชั้น!!!”
    ชั้นร้องได้แค่นั้น ไวเท่าความคิดที่ผวาเข้าไปจะคว้ามันจากมือนายผู้กองZalaตัวแสบ แต่กลับคว้าได้แค่อากาศเปล่าเพราะตาบ้านี่ชักมือหนีซะก่อน อ๊ะ!! อะไรกัน ของของคนอื่นแท้ๆ!!

    “อุตส่าห์เอาของมาคืนให้ จะไม่พูดอะไรเลยรึไงหือ?”
    เขาทำหน้าครึ่งบึ้งครึ่งยิ้มพลางพูด ชั้นจึงคิดได้ว่า ตัวเองทำกิริยาไม่ดีออกไปเสียมากมายตั้งแต่พบกัน แต่เขาก็ยังมีน้ำใจเขาของสำคัญมาคืนให้
    ได้ยินเสียงตัวเองพูดเบา...แต่ชั้นก็ตั้งใจพูดนะ
    “....ก็..... ขอบคุณมาก”

    นายผู้กองAthrun Zalaฟังชั้นแล้วก็ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาบางๆ
    ....อย่างที่เคยคิดไว้จริงๆ คนๆนี้ยิ้มแล้ว....สวย
    “เอ้า!”เขาคล้องสร้อยเข้าไปคอของชั้น ตามด้วยตบบ่ากันเบาๆราวเพื่อนเล่น “ของสำคัญแบบนี้ อย่าทำหายอีกหล่ะ”
    “ทำไมรู้หล่ะ?” ชั้นถามอย่างสงสัย เขามองชั้นนิ่งแล้วตอบยิ้มๆ
    “รู้สิ ก็เธอทำท่าดีอกดีใจออกนอกเสียขนาดนั้น”

    ชั้นกุมสร้อยไว้อย่างอุ่นใจ คิดถึง.....ท่านแม่.....ขึ้นมาจับใจ
    “ใช่.... ท่านแม่ให้ชั้นไว้...”
    เขานิ่งไป ดูเหมือนในดวงตาคู่นั้นจะเข้าใจได้โดยไม่ต้องถาม นอกจากเอื้อมมือมาโยกหัวชั้นเบาๆอย่างที่มักทำบ่อยครั้งที่ได้เจอกัน
    “.... งั้นเหรอ? ดีแล้วนี่.....”

    ชั้นช้อนตาขึ้นมองเค้าผ่านปีกหมวกที่ซ่อนใบหน้าร้อนจัดของตัวเองเอาไว้ ดวงตาสีมรกตคู่นั้นฉายความอ่อนโยนจนทำให้ใจเต้นแรง
    จะทำอย่างไรกับความรู้สึกนี้?

    “ไหนๆก็บังเอิญมาเจอกันอีกแล้ว ไปเดินเล่นด้วยกันก่อนมั๊ยหล่ะ?”
    ชั้นทำหน้างง เขาจึงอธิบายต่อ
    “ย่านครอมเวลล์แห่งนี้น่ะ เป็นถนนสายศิลปะของลอนดอนเชียวนะ ถือว่าเป็นแหล่งรวมศิลปินและบรรดานักออกแบบทั้งหลายเชียวหล่ะ ถ้าอยากจะดูผลงานด้านศิลปะหรืองานจิตรกรรมแปลกๆใหม่ก็ต้องมาที่นี่แหล่ะ”
    “เอ๋!! งั้นจะรวมถึงพวกนักเขียน จิตกร แล้วก็นักแต่งเพลงด้วยใช่มั๊ย??” ชั้นร้องถามอย่างตื่นเต้น
    “ก็แน่นอนอยู่แล้ว” เขาตอบพลางชี้ให้ชั้นมองไปที่ร้านรวงที่ตั้งแถวเป็นแนวเป็นพรึ่บไปหมด “บางวันพวกศิลปินก็จะมารวมตัวกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับผลงานของพวกเขากัน งานเขียนแนวเสียดสีสนุกๆอย่างงานของออสการ์ ไวลด์ก็เกิดจากบรรยากาศแถบนี้ทั้งนั้นแหล่ะ เคยอ่านออสการ์ ไวลด์บ้างมั๊ย?”
    “ไม่เคยหรอก” ชั้นส่ายหน้าพรื่ด แหงหล่ะ ก็งานของออสการ์ ไวลด์เท่าที่รู้มาน่ะหวือหวาจะตายไป ไม่มีทางที่ห้องสมุดคอนแวนต์จะเอาขึ้นหิ้งหรอก พวกSisterกรี๊ดแย่ (ถึงจะมีสาวๆหลายคนอยากจะอ่านก็เถอะนะ) “เคยอ่านแต่นิยายของเจน ออสติน”

    พูดเท่านั้น นายผู้กองก็ทำหน้าเหยเก
    “เจน ออสตินเหรอ?เหอะ มีแต่เรื่องเพ้อฝัน” แนะ มาทำวิจารณ์อีก! “เนื้อเรื่องก็วนๆอยู่กับวงสังคมชั้นสูง พวกผู้ชายไม่ต้องทำงานทำการ มีแต่กินเงินหลวงที่ได้ตามฟิวดัล (การถือครองที่ดิน) ส่วนพวกผู้หญิงก็ดีแต่ไล่จับผู้ชายมีเงิน อ่านแล้วน่าเบื่อจะตาย”
    “เอ๊ะ! พูดโน่นพูดนี่ เขียนได้อย่างเขารึเปล่าหรอก!” ชักฉุนจี๊ดขึ้นมามั่งแล้วนะ คนอะไร แก่วิจารณ์เสียจริง
    เขายักไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนจะฉวยมือชั้นลากหลุนๆ
    “มานี่มา! เธอเคยพูดเองไม่ใช่เหรอว่าชอบงานศิลปะ งั้นมันก็ต้องรู้จักเปิดหูเปิดตาตัวเอง ดูผลงานดีๆของคนอื่นมั่ง ไม่ใช่แค่เช็คสเปียร์ กับเจน ออสติน โลกนี้น่ะ ยังมีนักเขียนแล้วก็ศิลปินดีๆอยู่อีกเยอะน่า”
    “อ๊ะ??เอ๋???นี่ๆๆจะพาชั้นไปไหน?? ชั้นยังไม่ได้พูดเลยนะว่าจะไปกับคุณต่อ!!!”

    ชั้นโวย แต่ดูเหมือนอีตานี่จะไม่ฟังเลย เพราะงั้น พอรู้ตัวอีกที ชั้นก็ยอมให้เขาลากมาถึงเพิงหนังสือริมทางเท้าที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายหลากหลายชนิด ตั้งแต่บทกวี นิยาย ไปจนถึงงานเขียนเชิงวิจารณ์สังคม
    “งานของกวีชื่อแอชก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าเธอชอบเรื่องแนวเพ้อฝันหน่อย เอ้า!”
    “โอ๊ย! ใครจะอ่านจบวันเดียว” ชั้นบ่นขณะมองเจ้าหนังสือเล่มโตที่เขาโยนใส่มือให้
    “งานของแอชน่ะ ทางRosettaสนใจนำไปดัดแปลงทำละครร้องมาก็เยอะนะ ทำบ่นไป”
    “คุณอ่านมาเยอะเหรอ?” ชั้นนึกสงสัย
    “เปล่า ชั้นอ่านผ่านๆหรอก แต่เพื่อนชั้นที่เป็นอาจารย์น่ะเป็นพวกหนอนหนังสือ บางทีก็แนะให้อ่านงานเขียนสนุกๆบ้างเหมือนกัน”
    “จริงเหรอ? แหม ชั้นชักอยากเจอเพื่อนคุณบ้างแล้วสิ”

    เขายิ้มขันกับท่าทางตื่นเต้นของชั้น เจ้าตัวหันไปเลือกเปิดหนังสือเอ็นไซโคลปีเดียเล่มใหญ่บึ้ก ชั้นอดชะเง้อชะแง้ขอมีส่วนร่วมอ่านด้วยคนไม่ได้
    “ทฤษฎีวิวัฒนาการทางการแพทย์?”
    ชั้นอ่านออกเสียงมาดังๆ นายตัวแสบจึงปิดตำราเล่มโตดังปั่บจนฝุ่นเขรอะในหนังสือฟุ้งกระจายใส่หน้าชั้น ก่อนจะเสไปดูเล่มอื่น ปากก็บ่นขึ้นลอยๆ
    “ตัวยุ่ง”
    “นิสัยไม่ดี!!” ชั้นร้องไล่หลังไปทั้งๆที่ยังสำลักฝุ่นอยู่ โอ๊ย! คนอะไร กวนประสาทจริงๆ แล้วจึงวิ่งตามร่างสูงๆในชุดเสื้อโค้ทสีกรมท่าที่ก้าวฉับๆออกจากร้านไป
    “อ้าว! รอก่อนสิ!!มาทิ้งกันแบบนี้ได้ไง”

    อีตาผู้กองAthrun Zalaหันมายิ้มเยาะ แล้วแกล้งก้าวเท้ายาวยิ่งกว่าเก่าจนชั้นต้องเร่งฝีเท้าวิ่งตาม
    “เอ๊!!!คุณนี่!!!!”
    “ถ้าตามมาทัน เดี๋ยวจะเลี้ยงขนม โอเคมั๊ย?”
    ยังจะเอาของกินมาล่ออีก! ชั้นไม่ใช่เด็กอมมือนะยะ!!! เดี๋ยวก่อนเถอะ!!! เดี๋ยวสวยแน่!!!

    “Athrun Zala!!!”
    ชั้นร้องเรียกชื่อเขาขณะที่เจ้าตัวหัวเราะสนุกอยู่คนเดียว ก่อนเร่งฝีเท้าขึ้นอีกๆ ทำให้ชั้นต้องวิ่งตามสุดตัว ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยพวกจิตรกรริมถนน และผลงานศิลปะหน้าตาประหลาดมากมาย ใต้ร่มเงาของหลังคาแหลมสูงทรงกอธิคที่ชั้นเคยคิดว่ามันดูน่ากลัว หากสิ่งที่ชั้นสนใจมากกว่าในตอนนี้ คือทำยังไงจะไล่จับเจ้าของแผ่นหลังกว้างๆนั่นได้ก่อนต่างหาก

    ทำไมชั้นถึงกลัวว่า เขาจะหายไปอย่างนี้ ตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน....

    และในที่สุด ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะแกล้งชั้นจนพอใจแล้วหรือยังไง เขาก็เดินช้าลงแล้วหันมาส่งมือให้ชั้นจับ
    “เดินช้าแบบนี้ จะไล่จับผู้หญิงทันรึ?”
    “อย่ามาพูดบ้าๆนะ!!!”
    ชั้นพึมพำปนหอบเหนื่อยจนตัวโยน แต่ก็ยอมยื่นมือไปจับมือของเขาแต่โดยดี

    ทิวทัศน์รอบตัวดูแปลกตาสมกับเป็นย่านศิลปะ มีทั้งด้านที่หรูหรา และด้านที่เป็นกบฏ ศิลปินชื่อดังหรือพวกผู้นิยมเสพความสุนทรีย์ของงานศิลป์ก็มีพื้นที่ของตัวเองในแกลเลอรี่สวยๆ ขณะที่อีกหลายคน แค่มีที่ริมถนนก็พอเพียงแล้ว
    “สมัยนี้ ถ้าผลงานเป็นที่ยอมรับ ก็จะมีนายทุน หรือพวกเศรษฐีคอยให้เงินทองสนับสนุน จิตรกรบางคนกลายเป็นเศรษฐีไปในชั่วข้ามคืนก็มีนะ แต่พวกที่มีแต่ผลงาน แต่ขายไม่ออก อดตายไปเยอะก็มี” เขาเปรยให้ชั้นฟังด้วยเสียงเรียบเรื่อยเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “เพราะอย่างนั้นถึงได้มีคำว่า ศิลปินไส้แห้งไง”

    ชั้นเห็นเด็กเล็กๆหลายคนแต่งตัวปอนๆออกมาขายอาหารนกพิราบที่กลางจตุรัส นึกสะท้อนในใจ อดนึกถึงตัวเองตอนอายุเท่านั้นไม่ได้
    เราโชคดีมากแค่ไหนที่ ไม่เคยต้องเผชิญกับสภาพเช่นนั้น
    ชั้นเคยอ่านในหนังสือพิมพ์ที่คอนแวนต์รับประจำ ภาพของโลกภายนอก ภาพของสภาพความเป็นจริงของสังคมที่เกิดขึ้น โดยที่คนภายในคอนแวนต์ไม่จำเป็นต้องรับรู้ใส่ใจใดๆก็ย่อมได้ แต่...สำหรับชั้นแล้ว....

    เผลอนิ่งไปแป๊บเดียวก็พบว่าตัวเองตกเป็นแบบเขียนภาพลายเส้นของจิตรกรริมถนนคนหนึ่งไปเสียแล้ว Athrunยิ้มขันเมื่อเห็นชั้นทำท่าจะออกงิ้ว จึงควักกระเป๋าจ่ายไป10 เพนนีเป็นค่าจ้างวาดรูป
    “ชั้นซื้อเองน่า รู้อยู่หรอกว่าเด็กๆอย่างเธอ คงไม่ค่อยมีเงิน”
    เขาเคาะม้วนกระดาษภาพเขียนลายเส้นบนหน้าผากชั้นเบาๆ พลางถาม
    “หิวมั๊ย?”
    “ไม่หิว” ชั้นตอบปฏิเสธไม่ทันขาดคำ กระเพาะอาหารกลับส่งเสียงร้องขัดขึ้นมาดังโคร่กก!!

    ก็ตามเคยสิ นายตัวแสบกลั้นหัวเราะคึ่กๆๆจนตัวสั่น ชั้นเองก็ชักจะเหนื่อยกับการไล่เบี้ยโวยวายเอากับนายนี่แล้ว ก็เลยได้แต่ทำหน้าหงิก เซ็งไปตามระเบียบ
    “เดี๋ยวพาไปหาอะไรกิน”
    เขาจูงมือชั้นเหมือนจูงเด็กเล็กๆ แปลกจัง..... นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า นอกจากมือของ....ท่านพ่อแล้ว ยังมีมือของคนอื่นอีกที่อบอุ่น และรู้สึกว่าวางใจได้

    จนเผลอบีบมือตอบโดยไม่รู้ตัว

    ####################################

    ที่เนินหญ้าริมสะพานข้ามคลองเล็กๆที่น้ำใสแจ๋วจนแทบจะมองเห็นฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยแหวกว่าย เราสองคนหยุดพักกินFish & Ship แกล้มด้วยมะนาวซีกและมัสตาร์ดสีเหลืองรสเผ็ดนิดๆ
    ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแค่ปลาแฮริ่งทอดกับมันฝรั่ง มันจะอร่อยขนาดนี้ ที่สำคัญคือ กินฟรีนี่ แฮปปี้ใจสุดๆ! ชั้นคิดอย่างประหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจคนเดียว จนมีเสียงคนข้างๆถาม
    “อร่อยมั๊ย?”
    “อื้อ อร่อย” ชั้นตอบเต็มปากเต็มคำ แต่สำนึกตนได้ว่า มันคงจะตรงไปตรงมามากไปหน่อย ที่สำคัญ....เป็นเลดี้ แต่กลับมานั่งกินอาหารริมทางกับผู้ชายแบบนี้....มันจะดีรึ??

    เจ้าของดวงตาสีมรกตคู่นั้นมองมาที่ชั้นด้วยสายตากึ่งขันกึ่งเอ็นดู แต่กลับทำให้ประหม่าจนต้องก้มหน้าหนี โอ๊ย! จะมองอะไรนักนะ??ไม่เคยเห็นคนกินอาหารเต็มปากรึไงกัน?

    “นี่”
    “หือ?”
    “ทำไมคุณถึงดีกับชั้นนักหล่ะ?” ชั้นถามออกไปจนได้ ขณะที่คนถูกถามทำคิ้วยกสูงอย่างแปลกใจ
    “เอ๋?”
    “ก็....ชั้นก็ไม่รู้จักคุณ คุณเองก็ไม่รู้จักชั้น แค่บังเอิญเรามาเจอกัน.....”
    เขากลั้นหัวเราะพลางพูดแทรกขึ้น
    “แล้วบังเอิญว่า....มัน’บังเอิญ’บ่อยหน่อย?”
    “ก็ใครจะไปรู้หล่ะ??” ชั้นขึ้นเสียงแล้วสะบัดหน้าหนี เขาจึงเอนหลังลงนอนหนุนแขนกับพื้นหญ้า ท่าทางสบายอารมณ์เป็นที่สุด
    “นั่นสิน๊า.....ชั้นเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน” เขาทอดสายตามองออกไปไกลบนท้องฟ้าที่ค่อยๆเจือแสงสีแดง “แหย่เด็กขี้ยัวะแบบเธอมันสนุกดีหล่ะมั้ง?”
    “อะไร!!นี่เห็นชั้นเป็นตัวตลกเรอะ??เดี๋ยวสวย!!!”
    พอเห็นชั้นตั้งท่าจะเอาเรื่อง นายตัวแสบก็แทรกขึ้นมาทันที
    “ก็นั่นไงหล่ะ เห็นมั๊ย? ถึงได้บอกไงว่ามันสนุก”

    น่าหมั่นไส้เป็นที่สุด คนบ้าอะไรรู้ทันไปเสียหมด! เขายันตัวขึ้นลุกนั่งแล้วหันมาถาม
    “ที่เราเจอกันบ่อยๆ มันเป็นเพราะเธอหนีออกมาเที่ยวต่างหาก”
    .ชั้นนิ่งฟัง แล้วพึมพำเบาๆราวกำลังบอกตัวเอง
    “ก็ที่นั่นน่ะ....มันน่าอึดอัดนี่”
    “? น่าอึดอัด?”
    “เมื่อก่อน...” ชั้นมองสายน้ำในลำคลองใสสะอาดจนสะท้อนภาพก้อนเมฆเบื้องบน ขณะที่นึกอยากจะเล่า “ชั้นคงไม่รู้สึกแบบตอนนี้หรอก...ถ้าหลังท่านแม่เสีย ท่านพ่อไม่เปลี่ยนไปเช่นนี้”
    “ที่เคยบอกชั้นว่า....ไม่ชอบที่ตัวเองถูกจับโยนไปโยนมาน่ะเหรอ?” เขาถามยิ้มๆ
    “นั่นก็ด้วย” ชั้นพยักหน้า “แต่ไม่ใช่แค่นั้น ท่านเปลี่ยนไป....จากที่เคยใจดี ก็กลายเป็นคนชอบบังคับ ชอบใช้อำนาจ ทั้งที่ชั้นเคยภูมิใจว่า พ่อของชั้นเป็นท่านพ่อที่อ่อนโยน ใจดีแล้วก็มีน้ำใจกว้างขวางมากที่สุด แต่ว่า....”

    ชั้นหยุดนึกถึงตอนนั้น เมื่อ5ปีก่อน ตอนที่ชั้นอายุ 12 หลังท่านแม่สิ้นไปเพียง 3 เดือน
    วันนั้น ท่านแนะนำให้ชั้นรู้จักกับ ผู้ชายที่บอกว่า.....จะกลายเป็นสามีของชั้นในอนาคต หลังจากชั้นจบการศึกษาจากคอนแวนต์ที่ลอนดอน

    นั่นเป็นครั้งที่สองในชีวิตหลังเสียท่านแม่ไป ที่ชั้นรู้สึกเหมือนโลกถล่มดินทลาย
    และเหมือนถูกใครก็ไม่รู้ ที่ชั้นไม่เคยรู้จัก จู่ๆก็เข้ามายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวของเรา
    จู่ๆก็จะเข้ามาทำลายความฝันของชั้น!!

    “คุณมีความฝันมั๊ย?Athrun”
    “ความฝันเหรอ....?”
    “ชั้นน่ะ....มีความฝันนะ สิ่งที่ชั้นปรารถนา….”

    ทำไมชั้นถึงมาพูดเรื่องแบบนี้ให้เขาฟัง

    ทำไมชั้นถึงกล้าเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้เขาคนนี้ฟัง
    ชั้นเองก็ไม่เข้าใจ.....

    ชั้นลุกขึ้นปัดเศษหญ้าที่ติดตามกางเกง แขนทั้งสองเปิดออกรับลมเย็นจากแม่น้ำ ขณะที่หันไปกล่าวกับเขา
    “โลกนี้....ในความรู้สึกของชั้น มันช่างกว้างใหญ่ โลกนี้ไม่ได้มีแค่ลอนดอน ไม่ได้มีแค่อังกฤษ แต่ยังมีผู้คนอีกมากมาย หลากเชื้อชาติศาสนาซึ่งต่างมีวิถีชีวิต มีหนทางการดำเนินชีวิตที่ต่างจากชั้น ต่างจากคุณ....ชั้นยังอยากจะเดินทาง อยากจะไปให้ไกลมากกว่านี้ อยากจะเห็น อยากจะเรียนรู้ให้มากกว่านี้”

    เพราะชั้นไม่อยากเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ
    ถ้าตัวเองเป็นนก....ก็ยังอยากจะบินไปสัมผัสสายลมที่หนาวเย็น หรืออบอุ่นกว่าที่ๆเคยอยู่บ้าง.....

    “ชั้นยังอยากเห็น อยากจะมอง อยากจะสัมผัสสถานที่ๆที่ต่างไป อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงต่างจากเรา นั่นแหล่ะความฝันของชั้น” ยามที่ตัวเองพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มมักจะปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัวเสมอเลย

    ตั้งแต่เล็ก ที่ไร่.....บ้านของเรา....ชั้นเคยวิ่งเล่นอย่างอิสระ เคยล้มตัวลงนอนสูดกลิ่นดอกหญ้าหลากสี เคยจ้องมองท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่และจินตนาการไปไกลถึงเรื่องราวในหนังสือนิทานที่ทั้งท่านแม่ และManaเคยอ่านให้ฟัง
    ท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน แม่น้ำ ....ทะเล.......ในที่ๆต่างจากบ้านของเรา มันจะเป็นอย่างไรนะ?

    “เพราะงั้นนะ ชั้นถึงตั้งใจไว้แล้วว่า ต่อให้ต้องวิวาทกับที่บ้านยังไง ชั้นก็จะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้ ชั้นจะพิสูจน์ให้ท่านพ่อเห็นให้ได้ว่า....ชั้นเข้มแข็งพอ ถึงไม่ต้องพึ่งคนอื่น ชั้นก็จะดูแลทั้งตัวเอง แล้วก็...บ้านของเราได้”
    ดวงตาสีมรกตเรียวเข้มจ้องมองชั้นนิ่งๆ ก่อนที่เขาจะหันหน้าไปทางอื่น
    “เธอยังเด็ก....ยังคิดอะไรง่ายๆได้ ในวันที่เธอต้องมีภาระรับผิดชอบ ถึงตอนนั้นเธอจะเข้าใจเองหล่ะว่า....บางครั้ง...ความฝันกับความเป็นจริงที่ต้องรับมันให้ได้ นั้นต่างกัน”
    เขาหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าพร้อมไลท์เตอร์ จุดมันสูบแล้วกล่าวต่อโดยไม่หันมามองชั้น
    “แต่ถ้าเธอมีพลัง...และความตั้งใจโดยแท้จริง เธออาจจะทำได้ก็ได้นะ”

    พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงมากแล้ว ท้องฟ้าอมแสงสีแดงปะปนสีครามเกือบม่วงบอกว่าย่ำค่ำกำลังมาถึง ลมเริ่มแรงมากขึ้นจนพัดเรือนผมสีน้ำเงินเข้มเกือบดำของเขาพลิ้ว
    “กลับเถอะ”
    เขาตัดบท แล้วลุกขึ้นยืนบ้างพลางยิ้มให้ชั้น “ถ้าเย็นค่ำมากไปกว่านี้ จะถูกเล่นงานเอาอีกนะ”

    แต่ว่า....ชั้นทักท้วงเอาไว้
    “คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของชั้นเลย”
    “หือ?”
    “ที่ถามว่า คุณมีความฝันรึเปล่า”

    เขานิ่งไป รอยยิ้มยกขึ้นที่มุมปากจางๆ
    คิดไปเองหรือเปล่านะ? หรือเพราะบรรยากาศที่ความมืดเริ่มจะโรยตัวหนักขึ้นๆ ชั้นถึงได้รู้สึกว่า....รอยยิ้มนั้น ช่างเศร้านัก....
    “เรื่องแบบนั้น....”คำกล่าวต่อมาทำให้ชั้นอดใจหายไม่ได้ “ชั้นลืมมันไปหมดแล้วหล่ะ...”

    เขายกเสื้อเทร้นท์โค้ตยาวสีกรมท่าขึ้นสวมขณะที่เริ่มก้าวเดินออกจากเนินหญ้า ชั้นไล่ตามแผ่นหลังกว้างๆนั้นไปพลางร้องเรียก
    “เดี๋ยวสิ!! รอก่อน”
    ชั้นเอื้อมมือทั้งสองไปคว้าแขนของเขาไว้ อีกแล้ว....ชั้นกลัวว่าคนๆนี้จะหายไป....

    “ขอชั้นถามอีกข้อเดียว!” Athrunทำหน้าแปลกใจกับคำถามของชั้นอีกครั้ง “แล้วถ้าเป็นผู้หญิงหล่ะ....คุณยังจะพูดเหมือนเมื่อกี๊รึเปล่า? ที่บอกว่า ถ้ามีพลังและความตั้งใจ จะต้องทำความฝันให้เป็นจริงได้”
    “เอ๋?”
    “ถ้า....เป็นผู้หญิงที่ใครๆก็มองว่าอ่อนแอ ต้องมีคนปกป้อง ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ถ้าเธอคนนั้นมีความฝัน คุณจะยังตอบเหมือนเมื่อกี๊รึเปล่า?”

    เขากลั้นหัวเราะหึๆ มือวางบนหัวชั้นดังตุบ
    “ถามแบบนี้ ไปหลงรักสาวที่ไหนเข้าหรือไง?”
    “เปล่าซักหน่อย” ชั้นอุบอิบเสียงเถียงพลางหลบสายตา หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

    Athrunยิ้มแล้วกล่าวตอบสิ่งที่ชั้นอยากรู้
    “เคยมีคนบอกชั้นว่า....มนุษย์มีเจตน์จำนงเสรี ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย อย่างน้อย ชั้นก็เชื่อใจเรื่องนั้น” ดวงตาสีมรกตคู่นั้นฉายความอ่อนโยน “ไม่ว่าโลกจะแปรเปลี่ยนไปในแง่ไหน ไม่ว่ากฎของสังคมจะเป็นอย่างไร หากมีคนที่กล้าจะดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตนเชื่อ มันก็คงดีไม่น้อย”
    คำตอบนั้น ทำให้หัวใจของชั้นพองโตจนแทบระเบิด

    “ถึงจะเป็นผู้หญิงนะเหรอ?”
    “ใช่”

    ชั้นอดยิ้มออกมาไม่ได้ มันทั้งโล่งใจ ทั้งดีใจ
    แม้จะเพียงคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกนี้....

    “ขอบคุณนะ....”
    “? แปลกจริงนะเธอนี่ เดี๋ยวก็ขี้โมโห เดี๋ยวก็กลายเป็นเด็กดีซะอย่างงั้น” เขาบ่นเหมือนรำคาญ แต่ชั้นรู้จากน้ำเสียงว่าไม่ได้จริงจังนัก “ชั้นเองก็ไม่รู้ยังไงสิ.... รู้สึกว่าเธอคุ้นตา แปลกนะ ทั้งๆที่ชั้นแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักเด็กผู้ชายที่ไหนอย่างเธอแท้ๆ”

    ชั้นก้มหน้าก้มตาซ่อนใบหน้าแดงซ่านร้อนผ่าว เอ๊า!ก็ไม่ใช่ผู้ชายน่ะสิ!!
    อดจะแอบมองเขาไม่ได้ คนตัวสูง....ดวงตาสีเขียวราวมรกตกับเรือนผมสลวยสีน้ำเงินเข้มเป็นมันสะท้อนแดดตอนเย็น ท่วงท่าการเดิน การวิ่ง.....ประกายตาตอนที่เขายิ้มเช่นนี้ มันดูคุ้นตา
    “ชั้นก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน...”
    “เอ๊ะ?”
    “คุณก็ดูคุ้นตาชั้นเหมือนกัน”
    ชั้นเบาเสียงลงตอนที่กล่าว ทั้งอยากให้เขาได้ยิน ทั้งไม่อยากให้ได้ยิน สายลมจากแม่น้ำยามเย็นพัดผ่านมาบางเบา เส้นผมสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องฟ้ายามค่ำพลิ้วไสว

    “คิดเหมือนกันสินะ”
    คำตอบนั้นทำให้ใจเต้นแรงถี่ แต่ก็ยังไม่อาจถอนสายตาจากคนตรงหน้าได้
    ถ้าเรา....ตัดสินใจบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปตอนนี้.... เขาอาจจะเข้าใจก็ได้ แวบหนึ่งที่คิดเช่นนั้น

    “Athrun...”
    “ว่าไง?”
    “คือ.... ความจริงแล้ว...ชั้นน่ะ....”
    ถ้าบอกไปตอนนี้....
    “ชั้น....”
    มือทั้งสองบีบเข้าหากันจนแน่น ไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไรให้ดูดีที่สุด แต่ตอนนั้นเองที่มีเสียงดังไล่มาจากด้านหลัง
    “ผู้กองZalaครับ!!!”

    ชั้นเผลอตัวหลบเข้าด้านหลังคนตัวสูงกว่าวูบ แล้วถึงได้มานึกประหลาดใจตัวเองทีหลังว่า ทำไมเราต้องหลบด้วยเนี่ย?
    “หมวดAsuka? มาตรงเวลาเชียว”
    Athrunทักนายหมวดรุ่นน้อง พอหมอนั่นเห็นชั้นก็ทำหน้าแปลกใจ
    “ครับ อ้าว! นี่เจอเจ้าเด็กคนนั้นอีกแล้วเหรอครับ?”

    ไร้มารยาทชะมัด ชั้นนึกค่อนอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงอะไรกับใครอีก ได้แต่สงบปากสงบคำเงี่ยหูฟังบทสนทนาของเจ้านายกับลูกน้องทั้งสอง
    “ได้ความว่า...?”
    “ครับ”
    นายผู้หมวดตาแดงถอดหมวดสีน้ำเงินทรงสูงของตัวเองออก แล้วโน้มตัวไปกระซิบกระซาบบอกอะไรAthrunสองสามคำ

    แล้ววูบต่อมาชั้นก็สังเกตเห็นว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนแววตา “คนขี้เล่น” อย่างที่มักมองชั้นเสมอมา หากกลับคมเฉียบขึ้นจนน่าตกใจ
    “งั้นคงต้องรีบกันหน่อยแล้ว”
    เขาพึมพำตอบ ก่อนจะหันมาบอกชั้น
    “โทษทีนะ Cagalli วันนี้คงจะเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนได้ด้วยแค่นี้แหล่ะนะ มีธุระต้องสะสางพอดี”

    ธุระของคนเป็นตำรวจก็คงมีไม่กี่เรื่องหรอก ชั้นเดาได้ แล้วก็....คงไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัยมากเสียเท่าไหร่
    “งานเหรอ?”
    “เดาเก่งนี่” เขาหัวเราะ แต่ชั้นไม่ขำ เพราะเคยเห็นเขาปฏิบัติหน้าที่มาแล้วเมื่อครั้งที่พบกันเป็นครั้งแรก “รู้แล้วก็รีบกลับบ้านซะ นี่พูดเพราะหวังดีนะ รู้เปล่า?”
    เขาหันมายิ้มให้อีกครั้งก่อนจะผละไป
    “ไปนะ”

    ชั้นมองแผ่นหลังของคนตัวสูงที่ค่อยๆเดินห่างออกไปแล้วเริ่มจะใจหาย คงเพราะยังมีเรื่องที่ค้างคาในใจอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ....ที่ชั้นยังอยากจะบอก
    ยังอยากจะ....พูดคุยกัน ยังมีเรื่องอีกมากที่อยากจะบอก!

    “เดี๋ยว!!!”
    เขาหันกลับมามองด้วยแววตาแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นชั้นวิ่งเข้าไปหาพร้อมทั้งคล้องสร้อยหินปะการังแดงชิ้นสำคัญลงบนคอของเขา
    ชั้นไม่รู้เหมือนกันว่า....อะไรดลใจให้ทำเช่นนี้ แต่....
    “แม่ชั้นบอกว่า หินนี่มีอำนาจคุ้มครอง”
    Athrunก้มลงมองสร้อยหินสีแดงที่สวมอยู่แนบอก ดวงตาสีเขียวมรกตสีเข้มคู่นั้นฉายความแปลกใจเมื่อได้ฟังชั้นพูดประโยคต่อมา
    “เพราะงั้น....นี่เห็นว่าคุณต้องทำงานเสี่ยงอันตรายอยู่เสมอหรอกนะ ชั้นถึง....”
    พูดจนจบไม่ออก ชั้นได้แต่ก้มใบหน้าร้อนจัดหลบจากสายตาของเขา
    “ชั้นแค่ให้ยืม คุณต้องเอามาคืนชั้นนะ บอกไว้ก่อน!”

    คนตัวสูงยิ้มอบอุ่น แม้จะบางจนแทบมองไม่เห็น หากดวงตาสีเขียวเข้มนั้นกลับพราวระยับ
    “ขอบใจ”
    เขากล่าวสั้นๆพลางวางมือลงบนหมวกของชั้นอีกครั้ง ก่อนหันไปบอกกับหมวดAsukaด้วยเสียงราบเรียบ
    “ไปกันเถอะ”

    ในบรรยากาศโพล้เพล้เย็นย่ำลงเรื่อยๆ ชั้นมองร่างของนายตำรวจทั้งสองคนที่ค่อยๆเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ปะปนไปในกลุ่มคนย่านครอมเวลล์ หายไปราวกับไม่เคยยืนอยู่ณ ที่เดียวกันมาก่อน

    ชั้นยกมือขึ้นขยับหมวกหนังใบโปรดให้เข้าที่ ช่างเถอะ....นายAthrun Zalaคนนั้นเขาเป็นถึงผู้กองมือปราบคนเก่งของหน่วยสก็อตแลนด์ยาร์ด ไม่เห็นจะต้องห่วงอะไรเลยนี่นา ปืนเขาก็มี ฝีมือส่วนตัวเสียอีก....ก็ไม่มีทางจะด้อยกว่าพวกผู้ร้ายอยู่แล้ว

    ทั้งที่คิดเช่นนั้น แต่ใจมันกลับไม่สงบ....เอาเสียเลย
    ทำไม.....?

    ชั้นเดินข้ามฝั่งไปรออยู่ริมถนน รถม้าคันโตควบตรงมาจอดเทียบอย่างช้าๆ ขณะที่สารถีขับรถชะโงกหน้าลงมาถามว่า
    “ไปไหนเจ้าหนุ่ม?”
    “อะ.....เอ้อ....เอ้อ คือ....”
    จะบอกว่าอะไร...?
    กลับคอนแวนต์เรอะ? จะกลับไปทั้งๆที่ยังมีเรื่องค้างคาใจอีกตั้งมากมาย

    “ถ้าพบกับเขา....จะบอกความจริงหรือเปล่า?”
    คำถามของMayuraยังวงเวียนอยู่ในสมอง
    ครั้งนี้....เมื่อจากกัน จะเหมือนทุกครั้งหรือเปล่า?
    ที่ได้ “บังเอิญ”มาพบกันอีกทุกครั้งไป

    ชั้นเบี่ยงตัวออกจากรถม้าตรงหน้า ตัดสินใจแล้วว่าจะวิ่งสุดฝีเท้า ให้ไปถึงคนๆนั้น
    ไม่ว่าข้างหน้า จะต้องพบเจออะไรก็ตามเถอะ!!!
    #########################################
  4. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    ตอนนี้ดิชั้นขอทั้งลิโพ กระทิงแดง คาราบาวแบรนด์ สก็อต เอามาให้หมดเลยเค่อะ
    แต่ถ้ามีแฟนๆตามอ่าน ตามลุ้นก็ยิ่งมีพลังค่า :china:

    PHASE 13 : The truth at the dark alley

    “ทำอะไรอยู่หือ Stellar?”
    พอผมชะโงกหน้าไปแอบดู แม่สาวน้อยชาวยิวตัวเล็กก็รีบซ่อนแผ่นกระดาษและดินสอสีเป็นการใหญ่ แต่ก็ไม่ไวกว่ามือของผมที่ฉวยเอาแผ่นกระดาษหลากสีขึ้นมาเพ่งพิศ
    บนกระดาษสีเหลืองนวลแผ่นบางๆเหล่านั้น เต็มไปด้วยภาพเขียนจากสีไม้และสีเทียนดูหยาบเพราะเป็นฝีมือเด็กๆ
    แต่ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ แผ่นแรกเป็นภาพวาดผู้ชายตัวใหญ่ในชุดโค้ตโครงหนา บนหน้ามีแผลบากยาวพาดผ่านตา เขากำลังฉีกยิ้มกว้างกอดคอกับคนผมสั้นเกรียน ผมเดาออกได้ทันทีว่าคงจะเป็นสองซี้ เจ้าของโรงละครกับผู้จัดการคณะ แผ่นต่อมาคือภาพผู้หญิงผมสีชมพูเป็นคลื่นยาวสลวย ขนตาหนาใต้ดวงตากลมโตสีน้ำเงิน (ดูเหมือนStellarจะพยายาม
    วาดออกมาให้สวยที่สุด) ริมฝีปากแย้มยิ้มราวกำลังเอื้อนเอ่ยเพลง แน่นอนว่าคงเป็นคุณหนูLacus Clyneของหล่อนเป็นแน่ ผมเห็นแล้วยังต้องแอบอมยิ้มขันตามเมื่อได้ดู

    และที่เจ้าตัวยังวาดไม่เสร็จ...ก็คือภาพของเด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงิน หมวกทรงสูงเหมือนแคปซูลตัดครึ่งสีเดียวกับเสื้อ ดวงตาสีแดงและรอยยิ้มสูงที่มุมปาก ก็คงจะเป็น “คุณผู้หมวด”คนสำคัญของแม่หนูแน่ๆ

    พอมาถึงภาพนี้เจ้าของผลงานภาพวาดอายม้วน เมื่อถูก”ครู”จับได้ว่ากำลังเพลินกับการวาดรูปเสียจนลืมไปว่าได้เวลาเรียนภาษาอังกฤษแล้ว แถมภาพที่อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจวาดก็กำลังถูกจ้องมองอย่างตั้งใจอยู่เสียอีก
    “Stellarยังวาดไม่เสร็จเลยค่ะครู”
    ผมลดแผ่นกระดาษลงและยิ้มให้แก
    “สวยนะ เก่ง มีฝีมือมากๆ” ผมอดชมไม่ได้ หล่อนยื่นมือเล็กๆคู่นั้นมารับภาพบนกระดาษคืนไป ใบหน้ายังแดงจัดเหมือนลูกแอปเปิ้ล ผมจึงแกล้งกระเซ้าไปบ้างว่า
    “น้อยใจจัง ไม่เห็นวาดรูปครูบ้างเลย”
    แม่หนูจึงรีบอธิบายพัลวัน
    “มีสิคะ มีแน่ๆค่ะ ก็Stellarตั้งใจจะวาดรูปShinให้เสร็จก่อนนี่คะครู แล้วถึงจะ....”
    ผมหัวเราะแล้วลูบผมสีทองของแกอย่างเอ็นดู “จ้าๆ ครูล้อเล่นหรอก”

    Stellarกอดม้วนกระดาษภาพวาดเหล่านั้นอย่างหวงแหน แล้วบอกผม
    “ถ้าวาดเสร็จแล้ว...Stellarตั้งใจว่าจะให้Shin....” หล่อนเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างมีคำถาม “ครูคิดว่าShinจะดีใจมั๊ยคะ?”
    “แน่นอนสิครับ” ผมตอบพลางหัวเราะ “หมวดต้องดีใจมากแน่ๆ ก็Stellarอุตส่าห์ตั้งใจนี่นา”
    คำตอบของผมดูเหมือนจะทำให้แม่หนูดีใจไม่น้อย หล่อนยิ้มกว้างแทนคำตอบ
    “Stellarจะวาดภาพครูด้วยค่ะ”
    “ถ้าเสร็จแล้ว ให้ครูได้มั๊ย?”
    “ค่ะ แต่ครูต้องสัญญาก่อนนะคะ ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับ Shin”
    ผมฟังเงื่อนไขของหล่อนแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แม่หนูน้อยที่เคยเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดจากับใครด้วยความหวาดกลัวในใจลึกๆ วันนี้กลับแสดงให้เห็นไม่น้อยว่าช่างคิดช่างเจรจาสมวัย
    คงเพราะ....สิ่งแวดล้อมรอบกาย ณ เวลานี้ ที่สรรค์สร้างโลกที่สวยงามกว่าเดิมให้กับหล่อนกระมัง
    #################################

    จากหน้าต่างห้องซ้อมดนตรีชั้นบนของโรงละคร ดิชั้นลอบมองไปยังตึกเล็กเบื้องล่างอันเป็นห้องเรียนเสริมพิเศษของแม่สาวน้อยชาวยิว Stellarคนนั้น กับคุณครูคนเก่งของแก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นทำให้ต้องอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ ที่ครูกับศิษย์ตัวน้อยสนิทสนมกันราวพี่ชายและน้องสาวจริงๆ

    Stellarเอง.... ในช่วงที่หลายเดือนที่ผ่านมานี้ จริงสินะ...ตั้งแต่Kiraเข้ามาในชีวิต.... เกือบจะทำให้ดิชั้นลืมไปแล้วว่า แกเคยต้องพบเจอกับสิ่งเลวร้ายมานาน....
    ดิชั้นเกือบจะลืมภาพเหล่านั้นไปเสียแล้วจริงๆ

    เมื่อหันกลับไปมองดูกลุ่มนักดนตรีที่กำลังตั้งอกตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะซ้อมบทเพลงต่อไป ดิชั้นจึงได้คิดว่า ยังมีผู้คนอีกมากมายหลายชีวิตที่ต้องพยายาม ทั้งทำเพื่อคนที่รักและ....เพื่อตนเอง

    เราเองก็เหมือนกัน....ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่อีกมากนัก ทั้งเรื่องร้องเพลง ความตั้งใจที่อยากให้เสียงเพลงสื่อไปถึงทุกคนโดยไม่แบ่งแยกนี้....จะมีวันเป็นไปได้หรือเปล่านะ?
    ดิชั้นกดจดหมายจากแดนไกลที่เพิ่งเปิดอ่านเมื่อครู่แนบอกด้วยความหวัง คิดถึงเจ้าของลายมือขึ้นมาเสียจับใจ

    เรื่องเล่ามากมายที่คุณพ่อเล่าผ่านจดหมายเหล่านี้ เป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ตัวเราเองผ่านพ้นความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ไปได้

    อยากให้ท่านกลับมาเร็วๆเหลือเกิน
    #####################################

    ในที่สุด เมื่อแสงอาทิตย์สุดท้ายล่วงลับขอบฟ้าไป ทิ้งไว้เพียงความมืดของมหานครที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกบางเบา นั่นเป็นสัญญาณเตือนให้เรารับรู้ว่า เวลาแห่งการปฏิบัติการณ์ได้เริ่มขึ้นแล้ว
    ผมและหมวดAsukaรออยู่บริเวณจุดนัดพบใต้สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ฝั่งตะวันออก เราหลบอยู่ใต้คานเหล็กมหึมาของสะพาน ยังได้ยินเสียงรถม้าควบตะบึงผ่านไปมา บางครั้งเศษดินทรายจากสะพานก็ร่วงลงมา ทั้งริมแม่น้ำก็ยังเต็มไปด้วยกอหญ้ารกชัฏ จนหมวดAsukaบ่นงึมงำๆ
    “มีงูเงี้ยวบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ช่างสรรหาที่นัดจริงจริ๊ง”

    ท่าทางเจ้าตัวกระวนกระวายไม่น้อย ผมลอบมองด้วยความรู้สึกรำคาญระคนขัน เพราะดูเจ้าหมวดรุ่นน้องจะหลุกหลิกๆ อยู่ไม่สุขตลอดเวลาของการรอคอย
    “พวกสารวัตรJules กับผู้กองElthmanก็ไม่มาเสียที เลยเวลามากมาแล้วแท้ๆ”
    “อาจจะหารถม้าวิ่งมาไม่ได้มั้ง?” ผมตอบไปส่งๆ
    “หรือไม่ก็ อาจจะเกิดเรื่องร้ายกับพวกนั้น???” หมวดAsukaทำหน้าวิตกจริต ผมเลยได้แต่ถอนใจแล้วจุดบุหรี่ซองที่สองของวัน
    “หมอนั่นไม่พลาดท่าง่ายๆหรอก”
    หมอนั่นมองผมสูบบุหรี่ด้วยท่าทางเรียบเฉยแล้วถามด้วยสายตาไม่เชื่อถือ
    “ผู้กองใจเย็นได้ไงครับเนี่ย?”

    ที่ใจเย็นได้นี่....มันเพราะผมไม่เคยสนใจหมอนั่นหรือเพราะเชื่อใจกันแน่ เรื่องนั้น ตัวผมเองก็ขี้เกียจจะไล่หาคำตอบมานานแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามของหมวดAsukaเสียด้วยการจ้องมองไปยังอาคารสินค้าหลังใหญ่ที่ริมฝั่งท่าเรือแทน

    “สงสัยว่า....”ผมยกนาฬิกาพกขึ้นดูเวลาแล้วเปรย “ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานกว่านี้คงไม่ได้การ
    เราอาจจะต้องชิงลงมือกันก่อนที่พวกมันจะไหวตัวทัน”
    เท่านั้นแหล่ะ ร้อยตรีShin Asukaก็ทำหน้าเหวอด้วยความตกตะลึง
    “ว่าไงนะครับผู้กอง??!!” เขาชี้หน้าตัวเองแล้วก็ชี้ผม ปากยังโวยไม่เลิก “มีแค่เราสองคนแบบนี้จะทำอะไรได้ครับ?? มีหวังเป็นถูกพวกมันจับฆ่าทิ้งหมดก็เท่านั้นเองแหล่ะ!!!”
    “แค่พูดเผื่อๆไว้ เผื่อฉุกเฉินเท่านั้นแหล่ะ ไม่มีอะไรก็แล้วไป” ผมอธิบายเรียบๆ พลางสอดมือเข้าไปในเสื้อโค้ท
    เพื่อสำรวจปืนรีวอลล์โวของตน “แค่เผื่อๆไว้...”

    หมวดAsukaทำหน้ากลัวใจผมพลางกล่าว
    “ก็ถ้าเราผลีผลามทำอะไรลงไปแบบคราวที่แล้ว นอกจากจะโดนสารวัตรJulesสวดสามวันไม่จบแล้ว
    ผมคงจะถูกท่านนายพลZala บิดาของคุณเฉ่งเอาด้วยอีกแรงแหง”
    ฟังแล้ว ผมได้แต่ทำเสียงขึ้นจมูก ไม่ต่อความว่ากระไรอีก จนกระทั่งได้ยินเสียงหวูดเรือขนสินค้าลำใหม่เข้าเคลื่อนตัวเข้าประชิดท่าเรือมากขึ้นเรื่อยๆ
    “ผู้กองครับ!”
    “ชี่!”
    เราเงียบเสียงสนทนาลงขณะที่จ้องมองเรือลึกลับไม่วางตา ผมหันไปพยักหน้าให้หมวดAsukaแล้วจึงวิ่งออกจากจุดนัดพบไปที่มุมตึกโกดังเป้าหมาย

    ใต้เงามืดที่ไร้แสงไฟของมุมอาคารเก็บสินค้าที่ท่าเรือ ผมแนบหลังชิดกับกำแพงคอนกรีตเย็นเฉียบก่อนค่อยๆเบือนหน้าไปมองภาพกลุ่มคนที่กระจัดกระจายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
    รู้ทันทีว่า พวกมันคือหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มธุรกิจที่ชื่อBlue Cosmosนั่นแน่นอน
    “ผู้กองZalaครับ ไอ้ที่ยืนหน้าสลอนอยู่เต็มไปหมดนั่นมัน มีชื่อในบัญชีดำของหน่วยทั้งนั้นเลยนี่นา”
    “ใช่.... ใช่ทั้งนั้นเลย....” ผมคิดตรึกตรอง พยายามใจเย็น แต่มันก็อดแค้นใจไม่ได้ “ให้ตายสิ.... น่าเจ็บใจเป็นบ้า ที่มีแต่หลักฐานแน่นหนาพอจะเอาผิดพวกลิ่งล้อ แต่ตัวเอ้อย่าง...Lord Gibrilเจ้าของกิจการกลุ่มธุรกิจนั่น หรือพันธมิตรการค้าของมัน กลับไม่มีอะไรแน่ชัดซักอย่างเดียว!”
    “แหงหล่ะครับ.... คนระดับหัวหน้าแก๊งค์อย่างมัน ทั้งยังมีหน้าตาทางสังคมเป็นนักธุรกิจชั้นนำ มีอำนาจพอจะกดดันให้คนของรัฐบาลกางปีกปกป้องมันจากกฎหมายอยู่แล้วนี่”
    หมวดAsukaขบฟันกรอดอย่างเจ็บใจไม่แพ้กัน
    “เมื่อไหร่กันนะ....? ไอ้บ้าพวกนี้มันถึงจะตายๆให้หมดโลกไปซะที มันไม่รู้บ้างรึไงว่า ทั้งธุรกิจการค้ามนุษย์ ทั้งฝิ่น....มีแต่ทำบาปทำกรรมกับคนบริสุทธ์เท่านั้น”

    ผมเข้าใจคำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากของShin Asukaทุกคำ
    โดยเฉพาะ...คนที่เคยตกเป็นเหยื่อของพวกมัน ก็คือสาวน้อยคนสำคัญของเขา และรวมทั้ง....

    ครอบครัวของเขาด้วย

    “เพราะอำนาจเงินของพวกมันทั้งนั้นหล่ะหมวด”

    เพราะไม่ใช่แค่พวกนายทุนหรือนักธุรกิจที่หน้าฉากทำการค้าสุจริตแต่ลับหลัง มีแต่ความสกปรกเท่านั้นหรอก
    หากยังมีพวกข้าราชการ คนของรัฐ และพวกนักการเมืองที่ตีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ทั้งในสภาและต่อเบื้อง
    พระพักตร์ของสมเด็จพระราชินีอีก

    ผมเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับแผนการณ์ส่งยาเสพติดประเภทฝิ่นที่ปลูกได้ดีในประเทศอาณานิคมอย่างอินเดีย
    เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก มุ่งหวังระยะไกลให้คนของประเทศเหล่านั้นติดฝิ่นงอมแงม จนต้องเข้าร่วมสนธิสัญญาด้านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับอังกฤษ

    นานมาแล้ว.....ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี....นำไปสู่การขยายอำนาจของลัทธิจักรวรรดินิยม
    อังกฤษเองก็ถูกตราหน้าว่าเป็นหนึ่งในพวกล่าอาณานิคม จากแสนยานุภาพทางกองทัพเรือ ตั้งแต่สมัยของVergin Queen
    ล่วงเลยว่าเป็นร้อยปี เรื่องแบบนี้ มันน่าจะยุติลงได้แล้วในความคิดของผม แต่เปล่าเลย เมื่อความต้องการของคนเรามันไม่มีที่สิ้นสุด เรายังคงรุกรานความสงบสุขของชนชาติอื่นด้วยคำกล่าวอ้างว่า จักนำความเจริญไปให้

    มันเป็นคำกล่าวอ้าง หลอกลวงที่สกปรกที่สุด
    โดยเฉพาะเมื่อย้อนนึกถึงบทสนทนาช่วงหนึ่งบนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่คฤหาสน์ของผู้พันHawkเมื่อหลายเดือนก่อน ท่านนายพลPatrick Zala บิดาของผมเคยกล่าวกับเหล่าข้าราชการร่วมโต๊ะซึ่งมีผมร่วมอยู่ด้วยว่า
    “พวกผิวเหลืองนั่นน่ะ มันดื้อด้านนัก พวกท่านเห็นว่าอย่างไร?”
    ในตอนนั้นผมแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หากลอบสังเกตสีหน้าเห็นด้วยของเหล่าทหารท่านอื่นๆ

    “เข้าไปแบบมิตร พวกมันก็ท่ามาก เรียกร้องจะเอาโน่นนี่ พอเรารำคาญหนักๆเข้า เอาเรือไปปิดปากอ่าวเท่านั้น ทำเป็นไปผูกมิตรกับไอ้พวกผิวซีดอย่างรัสเซีย”
    ขณะที่ผู้พันHawkค้านขึ้นอย่างใจเย็นว่า
    “แต่เรายังต้องค้าขายกับพวกเขานะท่าน ทั้งชา น้ำตาล เครื่องเทศ เราต้องนำเข้าจากตะวันออกทั้งสิ้น พวกอินเดียก็แข็งข้อขึ้นทุกวันๆ”
    “แน่หล่ะท่าน ก็เพราะพวกมันทำท่าราวกับว่าเราต้องไปกราบกรานอ้อนวอนร้องขอสินค้าที่เราขาดแคลนเอากับพวกมันน่ะสิ ถึงได้กล้าทำท่าผยองพองขนเช่นนี้ได้ เฮอะ!! ให้มันติดฝิ่นกันจนล่มจมไปทั้งประเทศได้เร็วๆเลยก็คงดี”

    เมื่อได้ฟังคำพูดอันน่าตกใจที่หลุดออกมาจากปากของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นนายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพสหราชอาณาจักร เช่นท่านพ่อ ทำให้ผมได้แต่นิ่งตกตะลึง

    “เช่นนั้น.... ที่มีเสียงลือว่า มีกลุ่มนักธุรกิจระดับแนวหน้าลอบส่งฝิ่นจากอินเดียเข้าไปทำลายระบบเศรษฐกิจของพวกเอเชียตะวันออก ก็เป็นความจริงสินะครับ ท่านนายพล”
    “มิน่าเล่า...หมู่นี้.... พวกนายทุนเจ้าของที่ดินไร่ชาที่อินเดียถึงได้ลงไปกำกับควบคุมด้วยตัวเอง ถึงขนาดขอให้ทางกองทัพส่งกำลังเข้าไปดูแลมากกว่าก่อน คงไม่ใช่แค่อยากให้เข้าไปดูแลไร่ชาหรอก แต่หมายถึง ให้ช่วยเข้าไปประคบประหงมฝิ่นที่พวกมันปลูกปนไปด้วยต่างหาก”
    นายทหารรุ่นใหญ่ท่านอื่นๆที่ร่วมโต๊ะพากันวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่ท่านพ่อเพียงแต่ยกไวน์องุ่นแดงขึ้นจิบอย่างสบายใจ
    “ก็พวกผิวเหลืองฝั่งโน้นมันปลูกของมันเองไม่ได้นี่นะ สุดท้าย มันก็คงต้องพึ่งเราวันยังค่ำ ระบบโลกต่อไปในอนาคตมันก็ต้องอย่างนี้แหล่ะ ถ้าพูดให้สวย มันก็คือเรื่อง น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าหล่ะนะ”

    เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้ ท่านพ่อก็วางแก้วเจียระไนที่เมรัยสีแดงสดพร่องไปกว่าครึ่งลงกับโต๊ะ
    “ยิ่งพูดไป ก็ยิ่งหงุดหงิดใจกับนโยบายกระดาษเปล่าของเอกอัคราชฑูต เรื่องลดกำลังทหาร หรือกระทั่งเรื่องมอบเอกราชให้อินเดีย
    เหอะ! ผมว่า ท่านฑูตชักจะเลอะเทอะเลอะเลือนไปแล้วกระมังท่า การกระทำเช่นนั้น เห็นชัดๆว่าเป็นเรื่องที่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปชัดๆ แล้วยังมาทำอ้างว่า เป็นการเข้าไปตักตวงทรัพยากรของชาติอื่น ท่านๆก็เห็นว่าเรานำความเจริญรุ่งเรืองมากมายเข้าไปสู่ประเทศล้าหลังแห่งนั้น เท่านี้แล้ว ตรองดูเถิดว่า ยังถือว่าเป็นการเอาเปรียบชาติอื่นอีกหรือไม่?”

    ผมยังจำถ้อยคำของท่านพ่อในวันนั้นได้ชัดเจน ส่วนหนึ่งนั้น....อาจจริงอย่างที่ท่านว่า แต่ลึกๆแล้ว ผมไม่คิดว่า...มันเป็นเช่นนั้น
    “ถ้าพวกนายทุนที่กุมอำนาจการค้าระหว่างประเทศพวกนั้น ส่งฝิ่นออกทางเยอรมันจริง แล้วทำไม...บนแผ่นดินอังกฤษแห่งนี้ จึงยังต้องออกมาตรการปราบปรามยาเสพติดเที่เข้มงวดอยู่อีก?”
    หรือแท้จริงแล้ว....มันก็แค่แผนการณ์บ่อนทำลายความมั่นคงชาติอื่นเท่านั้นเอง

    ผมพึมพำบอกตัวเองในความมืดใต้หลังคาโกดังอันเย็นเยียบ
    “ถ้าเช่นนั้นแล้ว....เรามันก็คงเลวไม่ต่างกับพวกค้ายาพวกนั้นเลยสินะ?”
    “ผู้กอง Zala?”
    “หรือไม่จริงหมวด? ที่เรากำลังทุ่มเททำอยู่ตอนนี้ มันเห็นแก่ตัวชัดๆ….ทำลายคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง” อดที่จะยิ้มเหยียดหยันให้กับตัวเองไม่ได้ “สารเลวชัดๆ....”

    หมวดAsukaนิ่งอึ้ง ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจสิ่งที่ผมพูดออกไปหรือเปล่า แต่..... อย่างไรเสีย ก่อนที่หมวดจะถามอะไรต่อ ก็เกิดการเคลื่อนไหวของพวกรปภ.โกดังสินค้าที่ท่าเรือ เราพบว่ามีเรือขนาดเล็กถูกปล่อยออกมาจากเรือเดินสมุทรที่ถอดสมออยู่กลางแม่น้ำ บนเรือบดลำนั้น ผมเห็นเงาสีดำสูงสง่าของชายคนหนึ่งยืนผงาดอยู่หน้ากาบเรือ จากท่ายืนที่หยิ่งยะโสเช่นนั้น ผมคาดเดาเอาว่าน่าจะเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของกลุ่มที่เดินทางมากับเรือ ในตอนนั้นเอง เมื่อเรือบดใกล้เทียบท่าริมฝั่งมากยิ่งขึ้น ชายร่างผอมสูงในชุดโค้ทยาวขาวก็ก้าวลงมาจากรถม้าทาสีดำสนิทที่จอดสงบนิ่งอยู่ริมฝั่ง

    “ผู้กองครับ!!นั่นมันLord Gibril!!!”หมวดAsukaรีบกระซิบบอกผม
    “มันกล้ามาเอง.... ทำไมกัน? หรือว่า.... นี่จะเป็นงานสำคัญของมัน?”

    ผมพยายามเพ่งมองผ่านความมืดสลัวของแสงตะเกียงริมฝั่งท่าน้ำเทมส์ คิดเจ็บใจที่ไม่ว่าอย่างไรก็มองภาพของเจ้าคนที่เพิ่งขึ้นจากเรือแล้วก็รี่เข้าไปจับไม้จับมือกับท่านลอร์ดวายร้ายอย่างสนิทสนมได้ไม่ชัดเจน เห็นเพียงโครงหน้าเหลี่ยมใต้หมวกทรงสูง เสื้อโค้ทยาวคลุมเท้าคอตั้งสูงสีดำนั้น....น่าจะเป็นกำมะหยี่ แต่ผมดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไรระหว่างดำกับน้ำเงินเข้ม หรือสีอื่น?
    แต่ที่แน่ๆ ความสูงที่ไม่น่าน้อยกว่า190 เซนติเมตร โครงร่างใหญ่และท่าเดินแปลกๆย้วยๆที่เหมือนกับท่าเดินเหินของพวกเพลย์บอยในวงสังคมปารีส ไม่สง่า....อย่างบุคลิกของคนชั้นสูงอังกฤษที่ถูกอบรมกันมาแต่เล็ก ยิ่งมายืนอยู่ข้างLord Gibrilก็ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน

    หมวดAsukaพยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาของกลุ่มผู้ต้องสงสัย หากก็ได้แต่บ่นงึมงำอย่างหงุดหงิด
    “พูดอะไรของพวกมันกันน่ะ ไม่เห็นได้ยินเลย”
    หมวดชะโงกหน้าออกนอกกำแพงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะที่เราตั้งใจว่าจะแค่ลอบฟังอยู่เงียบๆ ทันใดนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแสงสีขาวจากตะเกียงเจ้าพายุสาดเข้านัยน์ตาของเราสองคนวาบ!!!
    “พวกแกเป็นใคร!!!!”
    และยิ่งมันสังเกตเห็นเครื่องแบบสีน้ำเงินของหมวดAsukaเท่านั้น ก็มีเสียงร้องลั่นตามขึ้นมาว่า
    “เฮ้ย!!!เครื่องแบบนั่น!!!!”

    หากไม่ทันที่มันจะทันพูดอะไรต่อ ผมก็สวนด้ามปืนเข้าท้องน้อยรปภ.โกดังร่างยักษ์ดังพลั่ก!!! เมื่อหมวดAsukaตั้งสติได้ก็ฟาดสันมือเข้าท้ายทอยมันอีกแรง
    ผั่วะ!!!

    ผลคือ เจ้ายักษ์ลงไปนอนสลบเหมือดกองกับพื้นเหมือนหมีนอนตายไม่มีผิด ผมก้มลงแกะปืนออกจากกระเป๋าข้างสะเอวของมัน เทกระสุนออกจากลูกโม่จนหมด แล้วโยนกระสุนครึ่งหนึ่งให้หมวดรุ่นน้อง
    “เอ้า!!”
    “เอ๋??”
    “เตรียมกระสุนให้พร้อม เราคงเอาแต่รอกำลังเสริมอย่างเดียวไม่ได้แล้วหล่ะ” ผมพูดพลางบรรจุกระสุนที่เหลือในมือลงปืนรีวอลล์โวของตน ขณะที่หมวดAsukaมีสีหน้าลังเล

    ผมมองหน้าหมวดรุ่นน้อง ในสมองคิดคำนวณสถานการณ์ล่วงหน้า
    “ใกล้จะถึงเวลาฉุกเฉินแล้วหมวดAsuka พร้อมมั๊ย?”
    “ครับ ผู้กอง!”
    ######################################

    ดิชั้นมองนาฬิกาแขวนที่ฝาผนังบอกเวลาสองทุ่มกว่า ชาวคณะละครและวงดนตรีที่อุตส่าห์มารวมตัวกันซ้อมบทเพลงละครร้องเรื่องใหม่ทยอยกันเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับ
    “กลับก่อนนะครับคุณหนู ราตรีสวัสดิ์ครับ”
    “ค่ะ Mr.Armarfie เหนื่อยหน่อยนะคะ”
    “กลับนะคะ คุณหนู”
    “ฝันดีนะคะทุกคน”

    หลังการร่ำลาอันยืดเยื้อเนื่องจากทีมงานมีมากมาย ดิชั้นก็อุ้มเจ้าHaloที่นั่งกระดิกหางรออยู่แทบเท้าแล้วบอกมัน
    “กลับกันเถอะจ้ะ Halo ดึกแล้วเนอะ รายนั้นรอนานแย่แล้ว”
    ดิชั้นเดินกลับเข้าไปหลังเวทีการแสดงเพื่อหยิบเสื้อคลุมกำมะหยี่สีม่วงเนื้อนุ่มขึ้นสวม
    แล้วจึงมุ่งตรงไปยังห้องรับรองที่ดิชั้นคิดว่า“รายนั้น” กำลังรออยู่ หลังจากการสอนพิเศษประจำวันให้ลูกศิษย์ตัวน้อยเสร็จสิ้นลง

    เลยเวลามานานกว่าปกติเช่นนี้ ดิชั้นเองก็ออกจะเกรงใจเขามิใช่น้อย ตัวเขาเองนั้นมีสอนที่มหาวิทยาลัยมาทั้งวัน นอกจากตกเย็นจะมาช่วยสอนหนังสือให้Stellarแทบทุกวันแล้ว ในช่วงที่คุณพ่อไปราชการต่างประเทศ ก็ยังต้องมานั่งรอไปส่งดิชั้นกลับบ้านเช่นนี้อีก

    แต่เจ้าตัวก็ออกตัวทุกครั้งที่ดิชั้นพูดคำว่า “เกรงใจ”ว่า
    “สหายย่อมไม่ต้องเกรงใจสหายด้วยกันมิใช่หรือครับ? ผมเองก็ไม่ได้ทำงานจนเหนื่อยมากมายขนาดไม่มีเวลาปลีกมาเลยเสียหน่อย”

    ดิชั้นจึงตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าเจ้าตัวพูดคำว่า “เหนื่อย”ขึ้นมาเมื่อใด จะตอบกลับเสียว่า
    “อ้าว! สหายย่อมไม่ต้องเกรงใจสหายด้วยกันนี่คะ”
    คิดแล้วดิชั้นก็ได้แต่หัวเราะคิกคักกับความคิดแก่นๆของตนเองพลางเปิดประตูห้องรับรองออก

    ภายในห้องรับรองสีขาวที่ตามปกติคุณWalfeldและคุณDarcostaจะเปิดเพื่อรับแขกคนสำคัญๆเท่านั้นเวลานี้สลัวด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมัน ภายในห้องสีขาวโอ่โถงตกแต่งด้วยหน้าต่างกระจกทรงสูงที่บัดนี้คลุมด้วยม่านแพรสีแดงเบอร์กันดีเข้ากับเชือกไหมสีทองร้อยพู่ห้อยระย้า แต่ที่ทำให้ดิชั้นต้องแปลกใจก็คือร่างสูงโปร่งของ”คุณครูคนเก่ง”ที่นั่งพิงพนักเก้าอี้รับแขกสัปหงกสบายอารมณ์อยู่เช่นนั้น

    สงสัยจะรออยู่นาน หลับปุ๋ยเชียว ชั้นนึกขันขณะที่ตั้งใจว่าจะเอื้อมมือไปปลุกเขา แต่ก็ต้องยั้งมือไว้...

    เมื่อตระหนักได้ว่าจริงๆแล้ว....ถ้าไม่นับตอนที่เขาสลบไปเพราะตำราบนชั้นหนังสือหล่นใส่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่....ได้มองหน้าของเขาตอนหลับชัดๆเช่นนี้

    ดิชั้นเพ่งพิศแนวขนตายาวของเขาที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าจะหนาเช่นนี้ ใบหน้ายามหลับสนิทเช่นนี้ดูไม่ต่างไปจากเด็กหนุ่มไร้เดียงสาธรรมดาเลยสักนิด

    เกือบลืมไปแล้วจริงๆว่า เขามีอาชีพการงานเป็นถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ มีหน้ามีตาทางสังคม ถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลชั้นนำในวงสังคมชั้นสูงของลอนดอนเลยก็ว่าได้....

    ดิชั้นเผลอก้มลงไปมองหน้าของเขาชัดๆ ขณะที่ในอึดใจต่อมาอาจจะเพราะแสงจากตะเกียงทำให้เคืองตา หรือเพราะเจ้าลูกหมาขนฟูในอ้อมแขนของดิชั้นเกิดจามขึ้นมาก็ไม่รู้สิ คนขี้เซาจึงค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วพอเห็นว่ามีคนเสียมารยาทจ้องตัวเองหลับปุ๋ยเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นนั่ง
    “L…Lacus!!!”
    ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำ ดิชั้นเดาไม่ถูกว่าเขาตกใจ โกรธ หรือเขินกันแน่
    “ขอโทษนะคะ ดิชั้นเห็นว่าคุณกำลังหลับสบาย จึงไม่กล้าปลุก”
    ดิชั้นอธิบายพลางกลั้นยิ้ม เขาลุกขึ้นสวมเสื้อโค้ทยาวด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนทำอะไรไม่ถูก ปากบ่นพึมพำๆ
    “เผลอหลับไปได้เรา...”
    “Stellarหล่ะคะ?”
    “ครูสอนฮาล์ปมาพากลับหอไปตั้งแต่เมื่อหัวค่ำแล้วหล่ะครับ ผมเลยมานั่งรอคุณที่นี่นี่แหละ”
    “แหม.... คุณคงรอนานสินะคะถึงได้หลับไป อากาศในนี้ก็อุ่นสบายเสียด้วยสิ” ดิชั้นกวาดสายตาไปรอบๆห้อง เจ้าHaloกระโดดผลุบจากอ้อมแขนของดิชั้นไปหา”คนโปรด”ของมัน อาจารย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ พลางขยี้ขนฟูๆขาวบนหัวของเจ้าตัวเล็กอย่างมันเขี้ยว
    “ตัวแกอุ่นกว่าอีกนะ Halo”

    เจ้าหมาน้อยทำเสียงื๊ดงี๊ดซุกซบ”คนโปรด”ที่เงยหน้าขึ้นชวนดิชั้นคุยพลางพาเดินนำออกจากห้องรับรอง
    “หิวมั๊ยครับ? เห็นวันนี้คุณซ้อมเพลงThemeใหญ่ของละครเรื่องใหม่ทั้งวันเลยนี่นา”
    ดิชั้นเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าเขาจะรู้เรื่องดนตรี
    “ตายจริง ทราบด้วยหรือคะ?”
    “พอฟังออกน่ะครับ ก็ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแบบเต็มวงออเคสตร้า เลยเดาเอา” เขาอธิบายยิ้มๆ
    “งั้นแสดงว่าสมัยเรียนอยู่ปารีส คุณคงมีโอกาสไปดูการแสดงดนตรีบ่อยครั้งสินะคะ?”
    “อาจารย์ที่ผมนับถือเค้าชอบน่ะครับ บางครั้งผมก็ตามเขาไปบ้างเหมือนกัน” เขาเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนเล่านิทาน หากประโยคต่อมา กลับแฝงรอยเศร้า “แต่ท่านเสียไปแล้วหล่ะครับ ก่อนผมเรียนจบไม่เท่าใด”

    ดิชั้นอดใจหายแทนมิได้ รู้สึกว่าตนเองเสียมารยาทที่ชวนเขาคุยเรื่องแสนเศร้าเช่นนั้น
    “ดิชั้นเสียใจด้วยค่ะ ดิชั้นไม่....”
    “ไม่ครับ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย” เขารีบกล่าว เสียงต่อมานั้น...อ่อนโยนยิ่ง

    “คนดีๆจากไป ก็ทิ้งความทรงจำดีๆไว้ให้เราใช่มั๊ยครับ อาจารย์ของผมท่านนั้นก็เช่นกัน”

    มองจากน้ำเสียงยามกล่าวถึงบุคคลที่เขาให้ความนับถือท่านนั้นแล้ว ดิชั้นรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่เขามี
    “อาจารย์ท่านนั้นของคุณ..... คงเป็นท่านที่ดีมากสินะคะ?”
    “ครับ ท่านสอนผมมาตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ท่านสอนวิชาเดียวกับที่ผมรับผิดชอบอยู่ตอนนี้แหล่ะครับ เราสนิทสนมกันราวกับครอบครัวเดียวกัน ท่านและภรรยาของท่านเป็นคนดีมีเมตตาครับ ทั้งกับลูกศิษย์ หรือแม้กระทั่งเหล่าผู้คนในระดับสังคมที่ด้อยโอกาส อย่างที่เขาเรียกว่า คนชายขอบของสังคมอย่างไรหล่ะครับ .....น่าเสียดาย....”
    “คนดี.....มักจะอายุสั้นนะคะ....” ดิชั้นฟังเรื่องเล่าของเขาแล้วอดรำพึงออกมาเช่นนั้นไม่ได้
    “นั่นสินะครับ....”

    เขาเงียบไป ดิชั้นเองก็ไม่กล้าจะถามมากไปกว่านี้ แม้จะใคร่รู้นักว่า เหตุใด...... คนระดับข้าราชการครูที่มีคุณค่าต่อสังคมส่วนรวม จึงจากไปเร็วเช่นนี้?
    แต่....ไม่รู้ว่าเพราะเขาตระหนักได้ว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องเศร้าอีกต่อไปหรืออย่างไร ดิชั้นก็ไม่แน่ใจนัก เจ้าตัวก็ชิงเปลี่ยนเรื่องพูดเสีย
    “เอ้อ! คุณยังไม่ตอบคำถามผมเมื่อครู่เลย”
    “คะ? คุณจะเลี้ยงมื้อดึกดิชั้นหรือคะ?” ดิชั้นแกล้งถามไปเช่นนั้น เขาจึงทำหน้าครึ่งบึ้งครึ่งยิ้มแทนคำตอบ
    “ผมถามเพราะหิวจะแย่แล้วต่างหาก”

    คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ดิชั้นต้องหัวเราะชอบใจอย่างกลั้นไม่อยู่ เราสองคนเดินเคียงข้างกันไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดรออยู่หน้าประตูโรงละคร ยามค่ำเช่นนี้ ร้านรวงต่างๆที่เคยเปิดคึกคักในช่วงกลางวันกลับปิดเงียบหมด Kiraชะเง้อมองออกไปข้างนอกพลางบ่น
    “ปิดร้านเงียบหมดเลยแฮะ ไม่มีร้านอาหารเปิดเลย เพิ่งสองทุ่มแท้ๆ”
    “ถ้าเช่นนั้น ตรงกลับบ้านดิชั้นเลยได้มั๊ยคะ Kira? แวะทานอะไรเบาๆรองท้องก่อน แล้วค่อยกลับ ดีมั๊ยคะ? คุณAliceคงยังรออยู่น่ะค่ะ”
    ดิชั้นเสนอทางเลือกอื่นให้ เขามีทีท่าลังเลเล็กน้อย ก่อนยิ้มแล้วตอบ
    “ผมตอบรับคำเชิญครับ คุณผู้หญิง แต่....”

    มือใหญ่ใต้ถุงมือหนังสีขาวสะอาดยื่นมาที่ดิชั้น ก่อนที่เขาจะกล่าวต่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งดูๆไปแล้วเหมือนการล้อเลียนมากกว่าจะเป็นมารยาทจริงๆ
    “เห็นจะต้องเรียนเชิญให้คุณไปเป็นแขกในงานอภิปรายเชิงสัมมนาของผมที่Hyde Park หลังจากนั้นก็ไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของผมเป็นการแลกเปลี่ยน ในวันพรุ่งนี้นะครับ”
    “การแลกเปลี่ยน?” ดิชั้นร้อง “ไม่เห็นยุติธรรมเลยนี่คะ”

    เราสองคนประสานหัวเราะให้กันขณะที่รถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวในม่านความมืดแห่งยามค่ำของช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ แปลกนักที่....เพียงบทสนทนาที่ปราศจากสาระใดๆ กลับทำให้ค่ำคืนนี้สว่างไสว

    เพียงแค่....ได้พบกับคนๆนี้
    ###################################

    เริ่มจะคิดแล้วเหมือนกันว่า...เราทำอยู่ตอนนี้มันถูกหรือผิดกันแน่ ?.....

    แล้วนี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ต้องมานั่งตีอกชกหัวกับ”ไอ้ความบ้าระห่ำ”ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังของตัวเอง??? (ถ้าพวกMadameมาได้ยินเราพูดคำนี้เข้าคงไล่ตีเราแหงๆเลย) คิดแล้วทั้งโกรธ ทั้งสมเพชตัวเองเป็นบ้า ชั้นนี่ไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเลยจริงๆให้ตาย!!!

    ท้องฟ้าของกรุงลอนดอนภายนอกคอนแวนต์ที่ชั้นเคยอยู่ ณ เวลานี้ มันช่างมืดมิดและหมองหม่นด้วยเมฆหมอก ไร้แสงดาวใดๆเสียยิ่งกว่าที่เคยมองออกนอกหน้าต่างหอพัก จนราวกับว่าทุกอณูของพื้นถนนจะสามารถมีมาตกรฆ่าต่อเนื่องอย่าง “Jack The Ripper”อย่างที่เคยอ่านจากในหนังสือพิมพ์โผล่ออกมาได้ทุกเมื่อกระนั้น

    .... Jack the Ripper.....เหรอ?
    Jack The Ripper.....
    Jack The Ripper.......!!!!!

    โอ๊ย!!!ตายแล้ว!!! ทำไมชั้นต้องเอาตัวเองมาจมอยู่กับความคิดสยองขวัญสั่นประสาทแบบนี้ด้วยล่ะ??? แค่นี้ยังน่ากลัวไม่พออีกรึไงยะ?? ยัยCagalli!!!บ้าแล้ว!บ้า!!!!บ้าชัดๆ!!!

    ก็หลังจากที่ไล่สะกดรอยตามนายตำรวจสองคนนั่นมาห่างๆโดยตลอด(จริงๆคือชะเง้อมองเห็นแค่หัวลิบๆของสองคนนั่น)ตั้งแต่จากถนนครอมเวลล์ แล้วมาคลาดกันจนได้ที่ทางแยกเข้าเมือง นอกจากแสงของตะเกียงสลัวรางที่ให้ความสว่างแก่ถนนอันเงียบสงัดยามค่ำแล้ว แม้แต่ปลายเท้าของตัวเอง ตอนนี้ชั้นก็มองแทบไม่เห็น

    อากาศที่เย็นลงต่างจากช่วงกลางวันที่อบอุ่นทำให้ชั้นต้องเดินห่อไหล่และซุกมือในกระเป๋ากางเกง แต่ก็ยังสอดส่ายสายตาไปรอบๆตัว ทั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวเองแล้วก็....
    ....เผื่อว่าจะเจอเขา....

    พอคิดมาถึงตรงนี้ ชั้นก็ต้องเอ็ดตัวเองเข้าอีกครั้ง มันเรื่องอะไรกัน ชั้นก็ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่ามันบ้าบอ ทั้งที่รู้ว่า ถ้ายังดื้อรั้นจะไปพบเขา นอกจากจะกลับไปคอนแวนต์ไม่ทันเวลาสวดมนต์ช่วงค่ำก่อนเข้านอนแล้ว ยังต้องเสี่ยงอันตรายของถนนลอนดอนตอนกลางคืนแบบนี้ แถม....ถ้าเจอเขา....
    เราก็อาจจะเป็นตัวเกะกะ ขวางการทำงานของเขา มันก็เท่านั้นเอง

    แต่....ทั้งที่รู้ทั้งรู้....รู้ดี.....

    “หนวกหูเสียงไอ้พวกเรือบ้าพวกนั้นชะมัด!! หมดอารมณ์กินเหล้าจริงเชียว!!!”
    เสียงเอะอะโวยวายของพวกขี้เมาที่เดินกร่างกลางถนนมากลุ่มใหญ่ทำให้ชั้นต้องสะดุ้งโหยงสุดตัว แล้วสัญชาตญาญก็พาให้ตัวเองหลบผลุบเข้าหลังเสากำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ ใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นกลัว แต่ประโยคที่พวกมันคุยกันก็ทำให้ชั้นต้องตั้งใจเงี่ยหูฟังทันที
    “ไอ้พวกBlue Cosmosสารเลวพวกนั้น มันอยากจะขนสินค้าห่าเหวอะไรก็ทำมันตอนกลางวันสิวะ!! หนวกหูเสียงหวูดเรือเป็นบ้า!!!”
    “ไฮ้!!เสียงดังไป เกิดมีคนของพวกมันอยู่แถวนี้ ก็ยุ่งซะหรอก!!”
    “ใครกลัววะ!! ข้าไม่ได้ทำงานให้พวกมัน ไม่ได้ขอมันกิน เรื่องอะไรต้องกลัว”

    บทสนทนาที่กักขฬะหยาบคายของกลุ่มชายขี้เมาสามสี่คนนั่น แม้จะทำให้ชั้นกลัวบ้าง แต่ก็ข่มใจฟังต่อด้วยความอยากรู้

    กลุ่มธุรกิจ Blue Cosmosนั่น.... ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นกลุ่มนายทุนชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจของอังกฤษมากทีเดียว พวกนั้นมีกิจการโรงงานทอผ้า ทำเครื่องจักรในโรงงาน ทั้งยังขยายเครือข่ายไปถึงเรื่องกิจการต่อเรือเดินสมุทรอีกด้วย เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีเครือข่ายซับซ้อนมากมาย
    ได้ยินมาว่า เงินทุนที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจของพวกนั้น ไม่แค่หลายล้านปอนด์ แต่...หมายถึงหลายร้อยล้านปอนด์ทีเดียว!!!
    ชั้นจำได้... เพราะบางครั้ง เวลาที่ต้องปั้นหน้าไปนั่งกินข้าวที่บ้านตระกูลZerun ท่านเคานท์Zerunมักจะเปรยเรื่องนี้ให้ฟังบนโต๊ะให้ชั้นฟังเรื่อย ถ้าอารมณ์ดี ชั้นก็ฟังแบบผ่านๆหูไป แต่ถ้ารำคาญ ชั้นก็ลุกออกจากโต๊ะไปเลย

    ก็เรื่องวงการธุรกิจอะไรเนี่ย น่าปวดหัวจะตายไป

    “ข้าได้ข่าวมาว่า ที่ท่าเรือวุ่นวายนักคืนนี้ เพราะพวกมันจะขนของสำคัญไปส่งฝั่งเยอรมัน”
    “ของอะไรวะ?”
    “ก็จะอะไร๊?” หนึ่งในนั้นทำเสียงสูง ก่อนจะตอบเสียงต่ำลงเหมือนกำลังเล่าเรื่องต้องห้าม “ยาไง”

    คำตอบนั้นทำให้ชั้นต้องตกใจ!!!
    ยาเหรอ.....แน่หล่ะ ชั้นรู้ได้ด้วยจิตใต้สำนึกว่า มันคงไม่ใช่ยารักษาโรคอะไรแน่ๆ ชั้นไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ซักหน่อยว่า ยาที่ว่านั่น...ไม่แคล้วต้องหมายถึง......
    “ฝิ่น...”
    คำนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากแผ่วเบา ถ้ามีการขนถ่ายสินค้าที่ว่านั่นคืนนี้จริง “งาน”ที่Athrunบอกชั้น.... ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกค้ายากลุ่มนั้นแน่ๆ!

    ชั้นแน่ใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ชั้นและเขาได้พบกันครั้งแรกในวันนั้น

    “แล้วพวกตำรวจหล่ะ??”
    อีกครั้งที่ชั้นต้องกลั้นหายใจ
    “เฮ้ย! พวกนั้นจะมีน้ำยาไปทำอาร๊าย!! วันๆกินเงินหลวงไปก็สบายจะแย่แล้ว”

    อะไรนะ??? ชั้นฟังแล้ว.....เส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุ้บทันที!

    “พวกที่มีตำแหน่งสูงๆ มันก็รับเงินนายทุนด้วยทั้งนั้นแหล่ะ ยิ่งไอ้พวกชั้นผู้น้อย.....”
    ชั้นไม่ทนฟังจนจบ ก็คันมืออยากหาอะไรเขวี้ยงหัวพวกมันขึ้นมาติดหมัด ในที่สุดมือก็ไปสะดุดกระป๋องใช้แล้วใบหนึ่งวางทิ้งอยู่

    เอาหล่ะ....ไหนๆก็จะไปแล้ว ขอซักทีเถอะ!!!!

    ฟิ้ว......ว
    โป๊ก!!!!

    กระป๋องใช้แล้วถูกขว้างสุดแรงเกิดพุ่งไปกระทบกลางกระหม่อมขี้เมาปากเสีย แต่ชั้นไม่มัวอยู่ดูผลงานและฟังเสียงร้องเอะอะโวยวายของมันหรอก ก็ตอนนี้ชั้นพอจะเดาได้แล้วนี่นาว่าคนๆนั้นจะอยู่ที่ไหน

    ต้องเป็นท่าเรือใหญ่ริมแม่น้ำเทมส์แน่ๆ และที่แน่ๆสถานการณ์ของนายตำรวจสองคนนั่น...
    ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย โดยเฉพาะ เรื่องนี้มันพัวพันไปถึงพวกนายทุนระดับสูงแบบนั้นด้วยแล้ว!!!

    #####################################
  5. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0

    “ผู้กองครับ.... แล้วถ้าไอ้ยามอ้วนที่เราอัดสลบเมื่อกี๊ มันตื่นขึ้นมาหล่ะ?”
    ร้อยตรีShin Asukaกระซิบกระซาบถามผมอย่างกังวลใจขณะที่เราหลบอยู่ในซอกแคบๆมุมหนึ่งของโกดังริมท่าเรือ ผมฟังแล้วก็ตอบไปส่งๆเพราะกำลังสนใจบทสนทนาของสองคู่ค้าธุรกิจซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยตอนนี้อยู่มากกว่า
    “ถ้ามันยิง เราก็ยิงตอบ ถ้ามันยกพวกมาเยอะ ก็วิ่ง แค่นั้นเอง”
    “ผู้กองพูดง่ายทุกทีเลยนะครับ” หมวดบ่นงึมงำ ขณะที่ผมเพียงแต่กลั้นหัวเราะในคอเบาๆ มือของเราสองคนกระชับปืนประจำตัวแน่นขึ้น
    เสียงหวูดเรือเงียบไปแล้ว เหลือแต่เสียงเครื่องจักรใต้ท้องเรือดัง และกลิ่นคาวจากแม่น้ำเท่านั้นที่กวนใจนิดหน่อย หากอย่างน้อย ก็ได้ยินคำพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเยอรมันของผู้นำกลุ่มธุรกิจBlue Cosmosชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    “บิดาของท่านมิได้มาด้วยหรือ?”
    คู่สนทนาซึ่งผมยังมองไม่เห็นใบหน้า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเปิดเผย ต่างจากLord Gibrilที่ดูเยือกเย็นโดยสิ้นเชิง
    “ท่านพ่อติดธุระเกี่ยวกับกิจการที่ไม่ลงตัวอยู่ที่นอกเมืองครับ ผมจึงอาสามาแทน ท่านLordคงมิว่ากระไร”
    “แน่นอนท่าน คุยกับคนรุ่นราวคราวเดียวนี้สิง่าย สินค้าที่จะนำส่งนั้นเรียบร้อยดี จะตรวจดูก่อนหรือไม่?”
    ชายผู้สวมโค้ทกำมะหยี่หัวเราะแล้วโบกมือ
    “ไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะผมเชื่อใจในตัวท่านLordอยู่แล้ว ทางนี้เสียอีกที่รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ท่าน”

    Lord Gibrilหัวเราะหึๆอย่างพอใจ “เรือเดินสมุทรของเราจะพร้อมออกเดินทางก่อนรุ่งสาง ก่อนการเดินทาง ท่านคงต้องการเวลาสำหรับการพักผ่อนเอาแรง”
    “มิได้ท่านLord อย่าเกรงใจเลย เพราะผมเองก็เพิ่งจะกลับมาจากการเจรจากับพรรคพวกที่ฝั่งยุโรปตะวันออก คิดถึงบรรยากาศลอนดอนจะแย่ ยังอยากจะอยู่พักผ่อนที่นี่นานๆหน่อย คงไม่ติดเรือไปด้วยในทันทีหรอกครับ”
    ประธานกลุ่มBlue Cosmosเลิกคิ้วเรียวสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงพยักหน้ารับรู้
    “อ้อ เข้าใจหล่ะ แล้วเรือลำนี้.... รวมทั้งสินค้าสำคัญของเราเล่าท่าน? ผู้ใดจะดูแล?”

    ผมและหมวดAsukaมองหน้ากันนิดหนึ่ง แล้วจึงหันกลับไปฟังต่อด้วยความสงสัย
    “เรื่องนั้นโปรดวางใจ เพราะทางเรามีคณะผู้คุ้มกันที่ผมรับรองว่าวางใจได้ซึ่งพร้อมจะรับภาระนี้แทนท่านต่อไปเอง
    ทั้งนี้ ก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่คอยอำนวยความสะดวกในการเข้าออกน่านน้ำให้พวกเราอยู่แล้ว ท่านLordเองก็ทราบดี”
    รอยยิ้มบนริมฝีปากที่ปราศจากสีของLord Gibrilแย้มยิ้มอย่างพอใจ
    “จริงของท่าน”

    บทสนทนาในช่วงท้ายทำให้ผมต้องข่มอารมณ์คุกรุ่นในใจ คิดผิดเสียเมื่อไหร่กัน เพราะแม้คนของรัฐก็ยังร่วมมือกับพวกมัน!
    “ผู้กองครับ...” หมวดAsukaเรียกผมเสียงแผ่ว สีหน้านั้นเริ่มหนักใจ
    “ถ้าลังเล ก็เลิกซะตอนนี้หมวด เพราะนายคงรู้ดีนะ เรากำลังจะเหยียบเท้าพวกคนใหญ่คนโตอีกเพียบเลยหล่ะ”
    ผมพูดเสียงเรียบ เพราะลำพังตัวเองนั้น ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ....

    แต่หมวดShin Asukaนั้น ยังมีคนที่เขาต้องดูแลอยู่ข้างหลังอีก

    “ไม่ครับผู้กอง! มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าวันนี้ไม่ลากคอพวกมันเข้าตะรางให้ได้ซักคน ผมคงไม่สบายใจแน่” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มในเครื่องแบบสีน้ำเงินนั้นแปรเป็นมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ดวงตาสีทับทิมวาวโรจน์ดุจเพลิงด้วยความฮึกเหิมในใจ ผมเองยังอดกล่าวออกไปอย่างเห็นด้วยไม่ได้
    “.... งั้นชั้นเองก็เหมือนกัน”

    ผมและหมวดAsukaเฝ้ามองคู่ค้าทางธุรกิจสนทนาสัพเพเหระที่มิได้เกี่ยวกับ“เรือ”หรือ”การค้า”อยู่อีกพักใหญ่ ก็ต้องใจหายวาบเมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายจากนอกโกดังเก็บสินค้าลอดเข้ามา ผู้นำกลุ่มBlue Cosmosและชายชุดโค้ทกำมะหยี่จึงยุติการพูดคุยกันทันที ผมลืมตัวกดหัวหมวดAsukaลงติดพื้นจนเจ้าหนุ่มดิ้นขลุกขลักๆ แต่ที่ทำให้แทบกลั้นหายใจก็เมื่อมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับลากร่างใหญ่ยักษ์ที่กำลังหมดสติ ผมกับหมวดจำได้ว่า มันคือไอ้ยามยักษ์ที่เราอัดสลบก่อนหน้านี้

    “Was ist geschehen!!??(มีอะไร!!??)” ท่านLordชุดขาวตวาดเสียงเป็นภาษาเยอรมันอย่างขัดใจกับภาพตรงหน้า
    “Es tut mir leid sie zu stoeren, sir! Aber wir haben vielleicht Probleme. (ขอประทานโทษที่มารบกวนครับท่าน แต่ พวกเราอาจจะกำลังมีปัญหา)”
    ใบหน้าสีขาวของLord Gibrilเคร่งขมึง ก่อนจะหันไปกล่าวกับคู่สนทนาอย่างสุภาพ
    “เกรงว่าต้องขอเสียมารยาทสักครู่”
    ชายชุดโค้ทกำมะหยี่ผายมือแล้วกล่าว
    “เชิญเถอะท่าน ให้พวกเขารีบแจ้งปัญหามาเถอะ ถ้ามีสิ่งใด เราจะได้แก้ไขได้ทัน”

    ชายผู้นำกลุ่มBlue Cosmosจึงหันไปพยักหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์
    “Fahren sie fort!(ว่ามา!)”
    คนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยมีสีหน้าเคร่งเครียดปนหวั่นเกรงในคราเดียวกันขณะอธิบาย
    “Wir fanden vor kurzem unsere Wache unbewusst liegen an der West-seite, sir. (เมื่อซักครู่พบว่ารปภ.ของเราคนนี้ถูกอัดสลบอยู่ข้างโกดังฝั่งตะวันตกครับ)”
    ว่าแล้วเจ้าร่างยักษ์ที่ถูกหิ้วปีกเข้ามาอย่างทุลักทุเลก็ถูกผลักลงนอนแอ้งแม้งกับพื้นอย่างไม่ใยดี ใบหน้าสีขาวของLord Gibrilมองมันอย่างเย็นชาขณะที่นิ่งฟังต่อไป
    “Die.... Nahricht von unsere ueberlieferungen heute Nacht koennen vielleicht in Scottland Yards
    Hände landen, Sir....(ข.... ข่าวการขนส่งสินค้าคืนนี้อาจจะรั่วไปถึงพวกสก็อตแลนด์ยาร์ดก็ได้....)”
    “Sie wollen sagen.......dass ein paar hierein gelangen sind......Jetzt???!! (พวกแกหมายความว่า.... มีพวกมันลอบเข้ามาในนี้......ตอนนี้น่ะเรอะ???!!!)”
    ชายชุดขาวตวาดเสียงทรงอำนาจใส่ลิ่วล้อจนพวกมันหัวหดกันหมด
    “Ja,sir ..... vielleicht..... wir sind uns nicht sicher.....(ขะ...ครับ....อาจจะ.... พวกกระผมก็ไม่แน่ใจ....).”
    ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของBlue Cosmosก็ฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มแรงจนมันหน้าสะบัด
    “Du Depp (ไอ้หน้าโง่!!!)”เสียงบริภาษนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว “Sie sagten sie sind sich nicht sicher?!
    Gehen sie !! Hohl mir die verdamten Polizisten im Augenblick!! (ยังมีหน้ามาพูดอีกเรอะว่าไม่แน่ใจ! ไปเลยนะ!!ไปลากคอไอ้ตำรวจตัวแสบพวกนั้นมาให้ได้!!!)”

    ถ้าผมเข้าใจภาษาเยอรมันที่พวกมันคุยกันไม่ผิด....สงสัยว่า....การลอบเข้ามาในโกดังแห่งนี้จะไม่ใช่ความคิดที่ดีเสียแล้ว หน่วยรักษาการปลอดภัยมองหน้ากันเองเลิ่กลั่กๆ ในที่สุดหัวหน้าหน่วยที่เพิ่งถูกตบหน้าหันเมื่อครู่ก็ค่อยๆถามต่ออย่างหวาดกลัว
    “ a...ah... Was ist mit dem Transport heute? Was wollen wir?....
    (อะ...เอ้อ....แล้ว...การขนสินค้าวันนี้หล่ะขอรับ? เราจะ...).”
    “Wenn ihr mir nicht jeden Bastard hohlt, stoppen wir alles!!!
    (ถ้าลากคอพวกมันมาฆ่าไม่ได้วันนี้ ก็ยกเลิกทุกอย่าง!!!)”
    แต่ไม่ทันที่เสียงตวาดจะเงียบดี คนชุดโค้ทกำมะหยี่สีเข้มที่นิ่งมองการสนทนาของนาย-บ่าวมานานก็ทักขึ้น
    “อ้าวๆ ท่านLord ทำแบบนั้น.... ท่าจะไม่ดีเสียกระมังท่าน”

    ดวงตาเรียวเข้มด้วยความดุดันของLordผู้ทรงอำนาจกร้าวขึ้นอย่างไม่พอใจ แม้น้ำเสียงนั้นพยายามข่มลงแล้วก็ตาม
    “ท่านว่าอะไรนะ?”
    “ใจเย็นๆก่อนดีมั๊ยครับ? เพียงแค่หนูสกปรก2-3ตัว ผมไม่เห็นความจำเป็นที่เราต้องกระทำการรุนแรงที่จะทำให้ธุรกิจสำคัญปั่นป่วนเช่นนั้นเลยก็ได้แท้ๆ”
    ผมคิดว่า...ถ้าหูไม่ฝาด ผมได้ยินเสียงพูดเจือหัวเราะสนุก
    “ลองมันเล่นงานเด็กของเราจนน่วมได้แบบนี้ ผมไม่คิดว่าพวกมันจะไปไหนไกลจากนี่นักหรอก....”

    ท่านLord ในชุดขาวจึงค่อยๆแย้มยิ้มอย่างเห็นด้วย
    “ก็แค่ฆ่าพวกมันเท่านั้น.... นั่นสินะท่าน มันไม่ใช่เรื่องยากใดเลยแท้ๆ”

    จากน้ำเสียงเย็นเยียบนั้น.....ทำให้เราสองคนตระหนักได้ว่า....สถานการณ์เริ่มไม่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเสียแล้ว
    “หมวด”
    “ครับ”
    “จำที่ชั้นพูดได้รึเปล่า?”
    “อ่า....?...ครับผู้กอง”

    ถ้ามันยิง...เราก็ยิงตอบ....
    แต่ถ้ามันมาเยอะ....ก็วิ่ง!!!
    ######################################

    “Kira กลับมาดึกเชียวลูก ไหนบอกแม่ว่าวันนี้ไม่ดึกไง”
    ท่านแม่บ่นขณะที่ช่วยผมถอดเสื้อโค้ทออก
    “ขอประทานโทษครับ ท่านแม่...คือผม.....”
    ผมอยากจะอธิบายอยู่เหมือนกันว่าที่กลับดึกนั้นเพราะ แวะคุยและทานของว่างเบาๆที่บ้านของ....”เพื่อน”.....เสียนานไปหน่อย
    “ช่างมันเถอะจ้ะ หิวมั๊ย?”
    ท่านเพียงแต่ยิ้มแล้วดึงมือผมไปที่โต๊ะอาหารซึ่งเตรียมมื้อค่ำไว้เรียบร้อยแล้ว
    ท่านพ่อรออยู่ที่หัวโต๊ะ ท่านทักทายผมเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงส่งหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ให้เด็กรับใช้นำไปเก็บ

    “Kiraจะงานยุ่งแค่ไหนก็คงสู้พวกตำรวจอย่างAthrunไม่ได้กระมัง”
    ท่านพ่อกล่าวเสียงเย็นๆขณะที่คลี่ผ้าเช็ดปากลงวางบนตัก “เพราะรายนั้นไม่กลับบ้านไปดูท่านนายพลZalaบ้างเลยหล่ะ”
    ผมต้องหยุดฟังเรื่องที่ท่านพ่อกำลังจะเล่าต่อด้วยความสนใจ
    “คืออย่างนี้น่ะจ้ะ Kira เมื่อกลางวันพ่อเค้าพบท่านนายพลที่กระทรวง ท่านบ่นๆเรื่องAthrunให้ฟังน่ะ
    คงเพราะพวกเราเป็นสหายเก่าแก่กันมา ดูท่านไม่พอใจมากทีเดียวที่ก่อนหน้าน
    ี้Athrunเค้าเบี้ยวนัดดินเนอร์ดูตัวกับพวกตระกูลHawkน่ะ ผู้พันHawkอุตส่าห์ไปรับบุตรีทั้งสองจากคอนแวนต์มารอตั้งน๊านนาน Athrunเค้าก็ไม่มาซะที เป็นอันว่า ท่านนายพลเลยเสียหน้าน่าดู ยังโกรธAthrunเค้าไม่หายเลยมั้งเนี่ย”

    ดินเนอร์ดูตัวเหรอ? ผมหวนนึกถึงคำพูดของสหายรักที่กล่าวกับผมที่โรงละครก่อนหน้านี้
    “ชั้นจะไม่ให้มาบงการชั้นกระทั่งเรื่องนี้หรอก”

    หมอนั่นเคยบอกผม....ว่าจริงจังกับMiss Lacus Clyneแห่งRosetta.... แต่.... อาจเพราะหน้าที่การงานของเขา โอกาสที่จะอยู่ใกล้หล่อน คอยดูแล หรือให้กำลังใจซึ่งกันและกันจึงน้อยนัก

    Athrunรัก.... เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงแน่นอน ข้อนั้นผมไม่สงสัย

    แล้วLacusหล่ะ? ผมนึกสงสัยมาตลอด รอยยิ้มยามกล่าวถึงผู้กองคนเก่งแห่งหน่วยสก็อตแลนด์ยาร์ดนั้น มีความหมายแฝงใดอยู่ในหัวใจบ้างหรือไม่? สุดที่จะตีความ

    “Kiraหล่ะลูก?”
    “เอ๋?ครับ?”ท่านพ่อเอ่ยขึ้นโดยที่ผมเองไม่ทันเตรียมใจที่จะต้องตอบคำถามเรื่องนี้ ท่านแม่เองก็ถึงกับวางช้อนซุปลงทันที
    “นั่นสิ ถ้าKiraไม่รู้สึกใดๆกับพวกAllster แม่ก็โล่งใจ”
    “อ้าว คุณหญิงก็.... ย้อนกลับไปแขวะพวกนั้นอีกจนได้สิเนี่ย”
    ท่านพ่อเย้าภริยาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ท่านผู้หญิงเชิดหน้าอย่างถือดี
    “แน่หล่ะค่ะ ดิชั้นน่ะ เป็นพวกรักแรงเกลียดแรง คุณก็ทราบนี่”
    แล้วท่านจึงหันมาถามผม “Kiraมีใครในใจบ้างแล้วรึยังหล่ะจ๊ะ? กลับมาลอนดอนก็หลายเดือนแล้วนี่นา เอ๊ะ?? หรือว่า!!จริงๆแล้ว ลูกแม่แอบไปมีผู้หญิงอยู่แล้วที่ปารีส??”

    คำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลของท่านแม่ทำให้ผมต้องหัวเราะ
    “โธ่ท่านแม่ครับ!!”ผมร้อง”ผมจะเอาเวลาไหนไปมองสาวที่โน่น แค่เร่งเรียนให้จบ ผมก็แย่แล้ว”
    ท่านแม่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม
    “จริงรึ?”
    “จริงสิครับ”
    “แล้วตอนนี้หล่ะลูก?”
    “อ่า.......”

    ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อ หากท่านกลับแกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเสียนั่น

    ผมไม่เชื่อหรอกว่า....ท่านพ่อไม่คิดตะขิดตะขวงความรู้สึกของผมที่มีต่อMiss Clyneคนนั้น.... นับแต่การสนทนาในวันที่ท่านพ่อรู้ว่าผมไปช่วยสอนหนังสือให้เด็กน้อยชาวยิวผู้เป็นที่เอ็นดูของนักร้องสาวแห่งRosetta

    ผม....เป็นเพื่อนทรยศหรือไม่กันนะ? ที่พยายามค้นใจหญิงสาวที่สหายรักมีใจให้เช่นนี้....ทั้งที่รู้
    แต่ผมกลับหยุดความรู้สึกนี้ไม่ได้
    แม้พยายามแล้วหลายครั้ง แต่...มันกลับกัดกินจิตใจของผมทุกครั้งที่ได้พบ ได้พูดคุย หรือแม้เพียงได้ยินเสียงอ่อนหวานนั้นขับขานบทเพลงอ่อนหวานเหล่านั้น

    เพราะ.....มันยากเหลือเกินที่จะบังคับหัวใจของตัวเอง ไม่ให้....”รัก”.....
    #######################################

    หลังจากมีคำสั่งให้หน่วยรักษาความปลอดภัยกระจายกำลังออกค้นหาสายลับสก็อตแลนด์ยาร์ดที่ลักลอบเข้ามา
    ในวันที่จะมีการขนส่ง”สินค้าสำคัญล็อตใหญ่” เหล่าชายฉกรรจ์ที่รับหน้าที่ดังกล่าวก็แยกย้ายกันออกค้นหา”ผู้บุกรุก”ชนิดแทบพลิกแผ่นดิน แสงจากตะเกียงเจ้าพายุและคบไฟถูกสาดส่องไปทั่วบริเวณ เสียงขึ้นลำกล้องปืนทุกครั้งที่มีสิ่งผิดปกติดังขึ้นเป็นระยะๆ
    จากมุมอับหลังหีบสินค้าขนาดใหญ่ ผมและหมวดAsukaไม่กล้าผลีผลามแสดงตัวออกไปปะทะกับพวกมันในทันที เนื่องจากคำนวนจากจำนวณคนแล้ว ถ้าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เราสองคนมีหวังได้เป็นศพเฝ้าโกดังแห่งนี้เป็นแน่แท้

    ผมมองเวลาจากนาฬิกาพกในมือ เริ่มจะหนักใจ
    นี่ถ้ากำลังเสริมมาสมทบหล่ะก็....โอกาสที่จะปฏิบัติภารกิจครั้งนี้สำเร็จคงมากขึ้น แต่....ให้ตายสิ ในเวลาที่ต้องการตัวแบบนี้ พวกYzakกลับมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนนะ???
    “อึดอัดชะมัดเลยครับผู้กอง ผมเกลียดการที่ต้องอยู่นิ่งๆในที่แคบๆแบบนี้ที่สุดเลย”
    หมวดบ่นพึมพำอย่างอึดอัดขัดใจ ผมอยากจะหัวเราะ แต่ก็หัวเราะไม่ออกหรอกในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ ผมจ้องมองไปที่เรือขนส่งขนาดกลางที่จอดอยู่เทียบท่าน้ำ ลำขนาดใหญ่กว่าเรือบดที่คนชุดโค้ทกำมะหยี่นั่งมาก่อนหน้านี้ บนนั้นมีห้องเล็กๆกลางเรือที่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าในนั้นมีอะไรอยู่

    แล้วคำตอบก็ลอยมาหาทันใจพอๆกับที่เราต้องรีบหลบตัวลีบเมื่อชายฉกรรจ์สองคนเดินตรงมาใกล้จุดที่เราหลบซ่อนอยู่
    ู่พร้อมกับคบไฟและปืนยาวในมือ
    “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา นี่ก็แสดงว่า...งานคงจะยืดเยื้อออกไปอีกหล่ะสิเนี่ย น่าเบื่อเป็นบ้า”
    ครั้งนี้คนพูดไม่ใช่ลูกจ้างเยอรมันทั่วไป หากสำเนียงเป็นแบบอังกฤษชานเมือง ไม่ใช่สำเนียงลอนดอนแบบคนเมืองทั่วไป ผมกับหมวดรุ่นน้องขยับตัวเงี่ยหูฟังให้ถนัด
    “อยากจะให้มันเรียบร้อยๆไปซะที ข้าเองก็อยากกลับบ้านไปนอนเต็มแก่แล้ว ไม่แค่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจะต้องคอยเฝ้ายาพวกนั้น ยังต้องคอยดูความเรียบร้อยของไอ้พวกในเรือด้วยอีกต่างหาก”

    “พวกในเรือ?”
    คำพูดหลุดออกมาจากปากของหมวดเบาๆ ผมยกมือขึ้นปิดปากเขาแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปราม บทสนทนาของการ์ดสองคนนั้นจึงดำเนินต่อไป

    และยิ่งฟัง ความจริงก็ยิ่งกระจ่าง
    “ให้ดูแลยาพวกนั้น ยังดีกว่าต้องไปยุ่งกับพวกในเรือแกว่ามะ?”
    “แหงหล่ะ ยามันไม่บ่นนี่ แต่ไอ้พวกนั้น ได้แต่ร้องโวยวาย ขออาหารมั่งหล่ะ ขอน้ำมั่งหล่ะ อึดอัดบ้างหล่ะ” เจ้าของบทสนทนาโยนซิการ์ที่มันกำลังสูบเหลือครึ่งเดียวลงแม่น้ำ “เดี๋ยวเอาไปส่งขึ้นฝั่งโน้นแล้วก็ยังต้องวุ่นวายตระเวนเอาพวกมันไปส่งทำงานตามที่ต่างๆด้วย เอ้า! กลายเป็นภาระผูกพันให้พวกเราอีก เฮ้อ!”
    “เอาน่า อย่าบ่นนักเลย นายท่านก็ให้ค่าตอบแทนคุ้มค่าความเหนื่อยยากของเราอยู่แล้วนี่ อีกอย่างนา ไอ้พวกในเรือนั่นมันก็ทำหน้าที่ดูแลเรื่องส่งยาให้เราได้ด้วย พวกยิวน่ะธรรมชาติมันฉลาดเป็นกรดอยู่แล้ว”

    ผมสังเกตเห็นว่า แววตาของร้อยตรีShin Asukaคมกร้าวขึ้นทันทีที่ได้ฟังทุกอย่าง มือของเขาบีบเกร็งอาวุธปืนในมือแน่นจนผมเห็นเส้นเลือดบนนั้น เป็นอย่างที่เราคาดไว้ล่วงหน้า ธุรกิจการค้ามนุษย์ที่มาพร้อมการขนส่งยาเสพติด ชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นถูกจับใส่เรือและกำลังจะถูกส่งไปเยอรมัน หรือประเทศฝั่งยุโรปตะวันออกเพื่อขายเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม

    ทั้งยังเป็นประโยชน์ในการขนส่งยาให้กับผู้ขายรายย่อยด้วย

    “แกไม่คิดมั่งเหรอว่า ทั้งๆที่พวกนั้นน่ะ ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรว่า “เป็นชนชาติที่พระเจ้าชัง” มันตลกชะมัดที่พวกตำรวจสก็อตแลนด์ยาร์ดนั่นยังวิ่งวุ่นให้ความช่วยเหลือพวกมันไปทั่ว พวกนักการเมืองซื่อบื้อบางคนในสภายังยกเรื่องสิทธิมนุษย์อะไรนั่นมาพูดปกป้องพวกมันซะมากมาย เฮอะ!! ข้าอ่านข่าวบ้าๆพวกนั้นแล้ว อยากจะหัวเราะ!”

    ผมพยายามระงับความรู้สึกแค้นใจที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในหลังจากต้องทนรับฟังคำพูดเหล่านั้น แต่....แม้กระนั้น เพียงแค่พริบตาที่ผมคลาดสายตาไป เจ้าของคำพูดเมื่อครู่ก็ถูกใครบางคนพุ่งหมัดขวาตรงซัดล้มกลิ้ง!!!
    ผั่วะ!!!

    ดวงตาสีแดงคู่นั้นวาวโรจน์ราวเพลิงกัลป์ด้วยความโกรธเกรี้ยว
    เจ้าของหมัดนั่น....ไม่ใช่ใครอื่น ก็หมวดAsukaนั่นเอง!!!

    ท่ามกลางแสงสว่างจากคบเพลิงและตะเกียงไฟในความมืดนั้น ทั้งผม ทั้งเจ้าร่างใหญ่ที่ถูกต่อยคว่ำและเพื่อนของมันต่างพูดอะไรไม่ออก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันรวดเร็วมาก!!!
    “คนอย่างพวกแก.....”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นค่อยๆเปล่งออกมา เบา....หากหนักแน่นในช่วงแรก แล้วจึงระเบิดออกมาในประโยคต่อมา “คนอย่างพวกแกเคยคิดบ้างมั๊ยว่า!!ถ้าคนในครอบครัวของพวกแก พ่อ....แม่ น้องสาวหรือคนรักต้องเผชิญเคราะห์กรรมเพราะไอ้ฝิ่นนรกนั่น หรือถูกเอาไปขายเหมือนเป็นสินค้าแบบนั้นบ้าง!!!มันจะทรมานใจมากแค่ไหน!!!!”

    รปภ.ที่ถูกอัดเลือดกลบปากกุมใบหน้าที่ปูดบวมของตัวเองอย่างมึนงง
    “กะ....แก....!!!นี่แกคือ.....!!!”
    เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบตำรวจสีน้ำเงินไม่มีทีท่าเกรงกลัวใดๆอีกต่อไป แม้ว่าเมื่ออีกฝ่ายได้สติก็เป่านกหวีดส่งสัญญาณลั่นแสบหู คบเพลิงถูกกวัดแกว่งแหวกฟ้าอันมืดมิดไปมาในอากาศ
    ปรี๊ดดดดดดดด!!!!!!
    “พวกมันอยู่ที่นี่!!!!”

    สิ้นเสียงร้องปืนไรเฟิลสีดำก็ถูกยกขึ้นเล็งมาที่หมวด เสียงขึ้นลำกล้องทำให้ผมต้องร้องเตือนสุดเสียง
    “Shin!!!”
    แต่ไม่ทันที่กระสุนจะถูกปล่อยออกมา หมวดAsukaก็พุ่งตัวเข้าชนร่างที่ใหญ่กว่าเต็มแรง
    “ว๊าก!!!!!”
    บึ้ก!!!!โครมมม!!!!
    ชายฉกรรจ์ล้มกลิ้งไถลไปกับพื้นท่าเรือ ปืนที่มันขึ้นลำกล้องไว้กระเด็นหลุดมือแล้วลั่นกระสุนเปรี้ยง!!! หมวดหนุ่มเลือดร้อนลุกขึ้นคร่อมร่างยักษ์นั้นพร้อมกับกดปากกระบอกปืนเข้ากับขมับของมัน แต่แล้วก็ต้องชะงักมือที่เหนี่ยวไกไว้เมื่อกระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวหน้าเขาไปทะลุพื้นคอนกรีต
    เปรี้ยง!!!
    รปภ.ที่ถูกหมวดอัดหน้าบวมเมื่อครู่ช็อคสลบน้ำลายฟูมปากไปทันทีที่เสียงปืนดังขึ้นข้างหู หมวดAsukaหันกลับมามองเจ้าของกระสุนนัดดังกล่าว ผมลดปืนลงขณะที่จ้องตอบดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเด็กหนุ่ม
    “ผู้กอง....”
    “พอได้แล้ว หมวดAsuka!” ผมเน้นเสียงหนัก “เป็นตำรวจมีปืนอยู่ในมือ ก็ไม่ใช่ว่า นายจะไล่ฆ่าทุกคนที่นายไม่พอใจได้หรอกนะ!!”

    หมวดหนุ่มลุกขึ้น มองไปยังเจ้ายักษ์ที่นอนช็อคอยู่กับพื้น ใบหน้ายังหลบต่ำ
    “...แต่คนอย่างพวกมัน....”
    “ชั้นเข้าใจความรู้สึกของนาย ชั้นเอง ก็อยากจะยิงมันทิ้งเหมือนกัน” ผมพยายามข่มน้ำเสียงให้เยือกเย็น “แต่เราไม่ได้มีหน้าที่นั้นหมวด หน้าที่ของเราไม่ใช่ตั้งศาลเตี้ยเองตามอำเภอใจ!! ไม่อย่างนั้นนายกับชั้นมันคงไม่ต่างอะไรกับพวกอาชญากรพวกนั้น นอกจากนี้ การที่นายวิสามัญฯใครตายไปซักคน มันไม่จบแค่นั้นหรอกนะ เพราะไม่ใช่แค่นาย แต่รวมถึงชั้นที่เป็นผู้บังคับบัญชาของนายด้วย เราสองคนจะถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปอีก นายจะเอาแบบนั้นเรอะ?”

    ร้อยตรีหนุ่มเลือดร้อนหลบสายตาจากผม มือที่บีบกระชับปืนรีวอลล์โลเริ่มคลายลง
    “พวกเราตำรวจ เป็นแค่กลไกหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม นายลืมเรื่องนั้นไปแล้วเหรอ?”
    “.....” เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้น หากไม่กล้าสบตาผม “ผม....”

    ผมเงียบนิ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าว
    “ช่างมันเถอะ อย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้วกัน แต่ตอนนี้….”ในความมืดของบรรยากาศที่เครียดขมึงขึ้นเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าวิ่งกรูเข้ามาของกลุ่มคนไม่ต่ำกว่าสิบ แสงคบเพลิงจากที่ไกลๆเตือนให้เรารู้ว่าหมดเวลาพูดคุยสั่งสอนใดๆแล้ว
    “มาช่วยกันคิดก่อนดีกว่า ว่าจะเอาตัวรอดจากที่นี่ไปได้ยังไง?”
    หลังชนฝาแล้ว....ดูเหมือนว่า เราคงหลีกเลี่ยงการปะทะไม่ได้แน่นอน

    และเหตุการณ์มันก็ชักจะกลับตาลปัตรจากช่วงแรกของภารกิจซะแล้ว....เพราะผู้ล่ากำลังกลายเป็นผู้ถูกตามล่าน่ะสิ!!
    ######################################

    จากมุมสูงของระเบียงอาคารเก็บสินค้าที่ท่าเรือแม่น้ำเทมส์ ชายร่างสูงสง่าในชุดขาวลดแว่นส่องทางไกลประดับอัญมณีของตนลง ท่วงท่าของเขาดูผ่อนคลายราวกำลังเพลินใจกับการแสดงมรสพที่น่าตื่นตากระนั้น
    “นึกว่าใคร....บุตรชายของZalaนี่เอง”
    “Zala?” คู่สนทนาร่างสูงใหญ่ไม่ต่างกันในชุดโค้ทกำมะหยี่สีดำเหลือบม่วงเข้มทวนคำพูดอย่างฉงนในที จึงได้รับคำตอบว่า
    “นายพลใหญ่ของกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรไงหล่ะ คุณชาย”

    “อ๊อ.....”ชายในชุดโค้ทกำมะหยี่เคาะเถ้าจากไปป์กับระเบียงอาคารขณะที่ร้องเสียงสูง “เพิ่งเคยได้พบตัวจริงก็วันนี้ คนนี้น่ะหรือครับที่เค้าว่าเป็นมือปราบฝีมือดีของสก็อตแลนด์ยาร์ด? ยังเด็กอยู่เลยนี่นะ”
    ภาพในกระจกแว่นส่องทางไกลของผู้นำกลุ่มBlue Cosmos ปรากฏภาพนายตำรวจหนุ่มร่างปราดเปรียวในชุดเทรนต์โค้ตยาวสีกรมท่า ท่วงทีระแวดระวังภัยของชายหนุ่มทำให้Lord Gibrilต้องแย้มริมฝีปากอย่างพึงพอใจ
    “จะเก่งกาจแค่ไหน ก็น่าเสียดาย ที่ท่านนายพลคงจะต้องสูญเสียบุตรชายคนเดียวไปซะวันนี้หล่ะนะ”

    สองสหายทางธุรกิจผละจากภาพตรงหน้า ท่านLordชุดขาวจึงเอ่ยกล่าว
    “อีกเดี๋ยวคงเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล”
    “ถ้าท่านLordเอ่ยเช่นนั้น กระผมก็เบาใจ เช่นนั้นคืนนี้เห็นทีจะต้องปล่อยให้เป็นธุระของพวกเด็กๆไป ส่วนตัวกระผมนั้นคงต้องขอตัวก่อน”
    “อา....นั่นสินะ เดินทางมาไกล ท่านเองคงอยากพักผ่อน”
    ชายชุดโค้ทกำมะหยี่และสำเนียงเหมือนคนฝรั่งเศสหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเอ่ย
    “ท่านLordช่างรู้ใจเหลือเกินครับ แต่กระผมยังมีภาระที่ต้องไปเยี่ยมเยียนท่านผู้การฯสหายเก่าของท่านพ่อก่อน กว่าจะเสร็จสิ้นภาระคงดึกนัก”

    Lord Gibrilยกมุมปากขึ้นยิ้มนิดๆขณะกล่าว “ผมฝากความระลึกถึงผู้การฯด้วย ถ้าไม่เป็นการลำบาก”
    “กระผมยินดีอย่างยิ่งท่านLord และหวังว่าจะได้รับใช้ท่านอีกครั้งในโอกาสหน้า”
    ร่างสูงในชุดโค้ทสีดำกำมะหยี่สะท้อนแสงจากตะเกียงทางเดินส่องแสงเหลือบม่วงเข้มโค้งกายลงเป็นการอำลา Lordชุดขาวยกมือขึ้นรับการทำความเคารพ และเมื่ออีกฝ่ายเดินลงบันไดจากไปแล้ว ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยไมตรีจิตของท่านLordก็แปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม

    หึ....ไอ้พ่อค้าหน้าเลือด ขี้ข้าฝรั่งเศสทั้งนั้น!! พวกแกผยองได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหล่ะ!!!

    แล้วเขาจึงหันกลับไปดูละครฉากสนุกที่ท่าเรืออีกครั้ง น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากปราศจากสีสันของชายชุดขาวผู้ทรงอำนาจนั้นเจือความหยามหยันหยั่งเชิง
    “เอาหล่ะ.... ผู้กองAthrun Zala แสดงฝีมือของคุณให้ผมดูหน่อยเถอะ อย่าให้ผิดหวังแล้วกัน” ดวงตาเรียวฉายจุดประสงค์อันชั่วร้ายลุกวาว

    “ทำให้ผมสนุกหน่อยก่อนที่คุณจะต้องตาย....!”
    ###################################
  6. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Phase 14 : Just a wild wild midnight.

    เปรี้ยงๆๆๆๆๆ!!!! เปรี้ยง!!!!
    กระสุนจากปืนไรเฟิลถูกระดมยิงใส่พวกเราที่หลบอยู่ด้านหลังที่กำบังซึ่งเป็นแค่ลังไม้ใหญ่เท่านั้น หมวดAsukaและผมยิงตอบกลับได้บ้างแม้จะทำได้อย่างอยากลำบาก หากทุกนัดที่ยิงออกไปก็แน่ใจได้ว่าจะถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพราะแค่ยิงแขน ขา หรือข้อมือ ฝ่ายตรงข้ามก็ทำอย่างอื่นต่อไม่ได้แล้ว
    “อั่ก!!!”
    “โอ้ย!!!บัดซบ!!!”

    ถึงกระนั้น ผมก็อดจะหนักใจไม่ได้ จนต้องบ่นออกมาขณะที่นั่งลงบรรจุกระสุนลงลูกโม่ใหม่อย่างรวดเร็ว
    “เชอะ!!อัตราตอบโต้เท่ากับ20ต่อ5สินะ”
    นั่นหมายถึง....ถูกยิงมา20นัด เราโต้กลับได้แค่ 5นัดเท่านั้น
    “แย่ชะชัด!!” ผมสบถออกมาขณะที่หลบกระสุนที่พุ่งเฉี่ยวหน้าไปนิดเดียว ก่อนโผล่หน้าออกไปยิงโต้ และสอยฝ่ายตรงข้ามไปได้อีกคน ทุกอย่างรวดเร็วมาก ไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดเลือดออกจากแผลกระสุนเฉี่ยวที่ข้างแก้ม หมวดรุ่นน้องที่ช่วยยิงเป็นระยะๆก็ยังร้องเตือนแข่งกับเสียงห่ากระสุน
    “ผู้กองครับ!! ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราสองคนซี้ม่องเท่งอยู่ในนี้แน่!!เพราะดูเหมือนฝ่ายโน้นจะมีกระสุนเหลือเฟือเลยหล่ะครับ!!” หมวดมองไปรอบๆอย่างเริ่มจะสิ้นหวัง “นี่พวกสารวัตรJulesเค้าทิ้งเราแล้วจริงๆเหรอครับ??!!”
    “ไม่หรอก!!หมอนั่นต้องมาแน่!!!” แม้ไม่แน่ใจว่าจะต้านได้อีกนานแค่ไหน ยังไงผมก็ยังมั่นใจอย่างนั้นอยู่ เป็นความเชื่ออยู่ลึกๆว่า หมอนั่นจะพากำลังเสริมมาทันเวลาแน่!

    เปรี้ยง!!!
    “Sie Bastarden!!! Gehen Sie zur Hölle!!!(ไอ้สารเลว!!ไปลงนรกให้หมดซะเถอะ!!)"
    “ฟังไม่รู้เรื่องเฟ้ย!!!” หมวดAsukaร้องด่าอย่างเหลืออดขณะที่ยิงเข้าต้นขาฝ่ายตรงข้ามล้มกลิ้งลงไป แล้วเขาก็หันไปมองเรือขนาดกลางที่ถูกเตรียมใช้ขนแรงงานต่างด้าวออกนอกประเทศอย่างร้อนใจ

    แม้เขาไม่พูดออกมา แต่ผมก็ดูออกว่าหมวดอยากจะเข้าไปช่วยเหลือผู้คนในเรือพวกนั้นก่อน
    “ถ้ายังยิงกับเราติดพันอยู่แบบนี้ มันไม่มีเวลาจะออกเรือไปไหนแน่ ทั้งเรือขนยา ทั้งเรือขนคนแหล่ะ!! เพราะฉะนั้นอย่าว่อกแว่กสิ!!!”
    “ขะ.... ครับ!!!” หมวดรับคำเสียงหนักแน่น แล้วจึงชะโงกหน้าออกไปยิงโต้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับโต้กลับมาได้เร็วกว่า กระสุนจากปืนยาวไรเฟิลพุ่งเข้าหามือของหมวดAsuka ปืนลูกโม่ของเขากระเด็นหมุนคว้างกลางอากาศ
    เปรี้ยง!!!
    “อึ่ก!!!”
    หมวดหนุ่มทรุดลงกุมมือแดงฉานด้วยเลือด ผมดึงเขากลับเข้าที่กำบังแทบจะทันที “หมวดAsuka!!!”

    บาดแผลนั้นไม่ถือว่าหนักหนา กระสุนแค่ถากหลังมือของร้อยตรีไป หากในสถานการณ์ที่ไม่มีเครื่องมือปฐมพยาบาลใดๆเช่นนี้ แผลเท่านี้ก็สร้างความเจ็บปวดได้ ผมดึงเน็คไทออกจากคอเสื้อเพื่อพันห้ามเลือดให้แก้ขัดไปก่อนล่วกๆ “มัดให้แน่น!! ไม่งั้นนายหยิบปืนขึ้นมาอีกไม่ได้แน่!!”
    “ผะ.... ผมขอโทษครับผู้กอง!!”
    ผมยกปืนขึ้นยิงไปยังฝ่ายตรงข้ามล้มไปทีล่ะคนๆ ให้ตายสิ!! ทั้งที่เราสอยมันลงไปได้ตั้งหลายคนแล้ว แต่ทำไมถึงยังรู้สึกเหมือน ไม่ว่าจะยิงสวนกลับไปเท่าไหร่ พวกมันก็ไม่หมดซะทีแบบนี้นะ!!!

    ระหว่างการตอบโต้ ผมพยายามเพ่งมองปืนของฝ่ายตรงข้าม แล้วก็ต้องเลิกแปลกใจทันทีที่พบว่าพวกมันใช้ปืนยาวรุ่น “เฮนรี่ไรเฟิล” ปืนที่แต่เดิมถูกออกแบบมาให้ใส่กระสุนได้ง่ายและยิงได้เร็วถึง1นัดในทุกๆ3วินาที ซึ่งถือว่าเป็นไรเฟิลรุ่นแรกที่ยิงได้ต่อเนื่องมาขนาดนั้น มันมีบทบาทสำคัญในการทำสงครามกลางเมืองที่อเมริกา
    “มันไปเอาของแบบนั้นมาใช้ได้ยังไงกัน??”
    นอกจากนี้ ถึงจะเป็นเฮนรี่ไรเฟิลเหมือนกัน ผมก็แน่ใจว่ามันเป็นรุ่นปรับปรุงล่าสุดแน่นอน เมื่อสังเกตจากอัตราความเร็วในการยิงที่มากกว่าเดิม น่าจะ 6-7นัดต่อ3วินาทีด้วยซ้ำ
    “ไม่ตลกซะแล้วสิ!”

    “ปัดโธ่โว้ย!!ไอ้พวกนี้!!!”
    หมวดShin Asukaฝืนยกปืนยิงไปฝ่ายตรงข้ามกระเด็นตกท่าน้ำไปอีกคน ในตอนนั้น ชั่วพริบตาที่ผมหันไปมองหมวดรุ่นน้องโดยไม่ทันระวังตัว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู

    เปรี้ยง!!!!!

    “ผู้กองZala!!!!!”
    มัน....ชาในช่วงแรก แล้วความเจ็บปวดก็แล่นแปลบขยายออกไปตั้งแต่ต้นแขนขวาร้าวไปจนถึงกลางสะบักเมื่อผมรู้สึกถึงเลือดอุ่นๆพุ่งทะลักออกมา และก่อนที่จะถูกยิงซ้ำต่อเป็นนัดที่สองผมก็ทรุดตัวหลบเข้าด้านหลังที่กำบังเสียก่อน

    “ผู้กอง!!! เป็นอะไรรึเปล่าครับ!!?”
    หมวดAsukaปราดเข้ามาทันที ผมยกมือข้างที่ว่างจากปืนกดห้ามเลือดที่ไหลอาบแขนแน่น ได้แต่ทิ้งปืนไว้ข้างลำตัวเพราะยกแขนไม่ขึ้น
    “ไม่เป็นไร....”ผมกัดฟันพูด พยายามกดแผลให้เลือดหยุดอย่างยากลำบาก “กระสุนมันทะลุไปเมื่อกี๊”
    “กระสุนทะลุแขนแบบนี้แล้วคุณยังพูดว่าไม่เป็นไรอีกเหรอครับ!!!!” หมวดหนุ่มร้องลั่น คนเจ็บหนักกว่าอย่างผมต่างหากที่กำลังพยายามทำใจเย็น
    “อย่าตื่นตูมไปหน่อยเลยน่าหมวด นายแหล่ะระวังตัวด้วย ปืนของพวกมันเป็นของนำเข้าจากฝั่งอเมริกา”
    “หา!!!”

    เปรี้ยง!!เปรี้ยง!!!!
    เราห่อตัวหลบกระสุนที่ระดมยิงมาอย่างไม่ลดละ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาวแล้วกลั้นใจบรรจุกระสุนลงลูกโม่เพิ่ม ไม่มีเวลาห้ามเลือดที่แขนอีกแล้ว

    เปรี้ยงๆๆๆ!!!
    “Verfluchte Scheiße!!(ระยำ!!)”
    ถึงหน่วยรปภ.ของโกดังจะถูกยิงล้มไปอีกหลายคน แต่การใช้ปืนด้วยมือซ้ายข้างเดียวนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด เพราะอย่างไรเสีย แรงกระแทกทุกครั้งที่ลั่นกระสุนออกไปก็กระเทือนไปถึงแขนอีกข้างอยู่แล้ว
    “บ้าเอ๊ย!” ปากแผลฉีกออกมากขึ้นไปอีก จนหมวดเห็นเลือดพุ่งออกมาแล้วทนไม่ไหว ตะโกนบอก
    “ผู้กองหลบไปก่อนเถอะครับ!!!ผมเอง!!”
    หมวดAsukaมัดปืนเข้ากับมือจนกระชับเข้ากันดีเพื่อช่วยห้ามเลือดไปด้วยในตัว แล้วยกปืนขึ้นยิงตอบโต้อีกฝ่ายอย่างเต็มความสามารถ
    เปรี้ยงๆๆๆ!!!
    แต่ในตอนนั้นเองที่ผมมองเห็นเงาร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งพร้อมจะกราดกระสุนในไรเฟิลใส่เราทุกเมื่อ
    “Stirbl!!(แกตาย!!!)”
    “!!!!”

    หากทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น!!

    “Athrun!!!!”
    เสียงร้องเรียกที่ดังขึ้นจากมุมสูง ไม่ทันที่ผมจะเงยหน้ามองว่าใคร ก็เห็นแต่ขบวนถังไม้บรรจุน้ำมันขนาดใหญ่3-4ใบกลิ้งตกลงมาจากด้านบน พุ่งเข้าชนร่างใหญ่ยักษ์กลิ้งกระเด็น
    ผลั่กๆๆๆ!!!!ตูม!!!
    “Autsch!!!! Heilige Scheiße!!!”
    ผมกับหมวดได้แต่มองเจ้ายักษ์หน้าโง่กระเด็นตกท่าน้ำตูมด้วยสายตางุนงง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วยกปืนขึ้นยิงสกัดฝ่ายตรงข้าม เพื่อเปิดโอกาสให้เราอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ในที่สุด

    ผมได้ยินเสียงตะโกนลั่นเป็นภาษาเยอรมันไล่หลัง แต่ตอนนี้จะอะไรก็ช่าง ขอเอาชีวิตรอดกันไว้ก่อน!!!
    “Spuert sie auf!!(ตามหาพวกมันให้เจอ!!) Dann Toetet jeden Bastard sofort!!(เจอเมื่อไหร่ ฆ่าพวกมันได้ทันที!!)”
    “JA,sir!!(รับทราบ!!)”
    ###################################

    สองตำรวจที่สภาพตอนนี้เรียกได้ว่าเจ็บหนักทั้งคู่แข่งกันหอบอ่อนแรง ทั้งที่ต้องยิงตอบโต้ไม่หยุดตลอดครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้งจากอาการบาดเจ็บจากการดวลปืนเมื่อครู่ แต่ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระแวดระวังสิ่งแวดล้อมรอบข้างตลอดเวลา เพราะเราอยู่ในดงของศัตรูซึ่งรายล้อมด้วยอันตรายรอบด้าน เพราะฉะนั้นจะหยุดวิ่งไม่ได้!!
    “ว่าแต่...ผู้กองครับ ไอ้ถังน้ำมันพวกนั้นมันมาจากไหนน่ะ??”
    ใบหน้าของหมวดAsukaที่เต็มไปด้วยคำถาม ทำให้ผมฉุกคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ขึ้นมาได้

    ใครกันที่เป็นคนผลักถังน้ำมันจากด้านบนใส่ไอ้รปภ.ยักษ์นั่น?
    ผมนิ่งคิดถึงเสียงเรียกตอนนั้น แต่ว่ามันคงไม่ใช่.....
    ไม่น่าจะ....

    “ทั้งสองคน ทางนี้!!”

    เสียงนั่นทำให้ผมและหมวดต้องหยุดหันไปมองเป็นตาเดียวกัน ร่างเล็กในเงามืดโผล่มาจากกองหีบสินค้าแล้วคว้าข้อมือผมดึงตามเข้าไป
    และ...พอผมเห็นหน้าเจ้าตัวชัดๆแล้วก็ต้องตกตะลึงพูดอะไรไม่ออก
    “นี่เธอ....”
    “ชี่!อย่าเพิ่งพูดมากได้มั๊ย?หวาย!!นี่คุณสองคนบาดเจ็บหนักเลยนี่นา เลือดเต็มเลย!!” เสียงร้องหวาดเสียวเมื่อสัมผัสโดนความเหนียวหนึบและกลิ่นคาวของเลือดที่ต้นแขนของผม มันรีบดึงผ้าพันคอออกมาจะพันห้ามเลือดให้ แต่ก็ถูกยึดมือเอาไว้ก่อน

    ในความมืดของโกดังสินค้า ดวงตาสีอำพันคู่นั้นฉายความแปลกประหลาดใจ แต่....คนที่อยากจะถามน่ะ คือทางนี้ต่างหาก!

    “นี่เธอมาทำอะไรที่นี่!?!Cagalli!!”
    “เอ๊ะ?”
    “ชั้นถามว่าเธอมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่!?!ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องไปซะหา!!?” ผมแทบจะกระชากเจ้าตัวยุ่งนี่มาเขย่าซะให้มันรู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดว่าเจ็บแขนอยู่ตอนนี้หล่ะก็นะ “ไม่เห็นเรอะว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง??อยากทอนอายุตัวเองมากนักเรอะ!!??”

    ปกติผมไม่ค่อยโกรธใคร แต่ตอนนี้....มันเหลืออดแล้วจริงๆ! เด็กบ้าอะไรกัน?พูดไม่รู้ฟังเอาซะเลย!! ยัง!ยังจะมองตาปริบๆอีก!!
    “ชะ....ชั้นรู้หรอกว่า มันอันตรายแต่....”
    “เธอก็รู้นี่!”
    ผมตวาดลั่น ทำไมไม่รู้ มันทั้งโกรธทั้ง.....ห่วงเรอะ? เฮ่ย!ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าผมโมโหเป็นบ้าเลยแล้วกัน “เรากำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจสำคัญกัน และตอนนี้ แค่ตัวเองยังจะเอาไม่รอดเลย เธอกลับ....!!”

    ผมโกรธจนพูดอะไรต่อไม่ถูก เลยเสเดินไปสงบสติอารมณ์อีกทาง ปล่อยหมวดAsukaให้อธิบายต่อ
    “พลเรือนธรรมดาไม่ควรเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงาน ยิ่งตอนนี้ เรารับรองความปลอดภัยให้ใครไม่ได้หรอกนะเจ้าหนู ไอ้พวกบ้านั่นมันไม่สนหรอกว่าใครเป็นตำรวจใครเป็นชาวบ้านธรรมดา ถ้าบุกรุกเข้ามา มันยิงกราดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้นแหล่ะ ”

    “ชั้นบอกว่ารู้แล้วไงหล่ะ!!” เจ้านั่นตะโกนขึ้นมาบ้าง ผมเลยหันกลับเผชิญหน้ากับมัน แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อร่างเล็กสั่นเบาๆด้วยแรงสะอื้นฮั่ก
    “ชั้นเองก็ไม่เข้าเหมือนกันแหล่ะว่า ทำไมจะต้องเอาตัวเองมาพัวพันกับงานอันตรายของพวกตำรวจด้วย นั่นสินะ พวกคุณจะเป็นยังไง ชั้นไม่เห็นจะเกี่ยว แต่!!....ชั้นก็ยังอยากจะมา แค่เพราะคิดว่าคุณเป็นเพื่อนของชั้น แล้วชั้นก็ไม่อยากให้คุณ.....”

    ผมคิดว่า...ในแสงสลัวของที่แห่งนี้ หยดน้ำที่คลอเต็มดวงตาคู่นั้นกลับเห็นได้ชัดเจน
    “ชั้นไม่อยากให้คุณตายนี่”

    ผมฟังคำนั้นแล้วได้แต่นิ่งงัน และไม่สามารถพูดหรือทำอะไรได้มากไปกว่าจ้องมองใบหน้าใต้หมวกหนังใบโตตรงหน้า หมวดรุ่นน้องเองก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เพียงมองคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างจนใจ

    และในที่สุด ผมเองนี่แหล่ะ ที่ต้องถอนใจเฮือกใหญ่อย่างคนที่ยอมแพ้สิ้นเชิง

    “เธอนี่.....มันจอมก่อปัญหาจริงๆ จะเรียกว่าบ้าหรืองี่เง่าดีนะ?”
    เท่านั้นหล่ะ เจ้าเด็กขี้แยตรงหน้าก็น้ำตาแห้งทันตาเห็น และเสียงแว้ดแหวก็เข้ามาแทนที่เสียงฮึกๆเมื่อกี๊ “อะไรนะ??หยาบคาย!!”
    แล้ว“ตัวยุ่ง”ก็ต้องเป็นฝ่ายงงบ้างเมื่อผมยื่นแขนขวาข้างที่เลือดโชกนั่นแหล่ะไปข้างหน้า
    “เอ้า!ไหนๆก็ไหนๆแล้ว” ผมสั่งต่อ “ทำแผลให้ทีซิ เอาผ้าพันคอเธอนั่นแหล่ะมัดให้มันแน่นๆ เร็วๆเข้า”

    “ผู้กอง!เอาจริงเหรอครับเนี่ย??”หมวดAsukaทำเสียงตกใจ ขณะที่เจ้าหนุ่มน้อยหน้าใสฟังสิ่งที่ผมบอกแล้วก็ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
    ผมเองก็อดจะยิ้มตอบไม่ได้ มันอ่อนใจแล้วจริงๆกับความดื้อด้านของเด็กคนนี้
    “คิดว่าชั้นล้อเล่นรึไงหมวด? ก็เรายังไม่ได้อาละวาดกันเลยนี่” พูดจบก็พบว่าเจ้าตัวยุ่งกำลังบรรจงผูกผ้าพันคอผืนยาวเข้ากับบาดแผลที่ต้นแขนของผมอย่างตั้งใจ

    “จะบ้าทั้งที....ก็เอาให้มันสุดๆไปเลยใช่มั๊ย?”ผมกระซิบถาม แล้วจึงได้ยินเสียงตอบกลับมาแผ่วเบา
    “ก็บ้ากันทั้งคู่น่ะแหล่ะ”
    #########################################

    ในค่ำคืนอันเงียบสงัดแห่งมหานครลอนดอน ท้องฟ้าสีรัตติกาลมืดมัวด้วยเมฆหมอกสีขาวราวควันจางเหนือท่าเรือแม่น้ำเทมส์ฝั่งตะวันออก ณ เวลานี้บ้าคลั่งด้วยแสงจากคบเพลิงนับสิบๆดวงที่สาดส่องไปทั่ว เสียงฝีเท้า เสียงร้องตะโกนก่นด่าทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมันดังไปทั่วบริเวณ กลุ่มBlue Cosmosถูกสั่งให้กระจายกำลังออกตามหานายตำรวจจากสก็อตแลนด์ยาร์ดสองนายที่ลอบเข้ามาปฏิบัติภารกิจ และได้รับรายงานว่าถูกยิงได้รับบาดเจ็บทั้งคู่

    แต่ที่พวกมันแค้นที่สุด คงจะเป็นเพราะ ในขณะที่ทีมรักษาความปลอดภัยมีมากกว่าหลายเท่า กลับถูกอีกฝ่ายอัดน่วมกันหมด แถมยังปล่อยให้ตำรวจทั้งสองหลบหนีไปได้ด้วย

    จากจุดหลบซ่อนหลังกำแพงโกดังสินค้าซึ่งเป็นเพียงซอกมุมเล็กๆ คนสามคนที่กำลังถูกตามล่าตัวอย่างหนักยังสามารถมองเห็นเรือขนสินค้าและเรือขนชนต่างด้าวเตรียมพร้อมที่จะออกตัวอยู่ริมฝั่งได้อย่างชัดเจน ร้อยตรี Shin Asukaมีสีหน้าวิตกกังวลเมื่อมองเห็นยามเฝ้าหน้าเรือเต็มไปหมด ขณะที่เจ้าเด็กจอมยุ่งที่นั่งซ่อนตัวอยู่ข้างๆผมกลับชะเง้อชะแง้อยากรู้อยากเห็นไปเสียจนผมต้องกดหัวติดพื้นบ่อยๆ
    “เจ็บนะ!” มันหันมาเข่นเขี้ยว
    “งั้นก็เลิกหยุกหยิกซะทีสิ!ไม่เห็นรึไงว่ามีพวกมันพล่านเต็มไปหมด”ผมดุเสียงเรียบแต่ก็ไม่ละสายตาจากสถานการณ์ข้างหน้า

    “นั่นมันพูดอะไรกันเหรอ?”
    ดูเถอะ ถูกดุเมื่อกี๊ ท่าทางจะไม่ซึมเข้าสมองเลยมั้งนั่น
    “.....มันพูดว่า ถ้าเห็นอะไรผิดปกติก็ยิงได้เลยไม่ว่าใคร เอาให้ตาย อย่าให้เหลือ” พูดจบแล้วผมก็เหล่มองตัวยุ่งที่หน้าซีดเหลือ2นิ้ว “ก็ประมาณนี้แหล่ะ”

    หมวดAsukaกุมแผลที่ถูกกระสุนเฉี่ยวหลังมือซึ่งตอนนี้ผูกผ้าพันแผลไว้เรียบร้อย เลือดเริ่มจะแห้ง แต่สีหน้าของหมอนั่นกลับดูหนักใจ ผม นิ่งมองหมวดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น
    “ใจเย็นน่าหมวด มันต้องมีหนทางสิ เฮ้อ....เครียดจนอยากบุหรี่เป็นบ้า”
    ท้ายประโยคผมล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ตทำท่าจะควักบุหรี่ขึ้นมาสูบซะจริงๆ เจ้าเด็กCagalliได้ยินที่ผมบ่นแบบนั้นก็หันมามองตาเขียว
    “ในเวลาแบบนี้ ยังมีอารมณ์จะสูบบุหรี่อีกเรอะ?”
    ครั้นแล้ว มันก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
    “...บุหรี่เหรอ?”
    “หือ?”
    ทั้งผมทั้งหมวดรุ่นน้องหันไปมองเจ้าหนุ่มน้อยเป็นตาเดียว ขณะที่เจ้าตัวดียิ้มจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ
    “ชั้นมีความคิดดีๆแล้ว”
    #######################################

    เพราะว่าโกดังสินค้าจำเป็นต้องมีคลังน้ำมันเพื่อใช้เติมเชื้อเพลิงให้บรรดาเรือน้อยใหญ่ ตั้งแต่เรือกลไปจนถึงเรือเดินสมุทรที่ผ่านเข้าออกท่าเรือทุกวัน การควบคุมดูแลจึงจำเป็นต้องทำอย่างเข้มงวด เนื่องจาก ประกายไฟแม้เพียงนิดก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่ได้

    เพราะงั้น....จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า กองไฟที่เกิดขึ้นจากบุหรี่ที่ผมโยนเข้าไปในโกดังและดั๊น....”บังเอิญ”ไปติดถังไม้ใส่เชื้อเพลิงเข้า(อย่างตั้งใจ) จะก่อให้เกิดความวุ่นวายโกลาหลมหาศาลเช่นนั้น พวกรปภ.ของBlue Cosmosที่เคยถูกมอบหมายให้ตามล่าผู้บุกรุกต่างพากันทิ้งอาวุธในมือแล้ววิ่งหาน้ำดับไฟกันให้พล่านไปหมด แต่เพลิงที่เกิดจากน้ำมันดิบนั้น ไม่สามารถดับได้ง่ายนักด้วยน้ำจากแม่น้ำอย่างเดียว ไฟจึงยิ่งลามไปตามอาคารไปกันใหญ่

    เปลวไฟสีแดงทำให้ท้องฟ้าราตรีสีทะมึนสว่างวาบอย่างไม่น่าเชื่อ ท่ามกลางความเสียงเอะอะโวยวายลั่นๆและความสับสนอลหม่านอันเนื่องจากเพลิงไหม้ ผมกับหนุ่มน้อยหน้าใสเจ้าของไอเดีย “เอาบุหรี่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากใช้สูบอย่างเดียว”ไม่มีเวลายิ้มสะใจกับผลงานที่ช่วยกันก่อมากนัก เพราะต้องเตรียมตัวเผ่นไปตั้งหลักเตรียมตัวรับการตอบโต้ที่อาจตามมาเร็วๆนี้

    ผมหันกลับไปพยักหน้าร่างในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินซึ่งหลบอยู่หลังกำแพง หมวดรุ่นน้องพยักหน้าตอบแล้วอาศัยความไวและความมืดมุ่งหน้าไปยังท่าเรือซึ่ง ณ เวลานี้ การรักษาความปลอดภัยหละหลวมลงมากเนื่องจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้น ผมและCagalliเฝ้ามองหมวดShin Asukaหย่อนตัวลงในท้องน้ำสีดำทะมึนอย่างห่วงๆ โดยเฉพาะตัวผม เพราะพอจะเข้าใจอารมณ์หมวดตอนนี้ดี

    เพราะสำหรับตัวหมวดเองนั้น....เรื่องยาเสพติดและการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่กระทบต่อจิตใจของเขาได้ง่ายที่สุด

    สิ่งที่ผมมองเห็นจากที่ไกลๆคือ เมื่อโผล่พ้นน้ำที่กาบเรือเตรียมขนสินค้ามนุษย์ หมวดAsukaก็มุ่งหน้าไปที่ห้องคุมขังชาวยิวและชนต่างด้าวอื่นๆก่อนสิ่งใด ดูเหมือนคนพวกนั้นจะยินดีมากที่มีตำรวจมาช่วย หมวดตรงไปจับไม้จับมือกับพวกเขาอย่างห่วงใย อีกฝ่ายจึงช่วยบอกที่อยู่ของห้องเครื่องยนต์ซึ่งอยู่บริเวณชั้นสองเป็นการตอบแทน

    และก่อนที่คนคุมเรือหน้าตาเหมือนเพิ่งซร่างเมาจะทันรู้ตัวก็ถูกหมวดAsukaอัดกระเด็นตกเรือไปเสียก่อน หมวดรุ่นน้องวิ่งไปติดเครื่องยนต์เรือเพื่อเตรียมออกตัวตามแผนการณ์ที่วางไว้ว่าเราจะพาพวกคนต่างด้าวที่กำลังจะถูกส่งไปต่างแดนเหล่านี้ไปยังกองตรวจคนเข้าเมืองก่อน เพื่อหาหนทางช่วยเหลือต่อไป
    “หมวดAsuka พาพวกเขาไปขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำจัตุรัสTrafalagarนะ จุดนั้นใกล้ตม.ที่สุด”
    นั่นคือสิ่งที่ผมสั่งเอาไว้ ก่อนที่จะปล่อยให้เขาออกปฏิบัติการณ์ด้วยตนเอง

    แต่ทันใดนั้น! ไอ้คนคุมเรือที่ผมคิดว่ามันหมดฤทธิ์กระเด็นตกน้ำไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ปีนขึ้นมาบนกาบเรือในสภาพเปียกโชกไปทั้งตัวหากดูเหมือนมันจะไม่ใส่ใจ เพราะภาพที่ผมเห็นคือ มันพุ่งตัวเข้าไปเล่นงานหมวดShin Asukaอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้คนที่ถูกขังอยู่บนเรือทำให้อีกสองคนที่เฝ้ามองอยู่บนฝั่งต้องใจหายวาบ
    “Shin!!!”
    “โธ่โว๊ย!!”หมวดสบถออกมาอย่างเหลืออดขณะตั้งรับทั้งหมัดทั้งเท้าจากฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นชายร่างเล็กผอมบางกว่าหมวดเยอะ หากกลับมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาลที่จะผลักหมวดAsukaให้ล้มคว่ำลงกับท้องเรือดังโครม!! เหล่าชนต่างด้าวที่ถูกขังอยู่ในห้องลูกกรงอย่างแออัดต่างต้องหวีดร้องเสียงหลงเมื่อคนของBlue Cosmosรวบมือทั้งสองเข้าบีบคอตำรวจหนุ่มซึ่งมีเลือดไหลโซมออกมาจากหน้าผากเต็ม และยิ่งแย่ที่เห็นปืนประจำตัวของเขากระเด็นหลุดมือตกน้ำไปด้วย Cagalliจึงหันมาหาผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
    “Athrun นั่นหมวดเค้า...!!”
    “ชั้นรู้!! แต่.....”
    ถ้าทำสิ่งใดผลีผลาม เช่นการยิงสกัด เสียงปืนอาจดึงพวกยามฝ่ายตรงข้ามมาจุดนี้อีก ข้อนี้ผมทราบดี

    “Bist so gut was? Dan stirb jetzt!(แกเก่งนักเรอะ?งั้นก็ตายซะ!!)”
    ไอ้ขี้ยาร้องตวาดขณะที่นั่งคร่อมบีบคอนายตำรวจผู้บุกรุก หมวดAsukaพยายามดิ้นให้หลุดแต่เหมือนยิ่งขัดขืน อีกฝ่ายก็ยิ่งบีบคอของเขาด้วยน้ำหนักที่มากยิ่งขึ้น กะว่าคงเอาให้คอหักหรือไม่ก็ขาดอากาศตายคามือเป็นแน่แท้ ดูเขาอึดอัดทรมานมากเมื่อขาดอากาศหายใจมากขึ้นทุกที สองมือไขว่คว้าอากาศอย่างหมดทางสู้
    “....ฮะ....อั่ก”
    “Athrun!!!” Cagalliร้องบอกผม “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้หมวดตายแน่!!!”
    ผมจึงตัดสินใจยกปืนขึ้นเล็งไปที่ร่างผอมที่กำลังออกแรงบีบคอตำรวจหนุ่มรุ่นน้อง แต่ในตอนนั้นเองที่ผมต้องลดปืนลงทันทีเมื่อเห็นหมวดAsukaฝืนดันกระบองที่ข้างเอวกระแทกเข้ากลางท้องเจ้าวายร้ายเต็มแรง
    บึ้ก!!!!

    “อุ้ก!!!”ครั้งนี้ฝ่ายที่ต้องลงไปนอนจุกตัวงอแทบท้องเรือบ้างถึงกับร้องโอดครวญ แต่หมวดรุ่นน้องของผมเองก็ยังต้องสำลักกระอักกระไอจากอาการขาดอากาศอยู่อีกครู่ใหญ่ กว่าจะยันตัวขึ้นเดินเซๆตรงไปหาศัตรูเพื่อประเคนเท้าขวาใส่มันเต็มแรง
    ผั่วะ!!!!
    “ไอ้สารเลวเอ๊ย!”
    “อ๊ากกก!!!”
    ตูมมมม!~!!แล้วร่างผอมเกร็งของเจ้าคนคุมเรือก็กระเด็นตกเรือไปอีกรอบ หมวดAsukaยืนหอบจนตัวโยนขณะที่เดินไปพิงเสาเรืออย่างอ่อนแรง ผมล่ะหวาดเสียวว่าเจ้าตัวจะหมดแรงตกน้ำตกท่าตามศัตรูไปอีกคน

    “Shin!!ไหวรึเปล่า!!!?”
    “คะ...ครับ สบายมากครับผู้กอง”
    เสียงตอบกลับมานั้นกระท่อนกระแท่นเต็มทน
    “สบายมาก?เลือดอาบแบบนั้นน่ะเรอะ!”เจ้าตัวยุ่งผมทองรำพึงด้วยใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ ผมแตะบ่าเล็กนั่นเป็นเชิงให้หลบไปอยู่ข้างหลังขณะที่กวาดสายตาไปรอบๆ คิดคำนวณว่าฝ่ายโน้นคงจะแห่มาอีกในไม่ช้า
    “รีบไปเร็วเข้า!!!” ผมร้องสั่ง หมวดShin Asukaพยักหน้ารับแล้วรวบรวมกำลังวิ่งไปติดเครื่องเรืออีกครั้ง และครั้งนี้เขาไม่รอช้าที่จะออกเรือไปทันที ก่อนที่หน่วยสกัดจะตามมาระดมยิงไล่หลังอีกหลายนัด หากกระนั้นเมื่อเห็นว่าหมวดAsukaสามารถพาเรือออกจากท่าไปได้อย่างปลอดภัยทั้งผมจะเด็กCagalliต่างก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากสถานการณ์ตึงเครียดผ่านไป

    แต่ก็หายเครียดได้ไม่นาน เมื่อเราสองคนต่างก็ต้องวิ่งหลบกระสุนที่ยิงมาอย่างไร้ทิศทางกันชุลมุนวุ่นวาย
    เปรี้ยงๆๆๆ!!!!
    “Dort sind sie!!Toete sie!!!!Toete sie alle!!!(นั่นพวกมันอยู่ตรงนั้น!!!ฆ่ามัน!!ฆ่าพวกมันซะ!!!)”
    “วิ่ง!!!”
    ผมผลักให้เจ้าหนุ่มร่างเล็กวิ่งนำหน้าไปก่อนขณะที่ยิงสกัดกลับไปเป็นระยะๆ ความมืดสำหรับพวกเราตอนนี้เป็นเหมือนเกราะกำบังจากอันตรายอย่างดี เจ้าตัวเล็กวิ่งนำผมซ่อกแซ่กเข้าไปตามหลืบมุมของท่าเรือ หลังถังไม้บ้าง หลังซากเครื่องยนต์ที่พังแล้วบ้าง เป็นแบบนี้อยู่ห้าหกรอบเหมือนเล่นซ่อนหา(หลบลูกปืน)กับฝ่ายตรงข้ามยังไงไม่รู้

    เราสองคนแข่งกันหอบเหนื่อยจากเหตุการณ์ระทึกขวัญตรงหน้า กระนั้น.... มันก็น่าแปลกนักที่คราวนี้ผมไม่ยักรู้สึกสิ้นหวังใดๆ ทั้งๆที่จะว่าไป.... สถานการณ์ของเราตอนนี้ มีแต่แย่ลง แย่......ถึงแย่ที่สุด กระสุนที่จะยิงโต้กลับก็แทบจะหมดแล้ว แถมกำลังเสริมที่เฝ้ารออยู่ก็ไม่มาซะที หากพอได้มองหน้าใสๆที่เต็มไปด้วยละอองเหงื่อพราวเต็มหน้าผากของCagalliแล้ว ไอ้ความรู้สึกสิ้นหวังหรือเหนื่อยที่จะตอบโต้มันก็เหมือนเสกให้หายไปได้อย่างไรอย่างนั้น
    “กลัวมั๊ย?”
    ผมถามยิ้มๆ
    “กลัวสิถามได้” Cagalliตอบเช่นนั้น หากทำไมทั้งๆที่กลัวแสนกลัว เจ้าตัวกลับยิ้มให้ผม

    หรือว่า เราทั้งสองคนบ้าไปแล้วก็ไม่รู้สิ
    “ชั้นก็เหมือนกัน”
    ผมพึมพำตอบราวกับกำลังบอกตัวเองเช่นนั้น แต่ถึงหลังจะชนฝาแล้วทั้งคู่ ผมรู้ว่าเรายังไม่หมดหวัง

    ยังไม่หมดหวัง....
    #################################

    “Wo sind die Bastarden!!!”
    “Ihr muesst sie finden und toeten!!!Verliere keine Zeit!!!!”
    “Verstanden, sir!!!”

    เราได้ยินเสียงคำสั่งเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา พวกมันเหมือนพวกที่ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะการกระจายกำลังค้นหายังทำต่อไป ทั้งๆที่ต้องแบ่งกำลังมากกว่าครึ่งไปดับไฟที่ยังโหมกระหน่ำห้องเก็บเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอลง การโจมตีแบบกองโจรก็เริ่มขึ้น

    กองเรอะ? มีแค่สองคนแบบนี้น่ะรึ?

    “อั้ก!!!”
    กรึ้บบ!!เสียงกระดูกคอลั่น ร่างใหญ่ทรุดลงหมอบกับพื้นขณะที่รายต่อมาถูกกระหน่ำฟาดด้วยท่อนไม้ย่อมๆเข้าหลังท้ายทอยเต็มแรง
    ผั่วะ!!!!
    “โอ๊ยยยย!!!”
    ผั่วะๆๆๆ!!! ตามด้วยเสียงไม้ระดมอัดลงกลางกระหม่อมคนร่างยักษ์อีกคนดังเหมือนรัวกลอง“อ๊าก!!”

    และครู่ต่อมา ผมก็ก้มมองผู้ร้ายตัวโตนอนหมอบแทบเท้าเด็กหนุ่มตัวเล็กๆแล้วอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ว่า
    “โห....เธอนี่มือหนักเหมือนกันแฮะ”
    เจ้าของท่อนไม้เหล่มองผมตาเขียวแล้วประชดกลับ “ขอบใจที่ชม!ยังกะว่าคุณมือเบานักหล่ะ เจ้านั่นคอหักรึเปล่าน่ะ?”

    ผมชะโงกหน้าออกไปมองนอกที่กำบังซึ่งเป็นเพียงเสาคอนกรีตอาคาร ณ ท่าเรือแห่งนั้น
    “จุดต่อไปก็...ต้องสกัดเรือขนยานั่น” ผมกล่าวแต่เหมือนพระเจ้าจะไม่เข้าข้าง เมื่อผมเห็นเรือลำใหญ่กำลังออกตัวจากท่าเรือไปกลางแม่น้ำด้วยกำลังเครื่องยนต์แรงสูง ขนาดที่ว่าทำให้คลื่นน้ำในแม่น้ำเทมส์ต้องปั่นป่วนสาดกระทบฝั่งอย่างแรง เสียงหวูดเรือดังลั่นไปทั่วบริเวณจนพวกเราต้องอุดหู และบนนั้น....สิ่งที่ทำให้ผมต้องขบฟันกรอด

    ร่างผอมสูงในชุดขาวที่ยืนเด่นที่ระเบียงเรือขนสินค้าอย่างโอหังนั่น
    “Lord Gibril!”
    ผมวิ่งออกไปที่ท่าน้ำ ภาพเรือที่ลอยห่างออกไปเรื่อยๆโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ยิ่งทำให้แค้นใจ นี่ถ้าเราติดต่อให้ตำรวจน้ำหรือกองทัพเรือให้สกัดพวกมันก่อนออกทะเลใหญ่ได้ก็คงดีไม่น้อย

    “บัดซบจริง!” แล้วผมจึงหันไปตะโกนบอกเด็กหนุ่มร่างเล็กที่ยังยืนหลบดูสถานการณ์ที่ข้างประตูโกดังสินค้า “Cagalli! เราต้องรีบหาเรือขึ้นเดี๋ยวนี้เลย เร็วเข้า!ตัวหัวหน้าของพวกมันกำลัง....”
    แต่ไม่ทันที่เจ้าหนุ่มจะตอบว่ากระไร ผมกลับได้ยินเสียงกรีดร้อง
    “Athrun!!!ข้างหลังคุณ!!!!!”
    และพริบตาต่อมาขณะที่ผมกำลังหันกลับมองด้านหลังก็รู้สึกว่าถูกบางอย่างกระแทกเข้ากลางลำตัวเต็มแรง
    บึ้กก!!!!

    สติของผม.....เกือบวูบ แต่ก็ยังมองเห็นวัตถุที่เจ้าวายร้ายใช้อัดเข้ากลางท้องอย่างเลือนราง มันคือด้ามปืนไรเฟิลไร้กระสุน แต่อาการจุกที่ท้องขึ้นมาถึงกลางลิ้นปี่ทำให้ไม่สามารถยันตัวลุกขึ้นได้ ในตอนนั้นผมได้ยินเสียงร้องเรียกซ้ำๆ แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือเสียงอะไร เพราะตอนนั้น อาการบาดเจ็บที่ตีรวมกันทั้งที่แขนและที่ท้องทำให้การรับรู้ไม่ชัดเจนเหมือนเดิม สิ่งที่รู้สึกคือ ตัวเองล้มลงหน้าแนบความเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งของพื้นปูน
    “อั่ก!...”
    ฝืนไม่ไหวจริงๆ ผมลุกไม่ขึ้นเมื่อมีมือใหญ่โตและหยาบหนาทั้งสองข้างบีบอยู่หลังศีรษะ
    “Hab dich!!!Zeit zu sterben(จับแกได้แล้ว!!งั้นก็ตายซะ!!!)”

    แต่ก่อนที่มันจะกดหัวผมกระแทกลงบนพื้นซีเมนต์ เพื่อหวังให้กะโหลกแหลกคามือเดี๋ยวนั้น.....
    “หยุดน๊า~~~!!!!!!” เสียงเล็กแหลมกรีดร้อง แล้วผมก็กลิ้งตัวหลุดออกมาได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พอโงหัวขึ้นเพื่อจะเงยหน้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าชัดๆ ก็ต้องต้องตกตะลึง
    เมื่อภาพที่เห็นคือ เจ้าหนุ่มผมทองตัวเล็กนี่เองที่เป็นคนเข้าไปยื้อยุดลำแขนใหญ่โตราวแขนยักษ์ของเจ้าวายร้าย ร่างมันเล็กนิดเดียวเลยถูกสะบัดครั้งแล้วครั้งเล่าจนตัวปลิวตามท่อนแขน หากกระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมปล่อย กลับเกาะเหนียวแน่นมากขึ้น
    “Was zum Teufel geht hier los!! Lass mich los!! (อะ...อะไรวะไอ้เด็กบ้านี่ !!??ปล่อยข้าสิวะ!!!!)”
    “Cagalli!!!” ผมร้องเรียกมันออกมาอย่างไม่รู้ตัว และยิ่งต้องตกใจเมื่อร่างเล็กบางโต้ตอบเจ้ายักษ์ร้ายด้วยเขี้ยวเล็กๆของมัน!!

    “Aaaarrrggghhhhhh!!!!!”
    เจ้ายักษ์ร้ายร้องลั่นครั้นแล้วมันก็สะบัดแขนจนเจ้าของรอยฟันจนร่างเล็กปลิวไปกระแทกกองถังไม้โครมมมม!!!!

    และทำให้ผมหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กบ้าระห่ำลงไปสลบไม่ได้สติกับพื้นแบบนั้น!!

    “Cagalli!!!!!!”
    ผมได้ยินตัวเองร้องสุดเสียง และไม่ทันที่เจ้าวายร้ายจะย่างสามขุมเพื่อล้างแค้นรอยฟันที่แขน เสียงปืนไรเฟิลระยะไกลก็ดังขึ้นฝังกระสุนเข้าที่ข้อเข่าและขาของมัน เลือดพุ่งทะลักสาดกระจายแดงฉาน
    เปรี้ยง!!!เปรี้ยงๆๆๆๆ!!!!
    “ARRRRRGGGHHHH!!!!AAAAARRGHHHH!!!!!”
    สิ้นเสียงร้องโหยหวน ร่างใหญ่ยักษ์ก็ล้มโครมลงกับพื้น เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกระสุนปืนแล้วก็พบว่าเป็นหน่วยแม่นปืนในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินกรมท่าของสก็อตแลนด์ยาร์ดนั่นเอง และคนที่ยืนอยู่หน้าสุดนั้นก็คือ...
    “Yzak…..”

    พันตรีหนุ่มYzak Julesในชุดเสื้อเทรนท์โค้ตสีงาช้างโดดเด่นกว่าใคร หากกระนั้นที่ทำให้ผมต้องตกใจมากกว่าคือผ้าพันแผลที่พันรอบหน้าผากเลยมาจนถึงใต้ตาซ้ายของเขามากกว่า รอยเลือดยังซึมอยู่เป็นจ้ำๆ แต่เจ้าตัวก็ยังร้องตะโกนออกคำสั่ง
    “ทุกคนวางอาวุธลงซะ!!เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว!!ยอมให้พวกเราเข้าควบคุมตัวเสียโดยดี!!”
    เสียงปืนยิงขู่ขึ้นฟ้ายังดังเป็นระยะๆ ไม่เพียงเท่านั้นในหมู่กองยิงยังมีปืนกลแกทลิ่งรุ่นล่าสุดนำมาวางเด่นเพื่อข่มขวัญอีกด้วย ดังนั้น เมื่อมีทั้งกำลังคน ทั้งอาวุธเต็มพิกัดที่พร้อมจะระดมยิงใส่พวกมันได้ทุกเมื่อเช่นนี้ ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดที่ยังเหลืออยู่จึงยินยอมวางอาวุธและให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวโดยละม่อม

    แต่....ผมไม่มีอารมณ์ที่จะมาชื่นชมกำลังเสริมที่มาช่วยชีวิตทันเวลาพอดีหรอก!!
    “Cagalli!!!”
    ผมวิ่งตรงเข้าไปประคองเด็กหนุ่มผมทองที่สลบอยู่กับกองถังไม้ทันทีที่การยิงยุติลง เศษไม้และเขม่าดินติดเผ้าผมสีน้ำผึ้งทองและใบหน้าอ่อนใสเป็นรอยกระดำกระด่าง ดวงตาทั้งสองปิดสนิทให้ขนตาหนาเป็นแพทาบลงบนผิว ผมตบแก้มเปื้อนดินพลางเรียกชื่อซ้ำๆ และเพราะมัวแต่ห่วงว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรมากกว่าสลบหรือไม่ จึงไม่ทันไม่สังเกตเลยว่า....ร่างที่อ่อนเปลี้ยอยู่ในวงแขนตอนนี้มันช่างเล็กและบอบบางเหลือเกิน

    และในครู่ต่อมา ดวงตาสีอำพันก็ค่อยๆเปิดออกช้าๆ หากดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่หายจากอาการมึนงงดี
    “Cagalli!” ผมเรียกชื่อนั้นออกมาอีกครั้ง และเมื่อเจ้าตัวยกหัวขึ้นไหว ผมก็ระดมคำถามใส่อย่างร้อนใจ “เจ็บตรงไหนบ้าง? มีกระดูกกระเดี้ยวหักที่ไหนรึเปล่า??”
    “ชะ...ชั้นไม่เป็นไร.....” เสียงตอบนั้นเหมือนพยายามจะให้ดังที่สุด ทั้งที่เบาราวกระซิบเท่านั้น เจ้าหนุ่มผมทองร่างเล็กไอออกมาแรงๆสอง-สามครั้ง ก่อนจับต้นแขนซ้ายแล้วพึมพำบอก “เจ็บแขนนิดหน่อย ตรงนี้....”

    ทำไมไม่รู้ พอเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้าไม่เป็นไรมาก มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก จนต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งใจเป็นล้นพ้น
    “Athrun….?”
    “ไม่หักหรอก คงแค่เคล็ดขัดยอก....”ผมเงยหน้าขึ้นแล้วจับต้นแขนเล็กนั่นขยับดูเบาๆ ก่อนหันไปมองกองถังไม้ที่กองระเนระนาดอยู่รอบๆ “สงสัยต้องขอบใจที่ไม่ใช่ถังไม้เนื้อแข็ง ไม่งั้นคงมีหัวแตกกันมั่ง”

    เจ้าหนุ่มหน้าใสนิ่งมึนขณะที่มองหน้าผม ก่อนจะพยายามยันตัวออกจากวงแขนของผม คราวนี้หน้ามันแดงจัดเลยไปถึงหูทีเดียว
    “ชะ....ชั้นบอกว่าไม่เป็นไรไงล่ะ โธ่!ตกต้นไม้ยังเจ็บกว่านี้เลย ปล่อยชั้นได้แล้ว”
    “จะปล่อยได้ยังไงเล่า!อย่าทำเป็นเก่งนักเลยน่า เอ้า!!ค่อยๆลุก!”
    ผมสั่งอย่างหงุดหงิดพลางประคองร่างเล็กที่ยังกระปลกกระเปลี้ยให้ลุกขึ้น แต่นึกขึ้นได้ว่า ยังมีเรื่องต้อง”เฉ่ง”คนอยู่

    “Yzak!!!พากำลังเสริมมาช้าชะมัด!!!มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา?หา!??”
    ผมหันไปทางเจ้าสารวัตรตัวแสบ ขอด่าหน่อยเหอะ!หนอย! ไม่รู้รึไงว่าปล่อยให้พวกเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์เกือบตายอยู่ตั้งนานสองนาน แล้วก็ไม่ยอมโผล่มาตามนัดหมายซะที
    “เออๆ เออน่า!รู้แล้วน่า ยอมรับก็ได้ว่าผิด!! แต่ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าฟากEast-Endจะมีแต่พวกตัวแสบเยอะแยะเต็มไปหมดขนาดนั้นน่ะ!!สลัดพวกมันได้ก็รีบมาทันทีเลยนี่นา”
    Yzakตะคอกกลับมาเพื่อรักษาอาการเสียฟอร์ม ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจสาเหตุของผ้าพันแผลเลอะเลือดแดงเป็นจ้ำบนศีรษะของหมอนั่นหรอกนะ แต่ตอนนี้น่ะ...

    แต่....
    แต่.....
    ทันใดนั้น สมองผมก็เกิดอาการหยุดนิ่ง ไม่ทำงานชั่วขณะ!

    อ๊ะ.....???
    เอ๋????

    เพราะผมว่า....ตัวเองกำลังช่วยประคองเจ้าหนุ่มผมทองตัวเล็กที่เพิ่งฟื้นจากการหมดสติเมื่อครู่นี่นา...คือ... ผมค่อยๆหิ้วปีกทั้งสองข้างของเจ้าตัวแล้วพยุงให้ลุกขึ้น ตัวมันเล็กนิดเดียวผมเลยโอบแขนขวารอบเอวเล็กนั่น
    แต่ปัญหาที่เจอตอนนี้คือ...สัมผัสที่มือซ้ายตอนนี้

    มัน....นุ่ม...แล้วก็....

    แล้วก็....ที่ผมแน่ใจคือ สัมผัสอ่อนนุ่มนี่ ไม่ใช่แบบที่ผมคาดว่าจะ...เจอ....กับแผ่นอกของผู้ชายแน่ๆ!!

    “อะ...อะ.....”

    ร่างเล็กสั่นนิดๆก่อนที่อึดใจต่อมาผมจะต้องหูอื้อเพราะเสียงกรีดร้องแปดหลอดดังลั่น
    “กรี๊ดดดดดด!!!!!!!”
    หือ?
    กรี๊ด?
    และเสียงต่อมาที่ดังสนั่นขึ้นซ้อนกันก็...
    ฉาด!!!!!!!!!
    ฉาด?

    หน้าผม....สะบัดตามแรงตบเปรี้ยงฉาดใหญ่ ยะ....ยังลำดับเรื่องแทบไม่ถูกเลยว่า นี่มัน...ใคร? อะไร? ที่ไหน? เมื่อไหร่? อย่างไร? รู้แต่ว่ารอยเจ็บแปล๊บๆที่แก้มซ้ายตอนนี้มันของจริง!!!

    แรงตบผสมความมึนงงทำให้ผมต้องเซล้มแปะลงกับพื้น ก่อนยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่โชว์รอยแดงเป็นรูปห้านิ้วบนแก้มซ้ายอย่างมึนๆ
    และ....ดวงหน้าแดงจัดที่ปะปนไปทั้งความอับอายทั้งความหวาดกลัว สองแขนกอดร่างเล็กของตนที่สั่นสะท้านนั่นทำให้ ผม...เริ่มจะ...ดึงสติตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน....

    สติ....สติ....สติ!!
    สติเรอะ???

    “ผะ....”

    ผมไม่อยากเชื่อ....มันเหมือน มีใครเอาก้อนหินหนักซักร้อยตันทุบหัวเปรี้ยงให้สลบแล้วลุกขึ้นมาเจอความจริง
    ถึงจะไม่อยากเชื่อแต่ว่า....ในที่สุด คำพูดที่เหมือนคำสาปพันปีก็หลุดออกมาจากริมฝีปากราวละเมอ!

    “ผู้หญิง....?”
    พูด...อะไรไม่ออกจริงๆ ผมได้แต่ชี้นิ้วไปที่ร่างเล็กตรงหน้าด้วยความงงงวย
    ไม่...ไม่ใช่แค่งง แต่มันทั้งช็อค ทั้ง....รู้สึกว่ามัน ไม่น่าจะ....

    “ผู้หญิง??”

    ผม...พูดได้แค่นี้จริงๆ
    #######################################

  7. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Phase 15 : Lies and Truth

    คืนเดียวกันนั้น ณ กองบัญชาการสก็อตแลนด์ยาร์ดที่ถนน ไวท์ฮอลล์ 22.55 น.
    หน้าห้องสอบสวนนักโทษร้ายแรงซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของตึก

    “เรายึดอาวุธปืนซึ่งเป็นปืนยาวเฮนรี่ไรเฟิลรุ่นล่าสุดได้27กระบอก กระสุนลูกโม่และดินปืนอีกจำนวนมาก ยังมีน้ำมันเถื่อนที่นำเข้าแบบผิดกฎหมายอีกหลายบาเรลล์”
    สารวัตรYzak Julesกล่าวกับคณะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าห้องสอบสวน ซึ่งภายในห้องมืดสลัว มีร่างผอมเกร็งและบาดเจ็บสะบักสะบอมของฝ่ายรักษาความปลอดภัยของBlue Cosmosที่ท่าเรือนั่งแปะอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลังด้วยกุญแจมือเข้ากับพนักอย่างแน่นหนา
    “เจ้าขี้ยานั่นชื่อShani Andrass ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับเรือขนแรงงานต่างด้าวลำที่หมวดAsukaขับพาหนีมานั้น
    ให้การว่านักโทษทั้งหมด 20 กว่าคนที่เราจับได้นั้นได้รับการจ้างวานจากเศรษฐีใหญ่รายหนึ่ง ชั้นคิดว่าคงไม่แคล้วหมายถึงเจ้า Lord Gibrilนั่นเป็นแน่ แต่นอกจากเงินและงานที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำ มันไม่อ้างว่าไม่รู้เรื่องทั้งนั้น” เขาเค้นเสียงพูดเบาๆด้วยความรู้สึกคั่งแค้น “มันน่าเจ็บใจนัก ทั้งๆที่ยึดมาได้ทั้งของ ทั้งลูกน้องเจ้านักธุรกิจชั่วนั่น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะส่งฟ้องศาลได้เพราะยังขาดหลักฐานที่เป็นรูปธรรม”

    ผมมองผ่านเข้าไปในห้องสอบสวนซึ่งแง้มประตูไว้เพียงเล็กน้อย ผู้กองDearka Elthmanกำลังสอบปากคำเจ้าขี้ยาอย่างเคร่งเครียด กระนั้นฝ่ายนักโทษกลับลอยหน้าลอยตาไม่มีทีท่าให้ความร่วมมือใดๆ จนผู้กองผิวหมึกร่ำๆจะประเคนฝ่ามือใส่มันรอมร่อหลายหน
    “สงสัยคืนนี้กว่าจะได้เรื่อง คงสว่าง”
    สารวัตรเปรย แล้วเดินนำหน้าผมออกจากห้องใต้ดิน
    “หน่วยของชั้นที่ไปตรวจตราฝั่งEast-Endก็เกิดเหตุปะทะกับพวกมันเหมือนกัน”เขาเคาะหน้าผากที่ถูกพันแผลไว้รอบเลยไปถึงใต้ตาซ้าย รอยเลือดเป็นจ้ำตอนนี้แห้งสนิทเหลือแต่รอยสีน้ำตาลบนผ้าก๊อช “เจ็บตัวกันมาคนละนิดละหน่อยพอๆกับทางนายแหล่ะ แต่ก็โชคดีที่คราวนี้ไม่มีใครเป็นอะไรไปมากกว่าบาดเจ็บกัน”
    “ครับ”

    ผมรับคำไปงั้นๆ รู้ว่าควรจะกระตือรือร้นมากกว่านี้ แต่...ยังไงไม่รู้

    เข้าใจคำว่า...ไม่มีอารมณ์มั๊ย?

    ผมไม่พูดอะไรอีกจนดูเหมือนสารวัตรจะเริ่มหงุดหงิด เขามองแขนขวาของผมซึ่งตอนนี้ได้รับการปฐมพยาบาลและใส่ผ้าคล้องแขนเอาไว้กันกระเทือนเรียบร้อยก่อนถาม
    “แผลนายเป็นไงบ้างหล่ะ?”
    “ก็ดีครับ กระสุนทะลุไป แต่ไม่โดนกระดูก” ผมตอบไปเรียบๆ
    “ก็ดีงั้นเรอะ? ชั้นได้ยินมาว่าหมอห้ามนายไม่ให้ยกของหนักๆ อ้อ คงรวมถึงปืนด้วย ไปอีกซักสอง-สามอาทิตย์”
    “เป็นเช่นนั้นแหล่ะครับ”
    “ดูไม่ทุกข์ร้อนเลยนะ ทั้งๆที่เป็นแขนข้างถนัดด้วยแบบนั้นน่ะ แต่ก็เอาเถอะ” สารวัตรชุดขาวโคลงศีรษะเบาๆ แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “ที่ชั้นสงสัยตอนนี้คือ เจ้าเด็กที่อยู่กับนายนั่นน่ะ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไง?”

    ผมนิ่งฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทั้งที่แท้จริงในใจนั้น....สับสน งงงันและไม่อยากยอมรับ!
    “ก็แค่เด็กธรรมดาครับ เผอิญมาอยู่ในที่เกิดเหตุก็เท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกBlue Cosmosแน่นอน” ผมตอบเสียงราบเรียบเหมือนเดิม ดวงตาจ้องมองไปที่ประตูทางออกจากชั้นใต้ดิน
    “แน่นะ?”
    สายตาของสารวัตรจ้องตรงมา ราวจะเค้นหาความจริง แต่ผมก็จ้องกลับและยืนยันคำเดิม

    ....คำโกหก

    “ครับ”

    พันตรีหนุ่มเจ้าของตำแหน่งสารวัตรมองไปทางอื่นขณะที่เปิดประตูออก แล้วกล่าว
    “ถ้านายยืนยันแบบนั้น ก็แล้วไป ชั้นจะเชื่อก็ได้” เมื่อก้าวออกจากประตู และเดินไปตามทางเดินเพื่อกลับไปสู่ส่วนของสำนักงานสก็อตแลนด์ยาร์ด “แต่ถ้าตรวจเจอประเด็นน่าสงสัยอะไรเพิ่มเติมที่พัวพันไปถึงเด็กนั่น ชั้นไม่ปล่อยไปแน่ หวังว่าคงจะเข้าใจที่ชั้นพูดนะ”
    “ครับ”
    Yzakชำเลืองมองผมนิดๆขณะที่เดินมาจนถึงหน้าห้องทำงานประจำตำแหน่ง ก่อนหยุดและหันมาบอก
    “คืนนี้ชั้นจะกลับบ้านไปงีบเอาแรงก่อน เดี๋ยวจะมีพวกผู้กำกับแก่ๆแห่มาที่นี่เพิ่มอีก มันน่ารำคาญ ผบ.Durandalเองก็น่าจะได้รับโทรศัพท์รายงานผลงานในคืนนี้แล้ว นายเองก็เหมือนกัน กลับไปพักผ่อนซะ ออมแรงไว้ เพราะพรุ่งนี้คงมีเรื่องยุ่งๆตามมาอีกเพียบเชียว”
    “ครับ”
    ผมรับคำแค่นั้น อีกฝ่ายก็ทำหน้าหงุดหงิดเหมือนอยากหาอะไรขว้างใส่ผมเสียให้ได้แต่ก็เพียงแค่โบกมือไล่ ผมโค้งลาตามมารยาทแล้วก้าวเท้าออกจากหน้าห้องไปทันทีที่ประตูปิดลง

    เพียงเพื่อออกไปเผชิญหน้ากับความจริงที่รออยู่เท่านั้น
    ความจริงที่....สร้างความหนักใจและสับสนให้ผมมากเหลือเกิน
    ########################################

    ชั้นนั่งก้มหน้าก้มตามองพื้นอยู่ที่เก้าอี้ม้านั่งยาวเยื้องกับห้องที่มีป้ายเขียนหน้าประตูว่า “ร้อยเอกAthrun Zala ผช.ส.งานสืบสวนสอบสวน”
    ผช.ส.?อะไรน่ะ? ชั้นเหลือบมองป้ายชื่อหน้าห้องอย่างสงสัย แปลว่าผู้ช่วยสารวัตรล่ะมั้ง? ชั้นอดเงยหน้ามองความวุ่นวายที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดสีน้ำเงินที่หลายคนเจ็บตัวคนละเล็กละน้อยวิ่งวุ่นกับการทำรายงานคดีใหม่ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อหัวค่ำ เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย สับสน วุ่นวาย ต่างกับตัวชั้นที่ได้แต่นั่งเงียบอยู่คนเดียว

    ชั้นกระชับเสื้อเทร้นต์โค้ทสีน้ำเงินกรมท่าที่”เขา”โปะลงบนตัวก่อนหน้านี้ นึกย้อนไปตอนที่ถูกลากมาที่นี่หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่โกดังสินค้าท่าเรือจบลง คนๆนั้นนิ่งไม่พูดอะไรตลอดทาง แม้ชั้นอยากจะขอโทษที่ตบหน้าเขาไปตอนนั้นก็เถอะ

    แต่...ก็....ก็เพราะ...

    อ๊ายยย!!!หวนนึกถึงสาเหตุที่เผลอตัวประเคนฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าของเขาเต็มที่ในตอนนั้นแล้ว ชั้นก็ได้แต่อับอายขายหน้าที่สุดในชีวิต!!
    โอ๊ย!ชั้นไม่รู้นี่!!!ไม่รู้ๆๆๆ!! ไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ!!

    พอมาถึงออฟฟิศสก็อตแลนด์ยาร์ด เขาก็ลากชั้นมานั่งที่นี่ แล้วพูดสั้นๆโดยไม่มองหน้า
    “นั่งนี่ อย่าเพ่นพ่าน”
    แล้วก็หายไปเป็นชั่วโมงกับอีตาสารวัตรผมเงิน คนที่ชั้นจำได้ว่า เป็นคู่หมั้นของLady Chiho Hanefous รุ่นพี่ของชั้นที่คอนแวนต์ ทิ้งให้ชั้นนั่งจ่อมอยู่กับตัวเองคนเดียว ตำรวจชั้นผู้น้อยคนอื่นๆกำลังยุ่งกันหัวปั่นจึงไม่มีใครมีเวลามาสนใจเด็ก....เอ้อ...เด็กผู้ชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่หน้าห้องผู้กองของพวกเขา แม้แต่หมวดShin Asukaที่กลับจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหลังส่งพวกแรงงานต่างด้าวชาวยิวไปที่นั่น พอเห็นชั้นก็แค่ทักสั้นๆ
    “อ้าว!เจ้าหนู ปลอดภัยดีนะ ดีจริง”
    ชั้นมองผ้าพันรอบศีรษะของเขาแล้วสะท้อนใจ
    “อะ....อื้ม คุณไม่เป็นไรนะ?”
    “ชั้นโอเค”เขาตอบพลางยกมือข้างที่ถูกยิงและถูกพันแผลใส่ยาเอาไว้ดีกว่าเดิม “ต้องไปหล่ะ ทำตัวให้เรียบร้อยจนกว่าผู้กองจะมาแล้วกัน”

    แค่นั้นแหล่ะ แล้วเขาก็วิ่งเข้าไปมะรุมมะตุ้มกับตำรวจคนอื่นๆที่กองงานหน้าห้อง”ผช.ส.”ต่อ

    และ...เมื่อประตูห้องใหญ่ถูกเปิดออก ชั้นก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมองเห็นร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกและกางเกงแสล็คสีดำ
    ปราศจากเสื้อคลุมทับก้าวเข้ามาเงียบๆ ที่ไหล่ซ้ายของเขาห้อยซองหนังบรรจุปืนลูกโม่คู่ใจ แต่ที่ชั้นสะดุดตามากกว่าคือแขนขวาที่ถูกยิงและตอนนี้ทำแผลใส่ผ้าคล้องไว้เรียบร้อยจากการรักษาพยาบาลเบื้องต้น

    สีหน้านั้นเรียบเฉยจนดูเย็นชา ทำให้ชั้นไม่กล้าสบตาเขาตรงๆด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเจ้าตัวเดินเข้ามาใกล้ ชั้นยังรู้สึกอยากจะหายตัวไปซะเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่มันแย่ตรงจะหนีไปไหนก็ไม่ได้น่ะสิ
    ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ม้านั่งยาวตัวเดียวกัน ชั้นรู้สึกอึดอัดใจจึงเขยิบตัวออกห่างจนชิดผนัง ใบหน้าของเขายังเสมองไปทางอื่น

    ไม่มีคำพูดระหว่างเราเกิดขึ้นเป็นเวลานาน....ไม่หรอก ชั้นคิดว่าซักแค่สองนาทีได้มั้ง แต่มันเหมือนยาวนานมากจนน่าอึดอัดขัดใจ

    และในที่สุด ชั้นก็ได้ยินเสียงห้าวๆดังขึ้นก่อน หลังจากที่ความเงียบครอบงำเราสองคนมานาน
    “.....เราเป็นผู้หญิง”

    ประโยคสั้นๆ แต่ก็ทำให้ชั้นต้องบีบมือที่วางบนตักแน่น นึกไม่ออกว่า ในสถานการณ์แบบนี้จะทำเช่นไร
    “ชั้น....”
    “ทำไมต้องโกหกชั้น!!!”
    ชั้นไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ก็ต้องตกใจสะดุ้งหนีเสียงตวาดใส่ที่แทรกขึ้นตามมา แล้วพอจะรวบรวมความกล้า ช้อนตาขึ้นมองเขา ก็ยิ่งต้องรู้สึกผิดเป็นทวีคูณ

    ชั้นรู้ว่า เขาจะต้องโกรธ ชั้นทำใจเรื่องนั้นไว้แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่า...ใบหน้าของคนที่ทั้งโกรธ ทั้งผิดหวังมันจะทำให้ ต้องรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้....
    “มันสนุกมากใช่มั๊ย? ที่เห็นชั้นเป็นเหมือนไอ้หน้าโง่ให้เธอหลอกเล่นแบบนี้ ตอบมาสิ!”
    ดวงหน้านั้นอยู่ใกล้ชั้นแค่นิดเดียว ชั้นเขยิบถอยจนหลังติดกำแพง ...ตัวสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

    ดวงตาสีมรกตคู่นั้น เจ็บปวด....

    ชั้นไม่คิดมาก่อนว่า...”ความจริง”นี้ จะทำให้ใครบางคนต้องเสียใจแบบนี้

    “ผะ...ผู้กองครับ” ผู้หมวดShin Asukaเดินเข้ามาสมทบด้วยสีหน้างงงวย คงแปลกใจเสียงตวาดลั่นๆเมื่อครู่ เพราะตำรวจคนอื่นๆก็พากันมองมาที่ผู้กองของพวกเขากันหมด “เกิด....อะไรขึ้นเหรอครับ?เสียงดังเชียว”
    ผู้กองAthrun Zalaถอยห่างออกจากชั้นแล้วกล่าวด้วยสีหน้าที่พยายามข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างเมื่อครู่

    “ตอบชั้นมาตามตรง” เขามองไปทางอื่น แต่เสียงยังคงเน้นหนัก “เธอเป็นใคร? มาจากไหน? ชั้นจะได้ส่งเธอกลับไปถูก”
    หมวดAsukaมองชั้นที่นั่งตัวสั่นติดกำแพง แล้วก็มองหัวหน้าของเขาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมจนน่ากลัว ใบหน้าของหมวดเต็มไปด้วยคำถาม โดยเฉพาะเมื่อผู้กองAthrun Zalaกล่าวประโยคต่อไป “เพราะ....เธอไม่ควรมาอยู่ในที่แบบนี้”

    แม้จะไม่มองมาตรงๆด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นเมื่อครู่ แต่ชั้นรู้สึกว่า ยิ่งเขาไม่มองหน้าแบบนี้ ยิ่งเป็นการกดดัน และบรรยากาศยิ่งตึงเครียด
    มันคงจะ....ถึงจุดที่ “หลีกเลี่ยง”ที่จะไม่พูดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
    ชั้นก้มหน้านิ่งด้วยความหนักใจ นึกอยากจะร้องไห้ แต่ก็พยายามฝืนเอาไว้เต็มแรง

    “ชะ....ช่วยไม่ได้....” พระเจ้า.... ชั้นนึกบทสวดอ้อนวอนอยู่ในใจ ขณะที่กลั้นใจกล่าว “ถ้าอย่างนั้น....ก็...เอ้อ...ช่วยติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์นี้ทีแล้วกันนะ”
    ทั้งเขาและหมวดAsukaได้ยินดังนั้นแล้วก็หันมามองที่ชั้นเป็นตาเดียว ความแปลกใจฉายอยู่บนใบหน้าของทั้งสองคน

    เรื่องทั้งหมด มันก็มาจากชั้นเองนั่นแหล่ะ ไม่เข้าเรื่องแท้ๆ
    ถ้าครั้งนี้ จะต้องเดือดร้อน ก็คงต้องโทษแต่ตัวเองคนเดียว
    ########################################

    “ต๊ายยยย!!!!ตายๆๆๆๆ!!!อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก!!!”
    นั่นปะไร นั่นปะไร๊~~!! เริ่มแล้ว!!

    “คุณหนูขา!!ตายแล้ว!!ทำไมแต่งเนื้อแต่งตัวแบบนี้คะ??โอ๊ยย!!Manaเห็นแล้วจะเป็นลม เฮ้อออ!!”ไม่พูดเปล่า แม่นมสุดที่รักของชั้นที่ถูกเรียกมาเป็น”ตัวช่วยยามฉุกเฉิน”ก็ทำท่าจะลมใส่ตามที่พูดไว้เมื่อกี๊อีกต่างหาก จนชั้นต้องรีบวิ่งเข้าไปประคอง เฮ้ออ!ชั้นรู้หรอกน่า ว่าตัวเองทำบาปทำกรรมกับคนแก่แท้ๆเชียว!!
    “Manaaa!!ใจเย็นจ้ะ!! ใจเย็น”

    แม่นมร่างสมบูรณ์พูนสุขของชั้นควานหายาดมจากกระเป๋าผ้าไหมที่ถือติดมือมาด้วยแล้วยกขึ้นสูดสองสามฟืด ก่อนจะเริ่มมีสติขึ้น แล้วก็ได้เวลาที่แกจะไล่เบี้ยเอากับชั้นแล้ว

    โอ๊ยยย!!คิดว่าตัวเองเตรียมใจไว้แล้วเชียวนะ!!!แต่ชั้นก็ต้องร้องโอดโอยลั่นเมื่อถูกหยิกเข้าที่ท้องแขนซ้ำๆ
    “โอ๊ยยย!!เจ็บนะMana!!เจ๊บบ!!!”
    “นี่แน่ะ! ก็ทำให้เจ็บนะสิคะ แล้วอย่ามาทำร้องโอ๊ยนะคะ!นี่แน่ะๆๆ!ดูซิ มาแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายแบบนี้ เนื้อตัวก็มอมแมมไปหมด ซ้ำยังมาอยู่ในสถานีตำรวจแบบนี้อีกต่างหาก!!คิดบ้างมั๊ยคะว่า ถ้าท่านแม่บนสวรรค์เห็นคุณหนูมาเล่นซนแบบนี้จะเสียใจร้องไห้มากแค่ไหน!!นี่แน่ะๆๆ!!”
    “โอ๊ยยย!!พอแล้ว!สำนึกผิดแล้วๆ”
    ชั้นปัดป้องการโจมตีของManaเป็นพัลวันชุลมุนวุ่นวาย โดยไม่ทันสังเกตสายตาจากบรรดาคุณตำรวจประจำสน. เอ้อ...กองบัญชาการสก็อตแลนด์ยาร์ดที่จ้องมองมาอย่างงุนงันและตกตะลึงพรึงเพริด

    อยู่ๆ ก็มีรถม้าควบตะบึงมาจอดเอี๊ยดหน้าตึกกลางดึก
    อยู่ๆก็มีหญิงสูงวัยตัวใหญ่เท่าบ้านเดินตึงๆขึ้นมา
    แล้ว....อยู่ๆหล่อนก็ร้องเอะอะโวยวายลั่น แล้ววิ่งไล่ตีเด็กหนุ่มผมทองเป็นการใหญ่!!

    ดังนั้น...ทุกสายตาจึงมองตรงมาด้วยความ”งง”!
    “ผ...ผู้กองครับ ง่า....”คุณหนู?” หมะ....หมายความว่ายังไงเหรอครับ??”
    ถูกถามเช่นนั้น ร้อยเอกAthrun Zalaจึงได้แต่พยายามทำสีหน้าให้สงบนิ่งมากที่สุด แต่ชั้นว่า ภายใต้ใบหน้าที่พยายามจะให้”นิ่ง”ที่สุดนั้น คง”คุ”น่าดูเชียว
    “ดูไม่ออกรึไง!”

    “นี่ดีนะคะ ที่คุณตำรวจที่นี่เค้าเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะดูแลคุณหนูให้!!ไม่งั้นท่านแม่บนสวรรค์ต้องร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดแน่ๆ!
    ดู๊ดู!ซนทะโมนไม่เข้าเรื่องเลยจริงๆ!”
    แม่นมเอ็ดไปบิดหูชั้นไปจนชั้นแทบจะบิดตัวตาม แต่ถึงร้องโวยวายไปก็ไม่ทำให้Manaหยุดหยิกหรอก มีแต่จะถูกบิดเนื้อให้เขียวมากแค่นั้นเอง

    แต่ทันใดนั้นManaก็เงยหน้าขึ้นชะเง้อชะแง้แลมองไปรอบๆห้อง ไม่มีกลัวเกรงบรรดาตำรวจหนุ่มๆคนใดทั้งสิ้น
    “ว่าแต่ว่า...คุณตำรวจคนไหนคะที่เป็นคนโทรศัพท์แจ้งไปที่บ้านพักของดิชั้นให้มารับคุณหนูน่ะ?ขอดูตัวหน่อยได้มั๊ยคะ? ดิชั้นอยากขอบคุณเสียหน่อย”

    ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไปครู่ ประหนึ่งว่าหากเข็มตกซักเล่มคงได้ยินเสียงก้องไปทั่วโดยแน่แท้ และแล้ว...ผู้กองหนุ่มตัวสูงก็ยกมือขึ้นแล้วกล่าว
    “ผมเองครับ Madam”
    เท่านั้นแหล่ะ “Madam”คนที่ว่าก็ตาลุกวาว แกยกแว่นสายตาร้อยมุกขึ้นสวมอย่างเร่งรีบและเดินปราดเข้าไปพิจารณานายร้อยเอกคนที่ว่าทันที แทบเรียกได้ว่า ดูตั้งแต่หัวจดเท้าและเท้าจดหัวทีเดียวเชียวหล่ะ

    ชั้นได้แต่มองอย่างงุนงงขณะยืนกุมแขนเจ็บรอยหยิกแปล๊บๆ นี่Manaคิดอะไรของแกอยู่เนี่ย? แม่นมสุดที่รักจุ๊ปากอย่างใช้ความคิด แล้วจึงเอ่ยปาก
    “ต๊าย รูปงาม เอ้ย!คุณตำรวจท่านนี้เองเหรอคะเนี่ยที่อุตส่าห์เป็นธุระให้สารพัด ดิชั้นขอบอกขอบใจแทนคุณท่านจริงๆนะคะ”
    “มิได้ครับ”
    ดู๊!ตอบไปได้ หน้าตานิ่งๆ!
    “ขอทราบชื่อก่อนได้มั๊ยคะ? ดิชั้นจะได้เรียกขานถูก”
    “Athrun Zalaครับ”
    อ๊า!อย่ามาทำท่าสนิทชิดเชื้อกับManaแบบนั้นนะ!

    “ต๊าย! ชื่อเพราะ!” เอ้า! เอากับManaสิ ทำท่าปลื้มออกนอกหน้าเพื่ออะไรเนี่ย? ท่าทางเพลินมากจนเลิกสนใจชั้นแล้วมั้ง? แต่แล้วขณะที่ชั้นเริ่มจะอับอายกับพฤติกรรมของแม่นมที่รักจนอยากแทรกแผ่นดินหนีนั้น Manaก็ทำท่าเหมือนคิดบางอย่างออก “อุ๊ย!นามสกุลคุ้นๆนะคะ คุณเป็นอะไรกับท่านนายพลZalaรึเปล่าคะ?”

    นายพล? ชั้นเผลอเงยหน้าขึ้นมองเขาจึงพบว่าอีกฝ่ายกำลังชำเลืองตามองมาทางตนเองเช่นกัน หันหน้าหนีกลับแทบไม่ทันแน่ะ
    “ครับ” เขายิ้มที่มุมปากนิดๆขณะที่หันไปตอบ “ท่านเป็นบิดาของผม”

    พ่อเหรอ???
    ชั้นหันขวับไปมองเขาอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา
    นายพลชื่อดังของกองทัพคนนั้น คือพ่อของคนๆนี้เหรอ??

    “ต๊าย!เหรอคะ? แหม๊!!มิน่าเล่า คุณถึงดูมีมาดอย่างสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว สมเป็นบุตรของชายชาติทหารอย่างท่านนายพลZalaจริงๆเชียว!” Manaดูเหมือนจะปลื้มไม่เลิก “ไหนๆตอนนี้ก็ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้ชั้นยังต้องไปส่งแม่ตัวยุ่งคนนี้กลับคอนแวนต์อีก ดู๊!ขยันก่อเรื่องให้คนแก่ช่วยแก้เรื่อยจริงเชียว” อ้าว! แล้วกัน ทำไมต้องมาพาดพิงถึงชั้นด้วยล่ะ! แต่ยังไม่ทันจะแย้งManaว่าอะไรต่อ แม่นมที่รักก็ออกปากกล่าวต่อ
    “คิดว่าช่วยคนแก่กับเด็กแล้วกันนะพ่อคุณ ช่วยนั่งรถม้าไปส่งพวกชั้นให้ถึงบ้านหน่อยแล้วกัน”

    ฟังคำขอของManaที่มีต่ออีตาผู้กองAthrun Zalaจบปุ๊บ ชั้นก็ร้องแย้งเสียงหลง หัวใจหล่นวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยทีเดียว!!
    “Mana….!!!”
    “ได้ใช่มั๊ยคะ? คงไม่รบกวนเกินไปสินะคะ”

    ชั้นอึ้งไปเลย พูดอะไรไม่ออก เขามองมาที่ชั้นนิ่งๆอีกครั้งแล้วหันไปกล่าวเสียงนุ่ม
    “ด้วยความยินดีครับMadam”

    ช็อค!! ตายๆๆ! ตายอย่างเดียว!!!
    ####################################

    ในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกเรียกมาจากหน้ากองบัญชาการสก็อตแลนด์วิ่งผ่านความมืดและไอหมอกเย็นๆของกรุงลอนดอนไปอย่างไม่เร่งรีบ บรรยากาศภายนอกนั้น ทุกอย่างช่างเงียบสงบแตกต่างกับยามดึกเช่นนี้เหลือเกิน
    และ ทั้งยังต่างจากเสียงคุยโขมงโฉงเฉงอยู่ฝ่ายเดียวของคุณแม่นมที่รักของชั้นในตอนนี้ด้วย!

    “ดิชั้นขอขอบพระคุณจริงๆนะคะคุณชายAthrun เกรงใจ๊เกรงใจจริงเชียว! ทั้งๆที่บาดเจ็บจากการออกปฏิบัติหน้าที่อยู่แท้ๆ ยังอุตส่าห์ออกมาส่งพวกเรากลับบ้านกลางดึกเช่นนี้อีก รบกวนแท้ๆเชียวนะคะ”
    อ๋อ!เหรอจ๊ะ Mana เกรงใจมากเลยนะเนี่ย เกรงใจ๊เกรงใจ! ชั้นนึกประชดอย่างอดไม่ได้
    “อย่าเกรงใจอย่างนั้นเลยครับ Madam ตำรวจย่อมต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนอยู่แล้วนี่ครับ”
    ฟังเข้าสิ! ยังจะโปรยยิ้มละไมใส่แม่นมชั้นอีก! น่าหงุดหงิดจริงเชียว! Manaก็คุยจ๊อยๆๆได้เป็นคุ้งเป็นแคว อีตาผู้กองตัวแสบก็ดูจะตั้งอกตั้งใจฟังเสียเป็นอย่างดีทีเดียวเสียด้วย

    เสแสร้งเก่งนักนะ!! พวกตำรวจเป็นแบบนี้ทุกคน หรือว่าเฉพาะนายกันแน่!? ชั้นล่ะอยากจะตะโกนใส่หน้าหมอนั่นนัก หากก็ได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจเท่านั้นเอง โธ่! ชั้นรู้หรอกน่าว่าตัวเองยังมีคดีใหญ่ติดตัวอยู่ แล้วใครมันจะกล้ามองหน้าคู่กรณีหล่ะ?

    อีกอย่าง....ก็พอรู้หรอกว่า....อีกฝ่ายเค้าก็ชำเลืองตามองมาที่ชั้นเป็นระยะเหมือนกัน ชั้นเองก็เลยได้แต่ทำเป็นมองออกไปข้างนอกรถม้า จนโดนManaเอ็ดเข้าบ่อยๆ แต่ก็ทำหูทวนลมมั่ง แกล้งหลับมั่งไปตามเรื่อง

    ปรายตาของคนๆนั้นในเวลานี้ มันยากนักที่จะตีความว่า....ในใจเขาคิดอะไรอยู่

    “รายนี้น่ะค่ะ ซนเป็นลิงค่างบ่างชะนี!” จ้ะๆMana!! อยากจะกระทบกระแทกแดกดันอะไร ก็เอาเลยจ้ะ! “อยู่คอนแวนต์มา 5 ปี ไม่เคยมีซักวันค่ะ ที่ไม่ทำให้Manaคนนี้ต้องปวดหัว เรื่องที่ต้องออกมารับตอนดึกๆแบบนี้ไม่ใช่นี่เป็นครั้งแรกนะคะคุณ บางทีไม่ใช่แม่คนนี้คนเดียว แต่ยกมาทั้งกลุ่มเพื่อนหล่อน 7-8คนเลยนั่นก็มีค่ะ โอ๊ย!Manaหล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆว่า ทำไมเด็กสาวๆสมัยนี้น่ะ ต้องให้ได้แหกกฎข้อบังคับ กฎระเบียบทั้งหลาย ถึงจะสนุกกันนัก!เอ๊ะ!คุณหนูคะ!!อย่ามาทำแกล้งหลับนะ!”
    “ไม่ได้หลับจ้ะMana แค่หลับตาเฉยๆ” ชั้นแถเข้าข้างๆไป ก็มันขี้เกียจฟังนี่ โธ่!Manaเองก็รู้ว่า ถึงบ่นเรื่องนี้ไปให้ตาย ชั้นก็ไม่ฟังอยู่ดีนั่นเอง

    “นั่นสินะครับ” อยู่ๆอีตาตำรวจแขนเดี้ยงก็พูดเสียงเย็นๆขึ้น ในน้ำเสียงนั้นเรียบๆเรื่อยๆราวกับกำลังพูดเรื่องธรรมดาวิถี “ชีวิตในกฎระเบียบมันคงสงบสุขเกินไปหล่ะมั้ง? ใช่มั๊ยครับ?คุณหนู”
    อะไรนะ!?
    ชั้นรู้หรอกว่าไม่ควรจะจ้องกลับตาเขียวแบบนั้น แต่มันอดไม่ได้ ประชดประชันเก่งนักนะตานี่!

    “ครั้งนี้ Manaคงปล่อยไว้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ!คงต้องเรียนให้คุณท่านทราบเสียที!”
    เท่านั้นแหล่ะ ชั้นก็แทบกระโดดผึงลุกจากที่นั่ง
    “อย่านะMana!!!”
    “ไม่ค่ะ! มันหลายหนแล้ว ก่อนที่ทางคอนแวนต์เองจะมีหนังสือไปบอกท่านพ่อของคุณหนู Manaจะเรียนท่านเอง!”
    “Mana!!” พอยกท่านพ่อขึ้นมาขู่ ชั้นก็เริ่มอยากจะร้องไห้ขึ้นมาแล้วจริงๆ “ที่คอนแวนต์น่ะ อย่างมากชั้นก็ถูกลงโทษให้ขัดพื้นโบสถ์สองอาทิตย์ หรือไม่ก็ถูกตัดวันหยุด แต่ถ้าเรื่องถึงท่านพ่อน่ะ….”
    “ไม่ต้องมาบีบน้ำตาขอความเห็นใจเลยค่ะ!”Manaเชิดหน้าขึ้น กระนั้นเสียงก็เริ่มจะอ่อนลง “ผิดแล้วก็ต้องรับว่าตัวผิดสิคะ”

    ไม่ได้การณ์แล้ว! ชั้นมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากManaหอบเรื่องนี้ไปฟ้องท่านพ่อ เพราะท่านเคยพูดขู่เอาไว้ว่า....
    “ถ้าทำตัวดื้อนัก ก็ส่งตัวไปให้คุณนายตระกูลZerunอบรมแทนแล้วกัน”
    ไม่ๆๆๆๆ!!!ไม่เอาเด็ดขาด!ใครจะยอม!!

    “ไม่นะMana! นี่Manaก็เป็นอีกคนเหรอที่จะไสส่งชั้นไปให้คนพวกนั้นน่ะ!!!”
    พอชั้นเริ่มจะวีนแตก Manaก็ชักหงอ
    “คุณหนูคะ...นี่Manaไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะคะทูนหัว!”

    “คนพวกนั้น?” เสียงของคนที่นิ่งฟังอยู่นานเอ่ยขึ้น ทำให้ชั้นต้องหยุดพูด
    ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องแบบนั้น

    พอดีกับที่สารถีรถม้าร้องบอกว่าถึงที่หมายคือหน้าบ้านพักหลังใหญ่ของแม่นมที่ตั้งอยู่ในซอยที่ดินของตระกูลAthhaบนถนนPheonix Streetแล้ว ชั้นแทบไม่รอให้รถม้าจอดสนิทก็เปิดประตูรถออก อยากจะหายไปจากที่ตรงนี้เสียเดียวนั้น
    “อุ๊ย!คุณหนูคะ!!”
    “เฮ้!”
    ใครจะสน!ในเมื่อใครก็ไม่ใส่ใจความรู้สึกของชั้นอยู่แล้วนี่! ชั้นกระโดดตุ้บลงบนพื้นถนน แล้วพอเงยหน้าก็ต้องชะงักอยู่แค่หน้ารั้ว

    รถม้าคันโตหน้าตาคุ้นๆ สัญลักษณ์รูปกิ้งก่าหน้าตาประหลาดบนประตูก็คุ้นๆ
    คุ้นๆ....
    อ๊ะ!ไม่นะ!!!นี่อย่าบอกชั้นนะว่า....!!

    ชั้นถอยสอง-สามก้าวจนหลังชนกับร่างสูงของอีตาตำรวจที่วิ่งตามลงมาจากรถม้า ดูเขาแปลกใจกับปฏิกิริยาของชั้นไม่น้อย
    “อ๊ะ!รถม้าคันนี้??”
    Manaร้องอุทานเสียงหลง แต่ก่อนที่แกจะทันพูดอะไรต่อ เสียงที่ชั้นไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น!!
    “Cagalli!! Ma Chérie!!!”
    อ๊า!!แย่แล้ว!!!นี่มัน...หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!!

    ไม่ทันที่ชั้นจะหาทางหลบ ก็ถูกร่างสูงใหญ่รวบไปกอดเต็มแรง โอ๊ย!!หายใจไม่ออก!! เหม็นกลิ่นน้ำหอมบ้านี่ชะมัด!!
    “Je t'ennuie tellement!Ma Chérie!!(คิดถึงเหลือเกิน!สุดที่รักของชั้น) นึกว่าวันนี้จะไม่ได้เจอกันซะแล้ว อุตส่าห์ไปหาถึงคอนแวนต์เลยน๊า! แต่พวกแม่ชีสิไม่ให้เข้าไป ก็เลยกะว่าจะมาฝากของขวัญจากปารีสไว้กับManaของเธอไว้ก่อน ไม่นึกเลยว่าคุณแม่นมManaจะรู้ใจ ไปพาเธอมาหาถึงที่นี่ ดีใจจริงๆ!!”
    ชั้นพยายามขัดขืนฝืนตัวสุดฤทธิ์ ขณะที่ดิ้นขลุกขลักๆอยู่ในอ้อมแขนของหมอนั่น ปากก็ด่าฉอดๆ
    “ปล่อยชั้นนะ!Yuna!!เอ๊ะ!บอกให้ปล่อยไง!!แล้วนี่นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันน่ะ??”

    เจ้าผู้ชายตัวสูงใหญ่ท่าทางเว่อร์ๆคนนี้คือ....(ชั้นไม่อยากจะบอกเลยให้ตาย!) Yuna Roma Zerun เจ้าของบรรดาศักดิ์Sir บุตรชายของท่านเคานท์Unato Zerun สหายทางธุรกิจของท่านพ่อชั้นเอง

    และ...หมอนี่น่ะแหล่ะ คือเจ้าคู่หมั้นคนที่ชั้นสุดแสนจะไม่อยากพบหน้า!!
    “หัวใจเรียกร้องให้มาอย่างไรหล่ะจ๊ะ Ma Chérie” อี๊ย์! อย่ามาทำสุ้มเสียงอ่อนหวานชวนอ้วกแบบนั้นนะ!!ขยะแขยง!! “พอบอกเด็กในบ้านว่า ชั้นเป็นคู่หมั้นของLady Cagalli Yura Athha พวกเขาก็เปิดประตูให้แถมต้อนรับขับสู้เสียเป็นอย่างดีเชียวหล่ะ อ้อ!คุณManaครับ ชาคาโมไมล์ที่นี่ หอมอร่อยมากเลยนะครับ ขอชมๆ”

    Manaทำหน้าตาขมึงทึงตอบขณะที่ใช้ร่างอวบท้วมสมบูรณ์เบียด”แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ”ให้ถอยห่างออกจากชั้น
    “ ขอบคุณที่ชมค่ะ ท่านYuna” แม่นมกันชั้นไปอยู่ข้างหลัง แล้วพูดใส่หน้าอีกฝ่ายด้วยเสียงกร้าว ”แต่ดิชั้นเกรงว่า มันคงไม่งามนักที่คุณจะมาเยือนบ้านช่องของสุภาพสตรีในเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูก็ต้องการพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องกลับโรงเรียนแต่เช้าด้วยค่ะ”
    “โอ๊ะโอ๋!แม้แต่คู่หมั้นก็ไม่ได้หรือครับ?”
    ชั้นเหลืออดเลยสวนกลับไปมั่ง
    “คู่ม่งคู่หมั้นบ้าบออะไร!อย่ามาตู่นะ!!”
    “จะว่าไปแล้วก็ถูกค่ะ!เพราะคุณทั้งสองยังไม่ได้หมั้นกันอย่างเป็นทางการเสียหน่อย ยังเป็นสัญญาปากเปล่าของท่านเคานท์Zerunกับนายท่านเท่านั้นนะคะ” พอManaเสริมให้ ชั้นก็ช่วยพยักหน้าหงึกหงักๆตามอย่างเห็นด้วย

    แต่...
    “แหม๊!พูดอะไรอย่างนั้น?” ดวงตาเรียวยาวที่แฝงความชั่วร้ายคู่นั้นที่ชั้นไม่เคยไว้วางใจเลยแต่ไหนแต่ไรจ้องตรงมาพร้อมรอยยิ้มน่ารังเกียจ “วันนี้ยังไม่ได้หมั้น พรุ่งนี้ก็ต้องหมั้น วันนี้ยังไม่ได้แต่ง พรุ่งนี้ก็ต้องแต่งอยู่ดีไม่ใช่เหรอจ๊ะ?”
    ฟังแล้ว ชั้นงี้โกรธจนลมจะออกหู! แต่ขณะที่กำลังจะโต้กลับ คนจากตระกูลZerunก็หยุดชะงักมองไปยังร่างสูงโปร่งในเทร้นต์โค้ตสีกรมท่าที่นิ่งมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ
    “โอ้....แล้วท่านสุภาพบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือ....”
    ชั้นหันไปมองสีหน้าเรียบเฉยของร้อยเอกAthrun Zala เขามิได้มองมาที่ชั้นหากแล้วก็ค้อมศีรษะลงเบาๆเป็นเชิงทักทายชายแปลกหน้า

    “สวัสดีครับ ผมเป็นตำรวจ”
    “โอ้?”
    “บังเอิญผมเห็นว่ามันดึกมากแล้ว และทั้งสองท่านก็เป็นสุภาพสตรี จึงอาสามาส่งครับ” เขาอธิบายด้วยเสียงสุภาพ จนชั้นนึกอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ไม่ต้องไปอ่อนน้อมกับคนอย่างหมอนั่นก็ได้ย่ะ! ชั้นยังหลบอยู่ด้านหลังManaขณะที่แม่นมที่รักสำทับเพิ่ม
    “ใช่ค่ะๆ คุณตำรวจท่านนี้น่ะ คือท่านร้อยเอกAthrun Zala บุตรชายของท่านนายพลZalaชื่อดังคนนั้นค่ะ!”
    Manaaaaa!!ไม่ต้องสาธยายสรรพคุณให้มากเรื่องขนาดนั้นก็ได้นะจ๊ะ!!

    พอได้ยินManaเอ่ยชื่อของเขา คนจากตระกูลZerunก็ทำหน้าแปลกใจ
    “Zala?....อ้อ!” เจ้าคู่หมั้นตัวแสบยกยิ้มที่มุมปากแล้วยื่นมือขวาไปข้างหน้า “Ah!Je suis trés heureux de fair votre connaissance.ยินดีเหลือเกิน ไม่นึกเลยว่าจะได้พบตัวจริง รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆครับผู้กองZala ผม Sir Yuna Roma Zerun”

    Athrunมองมือที่ยื่นมาข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนอีกฝ่ายทำท่านึกขึ้นได้
    “อ้อ!ขอประทานโทษครับ เจ็บแขนขวาอยู่นี่นะ แหม! ผมนี่แย่จริง ถ้างั้น....”
    มันว่าแล้วเปลี่ยนไปยื่นมือซ้ายให้แทน Athrunจึงยื่นมือซ้ายออกไปเพื่อตอบรับการทำความรู้จัก
    “Athrun Zalaครับ ยินดี”

    (เจ้า)SirตระกูลZerunยิ้มรับก่อนถอยออกมา “ต้องขอขอบพระคุณจริงๆนะครับ ที่ช่วยเป็นธุระดูแลคู่หมั้นของผมให้”แล้วจึงปรายตามองมาทางนี้ ชั้นเลยแล่บลิ้นใส่ก่อนหลบเข้าข้างหลังManaวูบ “เจ้าตัวเค้าออกจะแก่นแก้วแสนซนไปหน่อย แต่ผมก็รักของผมนะครับ เป็นคู่หมั้นคนสำคัญทีเดียวเชียวหล่ะ”
    ชั้นเริ่มหันรีหันขวางมองหาอะไรเขวี้ยงหัวหยิกๆของหมอนั่นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆด้วยความเจ็บใจ
    อย่ามาซี้ซั้วพูดนะ!!รักเริกอะไรกัน!!รักสมบัติของชั้นน่ะสิไม่ว่า!!!ชั้นนึกอยากจะอาละวาดเต็มแก่ แต่ก็ถูกManaยื้อยุดเอาไว้

    ไม่งั้นน๊า....ฮึ่ย!!

    “อย่าเกรงใจเลยครับ ไม่ว่าใคร ถ้าเป็นประชาชนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแล้ว ในฐานะตำรวจ ผมก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือโดยเท่าเทียมกันอยู่แล้ว”
    คำที่เขากล่าวตอบออกไปนั้น....กลับทำให้ชั้นต้องเป็นฝ่ายนิ่งอึ้ง
    ...ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน.....

    “เชิญเข้ามาทานน้ำชาร้อนๆข้างในก่อนสิครับ อากาศตอนกลางคืนแบบนี้มันหนาวนัก”
    อีตาคู่หมั้นตัวแสบกล่าวเชื้อเชิญ ทำราวกับนี่เป็นบ้านมันยังงั้นแน่ะ!
    แต่....
    “ต้องขอขอบคุณ แต่จะเป็นการรบกวน ผมเองก็ยังมีงานคั่งค้างอยู่อีกมาก”
    น้ำเสียงและทีท่านั้นสุภาพนัก แต่ก็แฝงไปด้วยความเฉยชา

    ชั้นไม่ชอบเลย...ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้จริงๆ

    “โอ้!น่าเสียดาย ผมยังมีเรื่องอยากคุยด้วยแท้ๆ แต่งานของข้าราชการก็ย่อมสำคัญมากกว่าอยู่แล้ว”
    เมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น เขาก็ค้อมศีรษะลงนิดๆพลางกล่าว
    “เช่นนั้น ผมคงต้องขอตัวกลับเสียที ราตรีสวัสดิ์ครับทุกท่าน”
    ครั้งนี้ ไม่แม้แต่ปรายตามาทางชั้น

    ทำไม....ใจหายแบบนี้?
    “ขอพระเจ้าคุ้มครองคุณค่ะ คุณชายAthrun หากมีสิ่งใดที่Manaคนนี้ช่วยได้ กรุณาบอก อย่าเกรงใจกันเชียวนะคะ”
    “ผมขอรับความปรารถนาดีนี้ไว้ครับ มาดาม”
    “คุณหนูคะ กล่าวลาคุณชายAthrunเสียสิคะ”
    ชั้นได้แต่นิ่งมองเขา....ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา ทั้งๆที่ยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากบอก

    ยังมีเรื่องอีกตั้งเยอะแยะที่อยากจะบอกคุณ

    “....ราตรีสวัสดิ์”
    “...ราตรีสวัสดิ์”
    ชั้นกลั้นใจพึมพำเสียงตอบออกไปเพียงแผ่วเบา แผ่นหลังของคนตัวสูงในชุดเทร้นต์โค้ตสีกรมท่าค่อยๆไกลออกไปจากหน้าบ้านพักที่ชั้นยืนอยู่ Manaรุนหลังให้ชั้นเข้าไปในบ้าน หูแว่วๆได้ยินเสียงManaต่อปากต่อคำอะไรกับเจ้าSirจากตระกูลZerunนั่น แต่ชั้นก็ไม่ได้ใส่ใจจะฟัง

    แบบนี้ดีแล้วเหรอ?
    จะปล่อยให้.....ต้องจากกันไปทั้งๆแบบนี้น่ะเหรอ?

    ไวเท่าความคิด ชั้นสะบัดหลุดจากการเกาะกุมของMana ขณะที่เท้าพาตัวเองวิ่งออกจากประตูไป
    “ค....คุณหนูคะ???”

    ชั้น....ทนความรู้สึกค้างคาใจแบบนี้ไม่ได้!

    “Athrun!”
    ร่างสูงหยุดชะงักอยู่หน้ารถม้าคันเดิมที่ยังจอดรออยู่ ชายโค้ตสีกรมท่าพลิดพลิ้วตามแรงลมของช่วงต้นฤดูร้อนพัดมาบางเบา เขานิ่งงัน และมิได้หันกลับมา

    เหมือนเขาจะจางหายไปกับหมอกสีขาวในราตรีนี้กระนั้น

    “ชะ....ชั้น....ชั้นน่ะ....”
    พูดสิ....
    สิ่งที่อยากจะบอกคุณ....
    แต่ทำไมถึงพูดไม่ออก!!

    “..... ตลกดีนะ” ชั้นเห็นเขาเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้า แล้วถอนใจพลางกล่าว “เราพบเจอกันมาแล้วหลายครั้ง พูดคุยกันมาแล้วก็หลายหน แต่ในวันนี้เพียงวันเดียว ชั้นกลับรู้จักเธอดีกว่าทุกๆครั้ง....”
    น้ำเสียงราบเรียบ.....หากกลับทำให้ใจต้องสั่น

    “Ath....”
    “ยังมีอะไรเกี่ยวกับตัวเธอที่ชั้นยังไม่รู้อีกรึเปล่าหล่ะ?”
    “เลิกประชดประชันแบบนั้นซะทีเถอะ!คุณฟังชั้นมั่งได้มั๊ย!?”
    ชั้นไม่เคยคิดว่าต้องมาขอร้องใครแบบนี้มาก่อน กระนั้น ก็ต้องผงะไปเมื่อเขาหันขวับมาเผชิญหน้าพร้อมเสียงกร้าว
    “ถ้าอย่างนั้น ก็พูดออกมาสิ!!!”

    ในความมืดนั้น ชั้นกลับมองเห็นคำถามและความโกรธวาวโรจน์อยู่ในดวงตาสีมรกตคู่นั้นชัดเจนนัก
    “ชะ.....ชั้น.....ชั้นก็แค่.....”
    โธ่....ทำไมถึงพูดไม่ออก?
    แค่บอกออกไปว่า ที่ทำไปทั้งหมด ไม่ได้อยากจะโกหกใคร
    แต่ว่านี่ไงหล่ะ....สิ่งที่ชั้นนึกกลัวเสมอ ตั้งแต่ได้รู้จักกับคุณ....
    ถ้าคุณรู้ความจริงทุกอย่าง มันจะเป็นแบบนี้ใช่มั๊ย? คุณจะเปลี่ยนไปใช่มั๊ย?

    “....ช่างมันเถอะ....” เขาเบือนหน้าไปทางอื่น ชั้นได้ยินเสียงห้าวนั้นกล่าวแผ่วเบา “มาบอกตอนนี้ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่แล้ว”
    ชั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา มันตื้อๆไปหมดแล้วจึงรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่เอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตา

    ดวงตาสีมรกตที่จ้องมองมาที่ชั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
    “Good night….and Good bye, My Lady!”
    เสียงห้าวกล่าวสั้นๆ ก่อนที่หันกลับไป

    และครั้งนี้....คงไม่หันกลับมาอีก....

    ชั้นยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปล่อยให้น้ำตาอุ่นๆร่วงลงพื้นเงียบๆ ในห้วงความคิดนั้นสับสัน ปวดร้าวไม่แพ้กัน

    “Ma Cherie มายืนทำอะไรตรงนี้จ๊ะ? ดูสิตัวเย็นไปหมดแล้ว มาเถอะ เข้าบ้านกันเถอะนะ”
    “...ชั้น....”
    “หือ....?”
    ผั่วะ!!!!
    “โอ๊ย!!!อู๊ยยย!!!!”
    หลังจากเตะแข้งอีกฝ่ายเข้าเต็มแรง ชั้นก็สลัดตัวออกจากการเกาะกุม ก่อนแผดเสียงใส่หน้าเจ้าคู่หมั้นตัวแสบอย่างเหลืออด น้ำตาเจ้ากรรมสิกลับร่วงเอาๆ
    “ไปให้พ้นหน้าชั้น!!ทุกอย่างมันก็เป็นเพราะนายนั่นแหล่ะ!!!”

    ชั้นวิ่งกลับเข้าบ้านสุดฝีเท้า ไม่สนใจเสียงร้องเรียกไล่หลังของใครอีก
    “อ๊ะ!รอก่อนสิ Ma Cherie!!อู๊ยยย”
    พอเข้าประตูได้ชั้นก็ปิดประตูโครม!! Manaที่ยืนรอชั้นอยู่มองมาที่ชั้นอย่างงุนงน
    “คุณหนูคะ?”

    “ไปปิดประตูลงกลอนล็อคให้หมด อย่าให้ใครหน้าไหนเข้ามาทั้งนั้น!! ถ้าใครฝ่าฝืนคำสั่ง ชั้นจะไล่ออกให้หมด คอยดู!!” พอชั้นตวาดสั่ง พวกเด็กรับใช้ในบ้านManaก็พากันกลัวลนลานรีบไปทำตามคำสั่งทันที

    ถ้าน้ำตาบ้าๆนี่มันหยุดได้ง่ายๆก็คงดี แต่ยิ่งเช็ดออกมันก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด
    “ร้องไห้ทำไมคะ? ทูนหัว บอกManaสิคะ”
    ชั้นไม่ตอบ มันพูดอะไรไม่ออก ในหัวชั้นนึกออกแต่ภาพดวงตาสีมรกตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดคู่นั้น
    “คุณหนูคะ!”
    แม้ในตอนนี้ Manaจะร้องเรียกไว้ แต่ชั้นก็หมดความอดทนที่จะอยู่พบหน้าใครทั้งนั้น ได้แต่วิ่งขึ้นชั้นสองเข้าห้องปิดประตูขังตัวเองเอาไว้คนเดียว

    “คุณหนูคะ!!”ได้ยินเสียงManaทุบประตูเรียกซ้ำๆ “เป็นอะไรไปคะ?ใครทำให้ร้องไห้คะคุณหนู??”
    หมอนที่ใช้ซุกหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา ชั้นพยายามจะกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองเอาไว้ แต่ยิ่งฝืนก็ยิ่งเจ็บอยู่ข้างในอก

    เจ็บปวดที่....ยังมีเรื่องที่อยากพูดให้เขาเข้าใจอยู่อีกมากมายนัก แต่...มันก็อย่างที่เขาพูดนั่นแหล่ะ...
    มันจะมีประโยชน์อะไรอีก....
    ######################################

    ครึ่กๆ....ครึ่กๆ....
    ในความเงียบของรถม้าคันเดิม ผมได้แต่คิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันนี้
    ไม่สิ....จริงๆแล้ว เรื่องราวตั้งแต่ได้พบกับ....เด็กคนนั้น

    เด็กผู้ชาย.....  เด็กผู้หญิง
    แม่นม....
    คอนแวนต์....
    .....คู่หมั้น.....

    ครึ่ก!! โป๊ก!
    “ขอประทานโทษครับผู้กอง!! มันมืดน่ะ ผมมองไม่เห็นฟุตบาทเลยกะพลาดไปหน่อย ไม่เป็นไรนะครับ?”
    ผมได้ยินเสียงสารถีตะโกนบอกหลังจากที่หัวตัวเองโขกเข้ากับบานหน้าต่างรถม้าเต็มแรง เล่นเอามึน และในที่สุดผมก็พิงศีรษะกับขอบหน้าต่างบานเดิมอย่างหมดแรง

    “....เจ็บชะมัด” ปากมันพึมพำออกไปโดยไม่รู้ตัว
    ไม่ได้เจ็บหัว
    แล้วก็ไม่ได้เจ็บแผลที่ถูกยิงด้วย

    ....เจ็บ.....
    ###########################################
  8. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Phase 16 : Bad day seminar

    แปลกจังเลย....
    ทั้งๆที่ก็เหมือนวันทั่วๆไป แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ลุกขึ้นจากที่นอนเช้ากว่าทุกวัน และใช้เวลาในการเลือกเครื่องแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน สีชุดที่เลือก หรือเครื่องประดับศีรษะที่ต้องใช้ก็อยากให้เข้าชุดกัน

    คุณพ่อคะ มันแปลกรึเปล่าที่ลูกรู้สึกว่าวันนี้ช่างพิเศษ? ทั้งๆที่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ในช่วงบ่ายนี้ “พ่อคนแก่เรียน”คนนั้นชวนให้ไปงานสัมนาของภาควิชาปรัชญาการเมืองที่เขารับผิดชอบสอนอยู่จัดขึ้นเท่านั้นเอง แล้วก็...ยังจะเชิญลูกไปรับประทานค่ำที่คฤหาสน์ของเขาด้วย
    ในฐานะ....สหายนะคะ
    ดิชั้นอมยิ้มให้ตัวเองอย่างรู้สึกอบอุ่นในใจ เพื่อนเหรอ....? ชั้นมักจะรู้สึกยินดีทุกครั้งที่รู้ว่ามี”เพื่อน”ที่ไว้วางใจได้เพิ่มขึ้นมาอีกคน ไม่ว่าจะเป็นมิตรใหม่อย่างสาวน้อยจอมแก่นที่ชื่อCagalli Yura Athhaคนนั้น หรือจะเป็นคุณผู้กองคนเก่งแห่งหน่วยสก็อตแลนด์ยาร์ด Athrun Zalaที่รู้จักกันมาได้เกือบปีแล้ว
    พูดถึงAthrun เมื่อคืนวาน ตอนที่นั่งรถม้ากลับมากับKira อาจารย์หนุ่มเปรยๆให้ดิชั้นฟังว่า ไม่ได้พบกับสหายแต่ครั้งวัยเยาว์มานานแล้ว เนื่องจากอีกฝ่ายมีภารกิจต้องทำมากมาย

    ดิชั้นเงยหน้าดูนาฬิกาบอกเวลาแล้วมองไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะอย่างชั่งใจ จะเป็นไรมั๊ยนะ?ถ้าดิชั้นจะลองโทรฯไปรบกวนเขาดู
    ###########################################

    กริ๊งงงง.......กริ๊งงงงง.......
    กริ๊งงงงง........กริ๊งงงงงงง.....

    หนวกหูชะมัด....
    ผมขมวดคิ้วยุ่ง รำคาญไอ้เสียงโทรศัพท์บ้านี่เต็มทน เจ้าสิ่งประดิษฐ์นี่มักจะแผดเสียงร้องก่อกวนในเวลาที่คนต้องการความสงบสุขเสียจริง!
    คนยิ่งเหนื่อยๆอยู่....ไม่มีอารมณ์จะเสวนากับใครทั้งนั้นแหล่ะ

    กริ๊งงงง.....กริ๊งงงง.....
    โธ่เว้ย!
    ในที่สุดผมก็ยอมแพ้ ยื่นมือออกไปนอกผ้าห่มเพื่อควานหาเจ้าเครื่องจอมก่อกวนอย่างสะเปะสะปะ พอคลำไปเจอหูโทรศัพท์ผมก็ยกมันขึ้น และลากมาแนบหน้า ก่อนงึมงำกรอกเสียงลงไป

    “ฮัลโหล....”
    เสียงร้อนรนของเจ้าหมวดหนุ่มรุ่นน้องดังมาตามสาย ผมเลยตอบไปส่งเดชว่า
    “หมวดAsukaเหรอ?....เออ....วันนี้ชั้นหนื่อยน่ะ ฝากบอกสารวัตรJulesด้วยแล้วกันว่าชั้นลาป่วย เท่านี้นะ หวัดดี”
    พูดจบเท่านั้นแหล่ะ ผมไม่รอให้อีกฝ่ายถามอะไรต่อก็ชิงวางหูก่อน
    เท่านี้ความสงบสุขของมนุษยชาติก็ได้กลับคืนมา ง่ายจะตาย ผมคว่ำหน้าซุกหมอน กะว่าจะหลับต่อให้สนิทหลังจากที่เมื่อคืน....ต้องต่อสู้กับอาการกระสับกระส่ายนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนมาแล้ว

    ถ้าหลับซะ...ก็คงลืมเรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้นได้

    กริ๊งงงง......กริ๊งงงงง......
    กริ๊งงง.....กริ๊งงงงง......
    เฮ้อ.....!อะไรกันนักกันหนา??

    “ฮัลโหล หมวดAsukaเรอะ?” หมอนั่นทำเสียงร้อนรนวิตกจริตมาตามสาย ผมเริ่มหายงัวเงีย และมีอารมณ์กรุ่นๆขึ้นมาแทนที่แล้วสิ “บอกแล้วไงว่าวันนี้ลาป่วย ถ้าสารวัตรด่าอะไรมา นายก็รับหน้าแทนชั้นไปก่อนแล้วกัน เท่านี้นะ หวัดดี”

    สายถูกวางลงอีกครั้ง คราวนี้ผมมุดตัวคลุมโปงเข้าไปใต้ผ้าห่ม เอาหล่ะ หลับๆๆ หลับซี่

    กริ๊งงงง...... กริ๊งงงงง.....
    ปึ้ด!
    ชักจะ....ฟิวส์ขาดแล้วจริงๆ มันจะอะไรกันนักกันหนา!! เอ้า! ได้!!!จะเอางั้นใช่มั๊ย? ผมเลิกผ้าห่มออกแล้วลุกพรวดขึ้นคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนตวาดเสียงใส่ลั่น
    “ชั้นบอกว่าวันนี้ลาป่วยไง!!ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไงหา!? หมวดAsuka!!!”
    แต่เสียงที่ตอบรับครั้งนี้กลับกลายเป็นเสียงหวานใสที่คุ้นหูมาแทนที่
    “อุ๊ย!Athrun ดิชั้นเองค่ะ”

    ผมตาสว่างขึ้นมาในบัดดลที่ได้ยินเสียงนั้นมาตามสาย
    “Lacus!”
    “ตายจริง วันนี้ลาป่วยเหรอคะ? นี่ดิชั้นโทรศัพท์มารบกวนแท้ๆเชียว ขออภัยด้วยนะคะ”
    “ไม่ครับๆ ไม่เลย!ผมเพียงแต่เหนื่อยๆกับงานก็เลยลาหยุดเท่านั้นเอง” ผมลุกขึ้นนั่งกับเตียงพลางลากโทรศัพท์จากโต๊ะหัวเตียงมา ลืมไปเลยว่ายังเปลือยท่อนบนอยู่ มิน่า ทำไมหนาว ผมคิดพลางดึงผ้าห่มมาคลุมตัวและพยายามทำเสียงให้สดชื่นที่สุด
    “ดีใจจริงๆที่ได้ยินเสียงคุณ เพียงแค่นี้ ผมก็หายเหนื่อยแล้วหล่ะครับ”
    “อะไรกันคะ?อย่ามาปากหวานไปหน่อยเลย”หล่อนหัวเราะคิกคัก

    นี่สิ...เสียงหัวเราะที่ทำให้เราสบายใจ ผมบอกตัวเองแบบนั้น เริ่มจะยิ้มออกบ้างหลังจากที่จมอยู่กับอารมณ์หดหู่มาตลอดทั้งคืน
    “มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?”
    “จะรบกวนมั๊ยคะ? คุณอุตส่าห์ลาหยุดทั้งที”
    “วันนี้ทั้งวัน ผมยกให้คุณได้เลยครับ”

    ผมตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด ถ้าเพื่อผู้หญิงคนนี้แล้ว ให้บุกน้ำลุยไฟที่ไหน ผมก็ทำได้
    ใช่....ใช่....มัน”ต้อง”เป็นแบบนั้นสิ...ใช่....
    #################################

    “ตายจริง!Athrun!!ไปโดนอะไรมาคะนั่น??”
    ดิชั้นตกใจมากจริงๆเมื่อคุณผู้กองคนเก่งมาพบที่โรงละครตามนัดหมายพร้อมกับบาดแผลที่แขนขวาซึ่งสวมผ้าคล้องไว้ แม้เขาจะสวมเสื้อเทร้นต์โค้ตคลุมทับไว้ก็เถอะ

    “ก็....นิดหน่อยครับ”
    “นิดหน่อยเหรอคะ??” ดิชั้นร้องเสียงหลงขณะที่เข้าไปดูบาดแผลที่เขนเขาใกล้ๆ อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ยังโทรศัพท์เรียกเขาออกมา “ดิชั้นนี่แย่เหลือเกิน นี่ถ้ารู้ซักนิดว่าคุณบาดเจ็บแบบนี้ ก็คงไม่....”
    “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ แผลแค่นี้ ไกลหัวใจจะตายไป เทียบกับความรู้สึกที่อยากพบคุณไม่ได้หรอก”

    เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม แต่วันนี้ แม้เขาจะยิ้ม....น่าแปลกนัก ที่ดิชั้นกลับมองเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าในดวงตาคู่นั้น หากยังมิทันที่จะกล่าวว่ากระไรต่อ เขาก็เสไปทักทายStellarที่ยืนแอบอยู่ข้างหลังดิชั้น แม่หนูน้อยมีสีหน้าวิตกกังวล Athrunจึงพูดทักทายอย่างรู้ทัน
    “หมวดAsukaเองก็เจ็บตัวมาเหมือนกัน”
    คำกล่าวนั้นทำให้แกสะดุ้งเฮือก ดวงตาสีลูกหว้าเต็มไปด้วยคำถามและความห่วงใย Athrunยิ้มและวางมือลงบนกลุ่มผมสีทองของสาวน้อยชาวยิวเบาๆ
    “แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ถูกยิงที่มือกระสุนถากไปนิดเดียว เอาไว้...เย็นวันนี้ชั้นจะมารับเธอไปเยี่ยมหมวดดีมั๊ย?หมอนั่นต้องดีใจแน่ๆ”
    ดวงตาคู่งามของแม่หนูน้อยจึงแจ่มจรัสขึ้น “ขอบคุณค่ะ ผู้กองZala”

    แล้วร้อยเอกคนเก่งจึงหันมากล่าวกับดิชั้น “มาเถอะครับLacus ป่านนี้เจ้านั่นคงกำลังยุ่งกับการเตรียมงานอยู่แน่ๆ ผมได้ข่าวมาว่าพวกนักการเมืองฝ่ายค้านตอบรับการแสดงทัศนะทางวิชาการครั้งนี้มากทีเดียว ถ้าไปช้า คงอดได้ที่นั่งชมดีๆแน่”
    “ค่ะ Athrun” ดิชั้นรับคำขณะที่ลอบมองไปที่บาดแผลของเขา อยากจะถามถึงสาเหตุของการบาดเจ็บครั้งนี้ แต่ก็เกรงใจ

    สรุปว่าจนแล้วจนรอด ดิชั้นก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเช่นนั้น
    ##################################

    ที่Hyde Park สวนสาธารณะใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งตามปรกติแล้วนั้น สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองทุกเพศทุกวัย ด้วยบรรยากาศกว้างใหญ่ร่มรื่นด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขางามสง่าไปทั่ว สวนไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันส่งกลิ่นหอมจรุงใจโดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิที่ฝนทิ้งช่วงไปเช่นนี้ด้วยแล้ว
    ผมและอาจารย์ในภาควิชาปรัชญาการเมืองของทางมหาวิทยาลัยกำลังยุ่งกับการจัดเตรียมงาน และเอกสารที่จะใช้แจกประกอบการสัมนา โดยมีพวกนักศึกษาต่างสถาบัน นักการเมืองและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจกับปัญหาการบ้านการเมืองพร้อมใจมาร่วมอภิปรายอย่างคับคั่ง อาจเพราะไม่มีการจัดอภิปรายในลักษณะที่ให้ประชาชนภายนอกได้มีส่วนร่วมในทำนองนี้มานานแล้วก็ได้

    พวกนักศึกษาในคณะของผมหลายคนมารวมกันที่งานอภิปรายครั้งนี้พร้อมหน้า โดยเฉพาะพวกหัวกะทิ
    แต่ผมยังไม่เห็นเงาของMr. Ssigh Argyle นักศึกษาชั้นนำอีกคนหนึ่งที่ผมเคยสอน

    “ผมเรียกเจ้านั่นออกมาแล้วครับอาจารย์ แต่เจ้าตัวช่วงนี้....”
    “ทำไมรึ?” ผมถามMr.Tolle Kheonikผู้เป็นสหายสนิทของคุณArgyleอีกคน เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวังกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้าแล้วกระซิบ
    “ได้ยินมาว่า ความสัมพันธ์กับLady Fllay Allsterในช่วงนี้จะไม่ค่อยราบรื่นน่ะครับ”

    ผมได้ฟังแล้วอดแปลกใจไม่ได้ เพราะเรื่องรักๆใคร่ๆหวานแหววของทั้งคู่นั้นเพิ่งจะเป็นเรื่องเป็นราวลงหน้าหนังสือพิมพ์สังคมอยู่ไม่เท่าไหร่นี่นา
    “หือ?”
    “หมอนั่นกำลังอยู่ในช่วงHurtจัดน่ะครับอาจารย์ ที่หายหน้าหายตาไปนี่ก็เพราะไม่มีกะใจจะร่ำเรียนใดๆเลย ใครว่าก็ไม่ฟัง ขนาดผมกับKuzzyพูดให้ฟัง ก็ยังถูกตะเพิดออกมา”

    ปานนั้นเชียวรึ?
    “ถึงจะเคยฝากไปขู่ว่า ถ้าไม่เข้าเรียนจะให้เขาตกวิชาที่ผมสอนก็ตามน่ะรึ?”
    “ถ้าฟังก็ดีน่ะสิครับ” Mr.Khoenikถอนใจเฮือกใหญ่ ผมพอดูออกว่าเขาห่วงใยสหายรักไม่น้อย “ผมล่ะกลัวว่าเจ้านั่นจะลุ่มหลงผู้หญิงมากจนทำให้การเรียนเสียหาย การเอาอนาคตไปผูกติดกับสตรีคนเดียวนี่ ผมว่าไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย”

    ผมฟังแล้วยิ้มก่อนพูดอย่างรู้ทันเจ้าลูกศิษย์หนุ่มน้อย
    “ว่าโน่นว่านี่เขา แล้วสาวน้อยคู่หมั้นของคุณหล่ะ?”
    ถูกพูดแทงใจดำเท่านั้น เขาก็สำลักชาร้อนในแก้วกระดาษที่กำลังยกขึ้นดื่มพรวด ใบหน้านั้นแดงจัดไปถึงใบหูขณะที่เจ้าตัวเอาเสียงดังเข้าสู้
    “พะ....พูดถึงอะไรน่ะครับอาจารย์!!”
    “น่ารักดีนะ เด็กสาวที่ชื่อMiss Milliaria Halwน่ะ คุณอุตส่าห์โดดเรียนไปรับหล่อนจากคอนแวนต์เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันในวันเกิดกันสองคน
    ท่านพ่อท่านแม่ของทั้งคู่มิปลื้มใจแย่แล้วรึ?”
    ผมชักสนุกที่ได้แหย่ลูกศิษย์เล่น พวกนักศึกษาคนอื่นๆที่เป็นเพื่อนกับคุณKhoenikหันมาสนใจกันใหญ่ ยิ่งเขาทำท่าเขินอายจนปิดไม่มิดเช่นนั้น สหายรุ่นเดียวกันคนอื่นๆได้ทีก็พากันรุ่มแซวไม่เลิก

    ผมหัวเราะสนุกสนานไปกับพวกเขาด้วย คงเพราะวัยของผมและเหล่าลูกศิษย์ไม่ต่างกันนัก พวกเราจึงเหมือนสหายกันมากกว่าอาจารย์กับลูกศิษย์ผมคิดเช่นนั้น
    เรื่องนี้....เคยเกิดขึ้นในความรู้สึกของผมสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาวิชาการเมืองการปกครองที่ปารีส
    อาจารย์ที่เป็นทั้งพี่ชาย ทั้งครู และผู้ชี้แนะแนวความคิด
    ผู้ที่จากไปนานแล้วคนนั้น

    ผมยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา แขกของงานคนสำคัญอย่างนักวิชาการต่างสถาบันและนักการเมืองที่ทางภาควิชาส่งบัตรเชิญให้มาร่วมงานต่างทยอยกันมา แต่แขกคนที่ผมคาดหวังว่าจะพบ กลับยังไม่เห็นแม้เงา

    แต่แล้วขณะที่กำลังชะเง้อมองไปรอบๆ กลับได้ยินเสียงทักทายของสตรีผู้หนึ่งดังทักทายขึ้น
    “วันนี้อากาศดี เหมาะแก่การกล่าวปราศรัยเสียจริงนะจ๊ะ”
    ภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสที่ไพเราะหูนั่น....ทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง และใบหน้าเจ้าของเสียงก็ทำให้ผมต้องร้องออกมาด้วยความรู้สึกดีใจท่วมท้น
    “คุณMurrue!!”

    ผมอุทานชื่อของหล่อนออกมา สุภาพสตรีผู้ยังคงสง่างามในวัย30ปีเศษ ร่างสูงโปร่งในชุดกระโปรงผ้าไหมยาวกรอมพื้นสีเทาขลิบลูกไม้สีดำที่แขนเสื้อและรอบอก เรือนผมสีน้ำตาลอมแดงเป็นคลื่นขมวดมุ่นสูงใต้เครื่องประดับศีรษะเข้ากับชุดที่สวม หล่อนลดร่มลูกไม้ลงขณะส่งยิ้มอ่อนโยนมายังผม
    “ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีนะ Kira”
    “ดีที่สุดครับ ยินดีจริงที่ได้พบคุณในวันนี้ มาลอนดอนตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ ไม่เห็นส่งข่าวให้ผมทราบเลย”
    ผมก้าวเข้าไปหาหล่อนอย่างรวดเร็ว Madam Murrue Ramius Fllagaหัวเราะขณะอธิบาย
    “เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เองจ้ะ ชั้นต้องมาทำธุระแทนผู้หลักผู้ใหญ่ของตระกูลน่ะ เผอิญพวกเพื่อนๆเล่าให้ฟังว่ามีลูกศิษย์ของMwuคนนึงได้เป็นอาจารย์สอนปรัชญาการเมืองเหมือนเขา
    และกำลังจะจัดอภิปรายเชิงสัมนาที่Hyde Parkนี่ ชั้นก็เอะใจอยู่ว่าจะเป็นเธอหรือไม่ แล้วก็ใช่จริงๆ”
    “ครับ” ผมรับคำ ขณะที่เหลือบมองพวกตัวป่วนที่มองตรงมายังผมและคู่สนทนาแสนสวยด้วยสายตาสนใจใคร่รู้แล้วจึงหันไปดุ “อย่าเสียมารยาทจ้องมองสุภาพสตรีอย่างนั้นสิ! ขอประทานโทษนะครับคุณMurrue พวกลูกศิษย์ของผมเอง”

    “สวัสดีค่ะ นักศึกษา” หล่อนโปรยยิ้มทักทายพวกเด็กหนุ่มอย่างเป็นกันเอง เหมือนสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาไม่มีผิด “ดิชั้นเป็นภริยาของอาจารย์ที่เคยสอนMr.Yamatoน่ะค่ะ”
    “ค...ครับ Madam!!”
    ผมลอบมองหล่อนอย่างชื่นชม มาดามผู้นี้แหล่ะครับ คือภริยาม่ายของศาสตราจารย์Mwu La Fllaga อาจารย์ที่ผมให้ความเคารพนับถือในสมัยเรียนที่ปารีส

    เป็นสตรีที่ทั้งสวย สง่างาม และมีสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวอย่างยิ่ง

    “คุณสบายดีเช่นกันนะครับ?”
    ผมพา”เพื่อนเก่า”ปลีกออกจากบริเวณการจัดงานแล้วจึงเริ่มบทสนทนา
    “ดีจ้ะ ดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ชั้นกำลังรวบรวมผลงานของสามีเป็นรูปเล่มอยู่น่ะ ทั้งที่เป็นผลงานทางวิชาการของเขา บทวิเคราะห์ บทประพันธ์” หล่อนอธิบายด้วยสีหน้าที่ดูมีความสุข “ดีว่าพวกเพื่อนๆที่ปารีสคอยช่วยเหลือในเรื่องนี้มาตลอด เรื่องมรดกก็ไม่มีอะไรมาก เราไม่มีลูกด้วยกันอย่างที่เธอรู้ ท่านพ่อท่านแม่ของMwuก็เสียไปหมดแล้ว ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนอกจากบ้านและพวกผลงานของเขาจึงตกอยู่ในการดูแลของชั้นทั้งหมด”

    ก่อนกล่าวติดตลก
    “ตอนนี้ ชั้นเลยต้องวุ่นๆอยู่แต่กับการคิดว่าจะทำยังไงกับพวกงานเขียนสารพัดของเขาดี เพราะตัวเองจะเอาแต่พึ่งเงินมรดกของสามีไม่ได้ ก็เลยคิดว่า งานชิ้นไหนพอจะเป็นประโยชน์ ชั้นก็จะรวบรวมแล้วจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไป”

    เมื่อได้ฟังทัศนะจากหล่อนแล้ว ผมก็อดที่จะนึกชื่นชมความเข้มแข็งนั้นไม่ได้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลา 1 ปีที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปนั้น...

    “ผลงานทางวิชาการของศาสตราจารย์Fllagaจะต้องกลายเป็นวรรณกรรมชั้นเยี่ยมในอนาคตแน่นอนค่ะ มาดาม”
    .ในตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงหวานใสที่รอคอย และเมื่อหันไปตามเสียงนั้นก็พบเธอคนนั้น Lacus Clyneอยู่ในชุดกระโปรงยาวกรอมพื้นตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีไลแล็คปักมุกสีครีม ตกแต่งลูกไม้ละเอียดสีขาวสะอาด หล่อนลดร่มกันแดดลงเผยให้เห็นดวงหน้าสดใสกว่าทุกวัน เรือนผมสีPink blondยาวสลวยเป็นคลื่นรวบไว้ครึ่งศีรษะประดับด้วยแฮร์เดรสเซอร์ทำจากเงินสลักเสลาประดับพลอยเม็ดเล็กๆสีกุหลาบ

    ผมไม่ทันได้กล่าวทักทายหล่อนเพราะมัวแต่ตกตะลึงกับ....ภาพตรงหน้า
    ซึ่งทำให้ผมต้องนึกถึง ครั้งที่ได้พบกับหล่อนเป็นครั้งแรก ในอุทยานของโรงแรมคืนนั้น

    กลิ่นหอมพลิ้วผ่านมาตามสายลม ผมได้ยินเสียงการทักทายอย่างสนิทสนมของสองหญิงสาว
    “ตายจริง!คุณหนูLacus ดิชั้นกำลังคิดว่าจะไปพบคุณที่Rosettaพอดีเชียว”
    “สวัสดียามบ่ายค่ะ มาดาม ยินดีเหลือเกินที่ได้พบคุณ นึกไม่ถึงว่า อาจารย์Yamatoจะรู้จักกับคุณมาก่อน โลกมันกลมเสียจริงนะคะ”
    มาดามFllagaมองมายังผมที่มีอาการเหมือนเพิ่งได้สติตื่นจากโลกแห่งความฝัน
    “Kiraรู้จักกับคุณหนูLacusเหรอจ๊ะ??”
    “อะ...เอ้อ....”
    “อาจารย์Yamatoสอนหนังสือให้Stellarอยู่น่ะค่ะตอนนี้” เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงแห่งมหานครกล่าวอธิบาย ดูเหมือนทั้งสองจะรู้จักกันมานานแล้วเสียด้วย แล้วท่าจะรู้จักกันดีเสียด้วยสิ

    ไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

    “Stellar? เด็กผมทองคนนั้นน่ะหรือคะ?”
    แล้วหล่อนจึงมองมาทางผม ดวงตาฉายความแปลกใจในครั้งแรก แล้วกลับอมยิ้ม
    “ดิชั้นนึกแล้วเชียว....ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ...”
    ผมจึงได้แต่ยิ้มเก้อๆ แล้วเสมองไปทางอื่นได้ยินเสียงใสๆสนทนากับมาดามชาวฝรั่งเศสแสนสวยต่อ
    “ถ้าเป็นเรื่องการพิมพ์หนังสือ ทำไมไม่ลองพูดคุยกับMr.Walfeldดูหล่ะคะ? ผู้กว้างขวางเช่นเขาย่อมจะรู้จักผู้คนในแวดวงการพิมพ์ดีเป็นแน่ค่ะ”
    “แหม...ดิชั้นเกรงใจน่ะค่ะ งานของท่านผู้นั้นก็มีออกล้นเหลือ”
    “เชื่อสิคะว่า เขาต้องยินดีให้ความช่วยเหลือมาดามแน่ๆเชียวค่ะ”

    เอ๊ะ? ชักจะฟังดูแปลกๆ
    ผมแอบมองสองสาวที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงสังเกตเห็นรอยสีกุหลาบจางๆบนใบหน้าของมาดามFllagaยามกล่าวถึงบุรุษผู้เป็นเจ้าของโรงละครดังกล่าว
    “มาดามให้ความสนิทสนมกับชาวคณะละครดีน่ะค่ะ เพราะเธอเป็นสหายรักของคุณWalfledน่ะค่ะ”
    Lacusหันมาอธิบายด้วยสีหน้าสดชื่น ผมสะดุ้งเบาๆตอนที่หล่อนหันมา ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสติพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองทำอะไรป้ำๆเป๋อต่อหน้าเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงคนนี้มากน้อยแค่ไหนยามจ้องมองรอยยิ้มหวานๆนั่น

    ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ที่คิดว่า...หล่อนในวันนี้...งดงามขึ้น? ทั้งดวงตากลมโตสดใส รอยยิ้มที่ริมฝีปากสีชมพูกุหลาบ แก้มนวลเนียนอมเลือดฝาดเปล่งปลั่ง คิ้ว คาง....ลงตัวไปหมด

    “คุณหนูล่ะก็ สหายรักอะไรกันคะ?? กล่าวเช่นนั้นไม่ยุติธรรมกับMr.Walfeldเลย ดิชั้นเพิ่งจะรู้จักกับท่านผู้นั้นได้ไม่เท่าไหร่เอง ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นสหายรักกันหรอกค่ะ”
    ม่ายสาวร้องขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายหัวเราะคิกคักๆเหมือนนางฟ้าทิงเกอร์เบลแสนซนยามได้แกล้งคนอื่น ก่อนจะหันมาทางผมอีกครั้ง
    “ดูKiraทำหน้าทำตาเข้าสิคะ งงไปเลยเชียว” แล้วจึงได้ยินน้ำเสียงใสๆกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้ตอนเดินทางไปจัดการเรื่องธุรกิจที่ปารีส คุณWalfeldเธอได้มีโอกาสพบกับมาดามFllagaเข้าน่ะค่ะ จึงได้คบหาเป็นสหายกันเรื่อยมา”
    “คุณหนูLacusหล่ะก็!!”
    “คงเพราะรสนิยมที่ตรงกันน่ะค่ะ ต่างก็ชื่นชมในงานศิลปะการดนตรีและการแสดงเหมือนกัน ทีนี้อยู่กันห่างไกลใช่มั๊ยคะ? แต่ก็ยังติดต่อหากันผ่านทางจดหมายค่ะ แหม บริการไปรษณีย์ยุคใหม่นี่ดีจริงนะคะ”
    “คุณหนูคะ ขอเถอะ!”

    ผมนิ่งดูการสนทนาของสองสาวที่ดูเหมือนจะกลายเป็นการแกล้งผู้สูงวัยกว่าจากสาวน้อยผมสีชมพูไปฝ่ายเดียวเสียแล้ว จึงเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวความสัมพันธ์ของมาดามม่ายและเจ้าของโรงละครRosettaร่างใหญ่ผู้นั้นได้คร่าวๆ
    อดที่จะบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่า โลกมันกลมจริงๆ อย่างที่หล่อนว่านั่นแหล่ะ

    และโลกก็กลมมากพอที่จะทำให้ภรรยาม่ายของอาจารย์ผู้ล่วงลับได้พบกับคนดีๆอย่างMr.Walfeldด้วยสิ
    “เป็นเรื่องดีออกนะครับมาดาม ดีจริงๆ”
    ผมเผลอหลุดปากพูดออกไป มาดามแสนสวยที่กำลังเขินเสียจนดวงหน้างดงามแดงจัดจึงหยุดมองมาที่ผม รอยยิ้มจางๆที่ริมฝีปากบอกให้รู้ว่า สิ่งที่สันนิษฐานไว้นั้นไม่ผิดเสียนิด

    “จ้ะ....นั่นสินะ”

    ผมนึกย้อนไปถึงวันที่....ต้องสูญเสียบุคคลที่ตนเคารพรักเหมือนพ่อ เหมือนพี่ชายผู้นั้น....หน้าห้องพักฟื้นผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ชานกรุงปารีส นักศึกษาหลายคน...รวมทั้งผมด้วย เสื้อผ้าเนื้อตัวต่างเลอะคราบโคลนคราบเลือดจากการปะทะกับกองกำลังของภาครัฐ พวกเรากอดคอกันร้องไห้โฮเหมือนเด็กเล็กๆอย่างไม่อายใครเมื่อหมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยสีหน้าสิ้นหวัง มีเพียงสตรีในชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวครีมเปื้อนทั้งรอยดินและเลือดรวมกันที่ยังยืนอยู่ด้านหน้าประตูเพียงผู้เดียว

    หล่อนปล่อยให้น้ำตาไหลไปเงียบๆ ไม่คร่ำครวญ ก่นด่า หรือร้องขอความเห็นใจจากผู้ใดทั้งสิ้น

    ดวงหน้านั้น ผมยังจำได้ติดตา

    ผมกับคุณMurrueมิได้สนทนากันมากนัก เนื่องจากหล่อนมากับสหายอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งล้วนแต่เป็นพวกนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการเมืองการปกครอง ผมจำบางท่านได้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในปารีสเหมือนกับศาสตราจารย์Fllaga มาดามขอตัวกลับไปสมทบกับบรรดาสหายก่อน และสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาพบและพูดคุยกันอีกเมื่อการสัมนาเชิงวิชาการยุติลง
    “พวกเขาอยากพบเธอน่ะ ก็เพื่อนๆของMwuทั้งนั้นหล่ะจ้ะ”
    ได้ฟังเท่านั้น ผมก็ต้องร้องเสียงหลง ไม่รู้ว่าเสียงดังแค่ไหนหล่ะ แต่มันก็ดังพอจะทำให้สาวน้อยร่างบอบบางในชุดสีไลแล็คต้องสะดุ้งตาม
    “เอ๋??”
    มาดามFllagaหัวเราะคิกคักอย่างนึกสนุก ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ฟังคำทักท้วงจากผมเลย
    “มะ...มาดามครับ!!!”

    ผมได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างเพลียใจ
    “ให้ตายสิ ไม่เปลี่ยนเลยน๊า”
    “Kiraดูจะรู้จักมาดามFllagaดีนะคะ” เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงที่ขยับเข้ามายืนเคียงข้างผมเอียงคอถามยิ้มๆ ยากนักที่จะตีความนัยที่ดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้น
    “.….”
    ผมมองตามร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีเทาเงินที่ค่อยๆเดินห่างออกไปเพื่อรวมกลุ่มสนทนากับสุภาพบุรุษนักวิชาการท่านอื่นๆภายในงาน แล้วจึงตอบเบาๆ
    “ครับ คุณMurrueเธอเป็นภริยาของอาจารย์....”
    “อาจารย์ท่านที่คุณให้ความเคารพมากท่านนั้นน่ะหรือคะ? ที่คุณเคยเล่าให้ดิชั้นฟัง...”
    “ครับ ใช่แล้ว”
    “เธอเป็นคนน่ารักนะคะ” หล่อนหันมากล่าวด้วยรอยยิ้มสว่างไสวนั้น จนผมต้องแอบหยิกต้นขาตัวเองให้ยังมีสติอยู่

    สติ....สติ....Kira Yamato สติ!

    ผม....แทบไม่ได้ฟังสิ่งที่หล่อนกล่าว เพราะมัวแต่ใส่ใจกับริมฝีปากบางสีชมพูกุหลาบเรื่อๆที่ขยับขึ้นลงยามเอ่ยคำใดๆ ลืมแม้กระทั่งหัวข้อการสัมนาที่เตรียมมาตลอดทั้งคืน
    “ดิชั้นเองก็จะยินดีมากถ้าคนน่ารักเช่นเธอได้ลงเอยกับคุณWalfeldจริง แต่คุณWalfeldน่ะสิคะ กลับชอบทำเป๋อ เรื่องเกี้ยวพาสตรีนั้นไม่เป็นเอาเสียเลย ดิชั้นหล่ะกลัวใจมาดามแสนสวยท่านนั้นว่าจะปันใจให้บุรุษอื่นที่มาตามขายขนมจีบเสียก่อน ทั้งยังอยู่ห่างกันคนละประเทศเช่นนี้ด้วยแล้ว....ประดาเศรษฐีชาวปารีสก็ย่อมมีภาษีเหนือกว่าอยู่แล้วเช่นนั้นใช่มั๊ยหล่ะคะ? Kira?”
    “อะ...เอ้อ!”
    ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยังไม่ตื่นดี จนต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง
    “นี่ดิชั้น...?พูดอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ?”
    “มะ...ไม่ครับ เอ้อ จริงครับ ผมเองก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ออกจะแปลกใจเนื่องจากไม่ทันตั้งตัว” ผมนึกหาเรื่องแก้ตัว “เพราะผมเองตั้งแต่กลับมาลอนดอน ก็มีจดหมายเรียนให้มาดามทราบว่าได้งานทำที่ไหนแล้วเท่านั้นเอง
    มีจดหมายตอบกลับจากท่านมาฉบับหนึ่ง แล้วผมเองแหล่ะที่ไม่ได้ติดต่อกลับไปเท่าที่ควร”

    Lacus Clyneยกร่มขึ้นกางเมื่อเห็นว่าแดดเริ่มแรงขึ้นยามที่หล่อนเดินนำผมไปเล็กน้อย ก่อนหันมากล่าวเสียงใส
    “แต่ดิชั้นเห็นว่าเป็นการดีแล้วหล่ะค่ะ”
    “เอ๊ะ?”
    “เพราะถ้ารู้ว่ามีบุรุษผู้ทรงภูมิเช่นคุณเขียนจดหมายติดต่อกับมาดามFllagaบ่อยๆ คุณWalfeldก็คงต้องถอดใจยอมแพ้ กลับไปครองตัวโสด ทำชีวิตตัวเองให้มีแต่งานๆๆ แล้วก็งานแบบเมื่อก่อนแน่ๆเชียวค่ะ”
    “เอ่อ”
    หล่อนค้อมกายลงให้ผมเล็กน้อย แล้วจึงยืดตัวขึ้นแล้วส่งรอยยิ้มหวานมาให้ นวลแก้มเนียนใสนั้นเจือสีแดงปลั่ง
    “ขอบคุณนะคะ Kira ที่ไม่ทำให้ความฝันของชายวัยกลางคนต้องพังทลาย”

    ฟังจบผมก็ต้องกลั้นหัวเราะสุดชีวิต แล้วร้องบอก
    “อะไรกันครับ?? ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นหรอกครับ อ้า...จะว่าไปแล้ว สมัยที่ผมกับพวกเพื่อนๆนักศึกษาคนอื่นๆไปขลุกอยู่ที่บ้านศาสตราจารย์บ่อยๆตอนนั้น เธอก็ดูแลพวกเราเหมือนพี่สาวคนหนึ่งเลยครับ
    พวกเราน่ะ จะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังคงเป็นเด็กนักเรียนในสายตาของเธอเสมอหล่ะครับ”
    “แน่นะคะ?”
    “โธ่...!แน่สิครับ”
    ดวงตาสีน้ำทะเลคู่สวยเหมือนห้วงสมุทรจ้องลึกในดวงตาของผมนิ่งนานราวกับต้องการค้นหาความจริง ผมรู้ว่าเจ้าตัวแค่อยากจะล้อผมเล่น แต่ล้อเล่นแบบนี้....มันเจ็บปวดนะ

    ให้ตายสิ!ทำไมถึงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยนะว่า ทำให้หัวใจของคนถูกจ้องเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้ว!

    แล้วในตอนนั้น เราทั้งสองต่างก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงเรียกดังขึ้น
    “เฮ่!ทั้งสองคนนั่นน่ะ ใจคอคิดจะทิ้งให้ต้องรออีกนานแค่ไหนกัน?”
    ผมหันขวับไปตามเสียงห้าวๆที่คุ้นเคยนั้น
    “Ath…”
    แต่แล้วเสียงที่ตอนแรกตั้งใจจะเรียกด้วยความตื่นเต้นดีใจ กลับต้องเปลี่ยนเป็นร้องลั่น
    “เฮ้ย!Athrun!!!”

    ก็จะไม่ให้ผมร้องตกใจแบบนั้นได้ยังไงไหว ก็ในเมื่อเห็นสภาพเจ้าของชื่อซึ่งเป็นสหายรักทั้งคนตอนนี้ได้รับบาดเจ็บขนาดที่แขนขวาต้องเข้าเฝือกใส่ผ้าคล้องไว้แบบนั้น!!! แถม...ทั้งๆที่บาดเจ็บออกแบบนั้น ก็ยังจะมาตะลอนๆในไฮด์ปาร์ค ที่ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมดแบบนี้ด้วย!

    ผมไม่รอช้า ควักแว่นตาขึ้นมาสวมแล้วปราดเข้าไปหาเจ้าตัวที่ยังทำหน้านิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    “ไปโดนอะไรมาน่ะ Athrun!!!?”
    “ถามเหมือนLacusเลย” หมอนั่นพูดพลางกลั้นหัวเราะราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ
    “ยังจะพูดแบบนั้นอีกเรอะ??ตอบชั้นมาเดี๋ยวนี้เลยว่านายไปโดนอะไรมา??” ผมแทบจะเค้นคอหมอนั่น แต่กลับได้รับคำตอบสั้นๆว่า
    “ถูกยิงไง”
    “ถูกยิง!!!”
    ผมร้องอย่างตกใจ แต่แล้วก็สำนึกได้ว่าชักจะโวยวายมากเกินไปแล้วเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะขันคิกคักไล่หลังมาเบาๆ จึงหลบเสียงลงต่ำ ไอ้อายน่ะก็อายอยู่หรอก แต่ความห่วงใยในตัวสหายย่อมมากกว่าอยู่แล้ว

    “นี่นายไปทำอะไรเสี่ยงๆมาอีกแล้วใช่มั๊ย??”
    “โอ้ย!อย่าบ่นเป็นพ่อแก่ไปหน่อยเลยน่า Kira เป็นตำรวจมันก็แบบนี้แหล่ะ มีเรื่อง....ผิดพลาดนิดหน่อย ก็เลย...”
    “นิดหน่อยเหรอ?? แล้วถ้าคราวหน้ามันไม่ได้โดนยิงแค่แขนแบบนี้หล่ะ? ถ้ากลายเป็นถูกยิงหลัง!ยิงหัวทะลุท้ายทอย???”
    “พอเลย พอน่า ชั้นก็รอดมาแล้วนี่ไง ไม่ตายซะหน่อย”

    ดูหมอนั่นตอบเข้าสิ ทำนิ่งๆเฉยๆราวกับเรื่องที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บมานี่เป็นเรื่องปกติธรรมชาติเหมือนดินฟ้าอากาศได้ยังไงกัน??

    “คุณสองคนนี่เหมือนพี่น้องกันเลยจริงๆนะคะ สมแล้วกับที่โตมาด้วยกัน”
    แม้เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงจะเอ่ยขึ้นเช่นนั้น แต่ในเวลาแบบนี้ผมกลับไม่รู้สึกชื่นชมไปด้วยหรอกนะ
    “อันที่จริง ดิชั้นก็ผิดเองหล่ะค่ะที่เอาแต่ใจตัวเองจะให้เขามาที่นี่ให้ได้ จึงคะยั้นคะยอให้ไปรับที่Rosetta โดยไม่ทราบมาก่อนว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็คงอยากจะพักผ่อน....”
    คำอธิบายของLacusทำให้ผมต้องหยุดนิ่งฟัง Athrunเสียอีกที่รีบกล่าวแก้ตัวเป็นพัลวัน
    “Lacus อย่าพูดแบบนั้นสิครับ การได้มาพบสหาย ก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งเหมือนกันนี่ครับ ผมเสียอีกที่ต้องขอบคุณที่คุณไม่ลืมชวนกัน”

    ตอนนั้นเองที่ผม..เริ่มเข้าใจ....
    ว่าทำไม....หล่อนจึงดูสดใสกว่าทุกวัน ดวงหน้าผัดแต่งมาอย่างประณีต เครื่องแต่งกายเครื่องประดับล้วนดูลงตัวและสวยงาม
    คงไม่ใช่เพราะเหตุอื่นนอกจาก....เพื่อคนที่ตนอยากพบ
    ส่วนAthrunเอง....ทั้งๆที่ออกปฏิบัติงานมาจนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังมาตามคำขอของคนที่ตนหลงรัก

    ทุกอย่าง...เป็นเหตุเป็นผลกันทั้งสิ้น

    นั่นสินะ....ก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ และในเมื่อ มันมีเหตุผลมารองรับ เหตุใดผมจึงรู้สึกใจหายวูบเช่นนี้
    โดยเฉพาะเมื่อเห็นหล่อนส่งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงราวนกไนติงเกลให้กับเขา

    “ชั้นไม่เป็นไรจริงๆ Kira” Athrunหันมาบอกผม สีหน้าสดชื่นไม่สมกับเป็นคนเจ็บเสียนิด “โดนยิงแค่นี้ไกลหัวใจจะตายไป แล้วชั้นก็สนใจเรื่องการเมืองอยู่แล้วด้วย ได้ยินว่าพวกนักการเมืองฝ่ายค้านจะเดินทางมากันเยอะเชียว อยากรู้เหมือนกันว่าจะเผาฝ่ายรัฐว่ายังไงบ้าง”
    ผมฟังเพื่อนแล้วพยายามฝืนยิ้ม
    “จะดีเหรอ? อันที่จริงวันนี้ เราไม่ได้จัดอภิปรายขึ้นเพื่อโจมตีรัฐบาลนะ จุดประสงค์ก็แค่เพื่อให้เป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนในประเด็นทางสังคมเท่านั้นแหล่ะ”
    “แต่นายก็รู้ว่า....พวกฝ่ายค้านคงไม่พลาดที่จะใช้งานสัมนาครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาลแน่ๆ”
    “ชั้นรู้....” ผมส่งยิ้มให้เพื่อน “จะระวัง ขอบใจที่เตือน”

    Athrun Zalaมองผมอย่างเข้าใจ ด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น ผมเสียอีก ทั้งๆที่ในเวลานี้....ควรจะตั้งใจมีสมาธิกับงานข้างหน้า ทั้งประเด็นเนื้อหาที่จะต้องใช้ และอีกหลายเรื่องที่ต้องคิด ....

    กลับมามัวหวั่นไหวกับความรู้สึกแบบนี้อยู่ได้

    “นั่นไงหล่ะ...มาแล้ว พูดขาดคำเสียที่ไหน”
    เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นกลุ่มบุรุษในชุดโค้ตสูทภูมิฐานหลายคนเดินข้ามท้องทุ่งหญ้าของไฮด์ปาร์คตรงมายังที่ซึ่งพวกเรายืนอยู่ ผมจำบางท่านในกลุ่มนั้นได้ เช่น กลุ่มผู้นำพรรคฝ่ายค้านและยังมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในย่านเดียวกับที่ผมสอนมาด้วยอีกหลายคน ผมหันไปทางAthrunและLacus และเอ่ย
    “ถ้างั้น....”
    “ไปเถอะค่ะ พวกเราไม่กวนคุณแล้ว เดี๋ยวจะไปรอดูอยู่ข้างหน้านะคะ”

    โธ่....ทำไมถึงต้องส่งยิ้มหวานจับใจแบบนั้นมาให้เราด้วยนะ ผมนึกอยู่ในใจ
    อย่ายิ้มให้กันเช่นนั้นเลย....

    ผมได้แต่ฝืนยิ้มตอบที่มุมปากไปเล็กน้อย แล้วก้าวไปสมทบกับกลุ่มบุรุษที่เพิ่งเข้ามาถึงตัวงาน กล่าวต้อนรับตามมารยาทสังคมแล้วจึงถูกดึงตัวไปพูดคุยอีกทาง

    และพยายามที่จะใส่ใจกับเรื่องตรงหน้าให้มากกว่าความคิดคำนึงที่มีต่อกลิ่นหอมกุหลาบจางๆนั้น....
    #####################################

    หลังจากเฝ้ามองร่างสูงเพรียวในชุดโค้ตยาวสีควันบุหรี่เดินตามไปสมทบกับเหล่านักการเมืองที่Athrunกล่าวว่าเป็นกลุ่มพรรคฝ่ายค้านแล้ว ดิชั้นก็อดจะชม”อาจารย์Kira Yamato”ท่านนั้นอยู่ลึกๆไม่ได้ว่า บุคคลผู้นี้....ท่วงท่าและคำพูดคำจาของเขาช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในสิ่งที่ตนกระทำเสียเหลือเกิน

    ดิชั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่นชอบคุณสมบัติข้อนั้นของเขา แม้จะไม่เคยสังเกตว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ครั้งใดที่ลอบมองยามเขาตั้งหน้าตั้งตาสอนหนังสือให้แม่หนูStellar กลับมองเห็นประกายตาสดใสมีชีวิตชีวาในดวงตาสีแอมมิทิสต์คู่สวยนั้นชัดเจนทุกครั้งไป

    ดิชั้นกวาดสายตาไปรอบๆส่วนที่ใช้จัดงานสัมนาอย่างสนอกสนใจ เวทีใต้ร่มไม้ต้นบีชใหญ่ในส่วนการสัมมนามิได้ยกพื้นขึ้นให้โดดเด่นกว่าส่วนแถวเก้าอี้ของผู้ชมผู้ฟังมากนัก มีเก้าอี้มีพนักที่ดูผ่อนคลายสำหรับนักวิชาการหลากสาขาที่ได้รับเชิญให้มาแสดงทัศนะ3-4ตัว โต๊ะกลมขนาดย่อมปูทับด้วยผ้าทอหยาบๆสีเบจที่ใช้สำหรับวางถ้วยชาและเอกสารประกอบการอภิปราย เวทีตกแต่งง่ายๆด้วยดอกบลูเบลและไอริสไล่เฉดสีตั้งแต่น้ำเงินเข้มไปจนถึงม่วงจางเกือบขาวแซมด้วยยิปโซฟีเลียชูช่อไสวดูสบายตา ดิชั้นสังเกตเห็นนักการศึกษาหลายท่านเริ่มจับจองพื้นที่ใกล้เวที และนักหนังสือพิมพ์ก็เริ่มทยอยมากันหนาตามากขึ้น

    “แหม....ไม่นึกเลยนะคะ Athrun ว่าจะมีคนให้การตอบรับเยอะเช่นนี้ ทั้งที่เป็นเพียงงานสัมมนาวิชาการของภาควิชาปรัชญาการเมืองแท้ๆ น่าดีใจแทนผู้จัดนะคะ ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษาเลย....”
    ดิชั้นหันไปกล่าวกับผู้กองAthrun Zalaที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่กลับไม่ได้ยินเขาตอบกลับว่ากระไร เมื่อเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงกว่า ก็พบว่าใบหน้าด้านข้างนั้นมองออกไปไกล ดูเหม่อลอยเหมือนครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

    ซึ่งดิชั้นแน่ใจว่าตอนนี้ สายตาคู่นั้นมิได้สนใจในภาพที่อยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย

    “Athrunคะ?”
    ดิชั้นเรียกเขาอีกครั้ง คราวนี้เจ้าตัวถึงหันกลับมา
    “เอ๊ะ...ครับ?”
    “แหม ปล่อยให้ดิชั้นพูดอยู่คนเดียวได้นะคะ” ดิชั้นกระเซ้าแล้วจึงถามอย่างห่วงๆระคนเกรงใจยามมองดูบาดแผลที่แขนของเขา
    “ดูคุณแปลกไป... เจ็บแผลเหรอคะ?ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องลำบากมาด้วยแท้ๆ....”

    เขายิ้มให้ดิชั้นเช่นทุกครั้ง แต่น่าแปลกนัก เพราะครั้งนี้ ...เป็นยิ้มที่ดูฝืนๆชอบกล
    แปลกจริงๆ....
    “อย่างที่บอกคุณก่อนหน้านี้ไงหล่ะครับ ว่าถ้าเพื่อคุณ แผลแค่นี้ก็แค่เรื่องเล็กน้อย”
    พูดจบเขาก็ยกแขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้ดิชั้นแตะมือวางเบาๆ ก่อนจะนำเดินไปยังใต้ร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากบริเวณจัดงานเล็กน้อย หากก็ยังพอที่จะมองเห็นและได้ยินการอภิปรายได้อย่างชัดเจน ดิชั้นเห็นเหล่านักศึกษา ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มที่Kiraสอนอยู่กุลีกุจอแจกเอกสารประกอบการบรรยายให้แขกคนโน้นคนนี้อย่างกระตือรือร้น

    “นักศึกษาพวกนั้น....Kiraเป็นคนสอนทั้งนั้นเลยใช่มั๊ยคะ?”
    “คิดว่านะครับ....”
    “เพื่อนของคุณ ดูเขาจะเป็นอาจารย์ที่ดีนะคะ ดูเข้าสิ”ดิชั้นกลั้นหัวเราะคิกเมื่อเห็นพวกนักศึกษาเดินมาล้อมหน้าล้อมหลังอาจารย์คนเก่งจอมเป๋อคนนั้นจนเดินออกไปไหนไม่ได้ “นักเรียนคงรักเขาน่าดูเชียว ไม่สิ ไม่แค่นักศึกษาที่เขาสอนที่มหาวิทยาลัยหรอกนะคะ ขนาดเด็กเล็กๆอย่างStellarยังชอบเขาเลย”

    ดิชั้นได้ยินAthrunเอ่ยเสริม
    “....เรื่องที่ว่า อยากจะเป็นครูที่ดีน่ะ เป็นความฝันของหมอนั่นครับ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว”
    “เหรอคะ?...”

    สิ่งที่สหายรักของเขากล่าว ทำให้ดิชั้นหวนนึกถึงวันที่ขอร้องให้เขาสอนหนังสือให้เด็กน้อยชาวยิวในวันนั้น
    ที่เขากล่าวไว้ว่า....
    “เป็นสิ่งที่ผมในฐานะของ “คนที่เป็นครู” ควรจะทำ คือการให้ความรู้แก่ผู้คนโดยไม่แบ่งแยก เพียงเพื่อให้เขาได้สามารถนำไปใช้ดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากสังคมอันยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกวันๆเช่นนี้”

    ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในวันนี้เมื่อนึกถึงเรื่องราวหรือสิ่งที่เขากล่าว ล้วนแต่ทำให้อบอุ่นและตื้นตันใจนัก....

    “ดีจังนะคะ...มีความฝัน แล้วก็มุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้นให้ได้....” ดิชั้นเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกชื่นชมระคนอิจฉา “ถ้าเป็นดิชั้น....จะทำเช่นนั้นได้มั๊ยนะ?”
    เมื่อหันกลับไปคุยกับAthrunอีกครั้ง ดิชั้นกลับมองเห็นเพียงความเรียบเฉยบนใบหน้าที่เหม่อมองไปไกลอย่างว่างเปล่านั้น
    ดูสงบเสียจนน่าแปลกใจ

    จนราวกับว่าดวงตาสีมรกตคู่นั้นจะเฉยชากับทุกเรื่องในเวลานี้ไปได้หมด

    นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกับคนๆนี้ ที่เขาดู”เหนื่อย”จนเงียบงันไปเช่นนั้น ทั้งๆที่ทุกครั้งที่เราได้พบกัน Athrun Zalaคนนี้ไม่เคยซักครั้งที่จะทำให้ดิชั้นต้องรู้สึกกังวล มีแต่จะทำให้ยิ้ม
    แต่วันนี้ เขากลับดูแปลกไป....

    “จริงสิคะ....Athrun” ดิชั้นลองเปลี่ยนเรื่องคุยเผื่อว่าจะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะมีเรื่องสงสัยอยู่ด้วยเช่นกัน “คุณได้คืนสร้อยคอที่ดิชั้นฝากไปคืนคุณCagalliเธอแล้วรึยังคะ?”
    เพราะดูทั้งสองจะสนิทสนมกันดีออก แม้ว่าAthrunจะยังไม่ทราบความจริงว่าคุณCagalliที่เขารู้จักในคราบเด็กหนุ่มนั้น แท้จริงแล้วเป็นสาวน้อย ทั้งยังน่ารักอีกด้วย ดิชั้นคิดว่าถ้าลองชวนคุยเรื่องเธอดู น่าจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น บรรยากาศขมุกขมัวตอนนี้ก็อาจจะจางไป

    แต่...ดูเหมือนดิชั้นจะคิดผิด เพราะปฏิกิริยาที่เขามี กลับเป็นนิ่งชะงัก ทั้งยังหลบตาจากดิชั้น และมองไปทางอื่นราวกำลังซ่อนความรู้สึกภายในใจ
    และกล่าวเพียงสั้นๆว่า
    “....ยังครับ ยังไม่ได้คืน”

    แม้จะพยายามมองตาเขา แต่เขากลับไม่ยอมสบตาตอบ ในที่สุด ท่าทีของเขาก็ทำให้ดิชั้นอดรนทนไม่ไหวต้องกล่าวออกไป แม้จะรู้ว่าเสียมารยาทก็เถอะ
    “....คุณแปลกไปจริงๆด้วย”
    “เอ่อ...”
    “วันนี้ก็หยุดงาน ทั้งที่ปกติคุณไม่ชอบทิ้งงานไปไหน ขนาดดิชั้นชวนมาชมการแสดงที่โรงละครตั้งหลายครั้ง ก็ยังน้อยนักที่คุณจะมาจริงๆ” ดิชั้นถามเขาตรงๆ ไม่ใช่ด้วยความสงสัย แต่เพราะห่วงใยในฐานะสหายกัน “คุณเป็นอะไรไปเหรอคะ?วันนี้ ดูคุณไม่ร่าเริงเลย”

    เขานิ่งเงียบไป และขณะที่ริมฝีปากของเขากำลังขยับเพื่อจะกล่าวบางอย่าง ในตอนนั้นเองที่ดิชั้นและAthrunได้ยินเสียงทักทายที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
    “สวัสดีครับ คุณหนูLacus Clyne โอ้! ร้อยเอกZalaก็อยู่ที่นี่ด้วย ดีจริง”
    ด้วยเครื่องแต่งกายด้วยชุดสูทสั้น สวมปลอกแขนแถบสีและสะพายกล้องถ่ายรูปใหญ่เทอะทะทำให้ดิชั้นสามารถบอกอาชีพของกลุ่มชายตรงหน้าได้ทันทีว่า คงเป็นพวกนักข่าวหนังสือพิมพ์ ดิชั้นเหลือบมองใบหน้าของคนตัวสูงข้างกายนิดนึงแล้วจึงกล่าวทักทายกลุ่มคนแปลกหน้าไปตามมารยาทสังคมอันพึงกระทำ
    “สวัสดีค่ะทุกท่าน”
    “ไม่ง่ายเลยนะครับ ที่จะพบทั้งสองอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกซักสอง-สามภาพนะครับ”
    ดิชั้นยังไม่ทันกล่าวตอบว่าอะไร แสงแฟลชก็วาบสว่างขึ้นจนแสบตา กระนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก “ยิ้มหวาน”แล้วปล่อยให้พวกเขาถ่ายภาพเราสองคนไปเช่นนั้น

    ร้อยเอกAthrun Zalaมิได้กล่าวว่ากระไร ดิชั้นคิดว่าเขาคงไม่ใส่ใจพวกนักข่าวหรือคำถามที่คนเหล่านั้นระดมถามมาผสมแสงแฟลชจากชัตเตอร์เช่น
    “ออกงานด้วยกันเช่นนี้ แสดงว่ามีข่าวดีรออยู่ใช่มั๊ยครับ?”
    “ท่านนายพลZalaเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใช่มั๊ยครับ?”
    “แล้วทางโรงละครล่ะครับ? ถ้าคุณหนูจะออกเรือนเช่นนี้ มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างครับ??”
    “แล้วท่านบารอนAllsterได้รับรู้เรื่องนี้หรือยังครับ??”

    ดิชั้นฟังแต่ละคำถามแล้วก็ตกใจไม่น้อยจนต้องร้อง
    “ตายจริง!ไปกันใหญ่เชียวนะคะ” ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนไปตามเรื่อง “เราสองคนเป็นเพื่อนกันค่ะ ผู้กองAthrun Zalaเป็นสุภาพบุรุษที่น่านับถือนี่คะ เรื่องอื่นนั้น....”

    แต่ ดิชั้นกลับได้ยินเสียงห้าวทุ้มกล่าว
    “ข่าวดีที่ว่านั้น คงอีกไม่นานหรอกครับ”

    ดิชั้นเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกใจระคนประหลาดใจในคำกล่าวนั้น ดวงหน้าคมที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำเงินนั้นเรียบสงบติดจะหยิ่งยะโสเล็กน้อย แต่ก็ยังกล่าวต่อไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ดิชั้นทักท้วงเพียงนิด
    “เพียงแต่ตอนนี้ Miss Clyneยังต้องการเวลาทำในสิ่งที่เธอรัก คือการร้องเพลงอยู่น่ะครับ”
    “Ath….”
    ทั้งสิ่งที่ออกมาจากปากของเขา ทั้งแสงแฟลช และเสียงของนักข่าวที่รุมล้อมเราสองคนทำให้ดิชั้นรู้สึกมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกไปหมดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

    เพราะอะไรกัน?

    ในช่วงเวลาของความสับสนนั้น ดิชั้นไม่แน่ใจว่าตาฝาดหรือคิดไปเองหรือไม่ว่า....จากที่ไกลๆ คนร่างสูงเพรียวในชุดโค้ทสีควันบุหรี่กำลังจ้องมองมา เมื่อดิชั้นมองตอบกลับไปอย่างไม่ตั้งใจ....เขาก็เพียงแต่หันกลับไปสนทนากับกลุ่มนักวิชาการและแขกสำคัญที่มาร่วมการสัมนาเช่นเดิม

    ....ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า....ทำไมตนเองจึงต้องรู้สึกกังวลในสายตาของเขาคนนั้นนัก

    กังวลในดวงตาสีแอมมิทิสต์คู่นั้น....

    ครู่ต่อมาAthrunก็พาดิชั้นปลีกตัวออกจากกลุ่มนักข่าวด้วยเหตุผลว่า
    “ขอประทานโทษนะครับ แต่พวกเรามาเพื่อดูการอภิปรายของสหายท่านหนึ่ง ยังไม่ได้เตรียมดอกไม้มาให้กำลังใจเขาเลย
    ต้องขอตัวก่อนนะครับ”

    แล้วเขาก็นำดิชั้นเดินฝ่ากลุ่มนักข่าวออกมา แม้จะถูกไล่ตามในช่วงแรก แต่ครั้นAthrunหันกลับไปเผชิญหน้าด้วย คนกลุ่มนั้นกลับผงะไปและไม่กล้าตามมาตอแยกับเราสองคนอีก
    กระนั้นแม้จะเดินเคียงคู่กัน แต่เรากลับไม่ได้พูดคุยกันสักคำ เป็นเวลานานจนดิชั้นเริ่มจะรู้สึกอึดอัด

    “Athrunคะ” ดิชั้นหยุดเดินและเรียกเขาด้วยเสียงจริงจัง
    “ครับ?”
    “ทำไมถึงล้อเล่นกันแบบนั้นคะ?” ดิชั้นพยายามข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติทั้งๆที่แท้จริงนั้นรู้สึกขุ่นเคืองอยู่เหมือนกัน “ไปให้สัมภาษณ์นักข่าวแบบเมื่อครู่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็เป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่หรอก”
    เขาหยุดเดิน ก่อนผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ Athrunแปลกไปจริงๆ และดิชั้นแน่ใจว่าคงไม่ได้เป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการงาน แต่.....

    แต่เพราะอะไร ดิชั้นเองสุดจะหาคำตอบ

    “ผมไม่ได้ล้อเล่น”
    เขากล่าวตอบแล้วหันมาสบตากับดิชั้นอย่างจริงจัง ด้วยดวงตาสีมรกตคู่นั้น
    “ผมพูดจริงทุกคำ และจริงจังทุกคำ”

    น้ำเสียงห้าวทุ้มนั้นหนักแน่น หากเป็นสตรีอื่นคงหวั่นไหวกับน้ำคำและสายตาของเขาเป็นแน่....ดิชั้นคิด
    “Athrun?”
    “ในวันที่ผมขอคุณแต่งงานเมื่อครั้งที่แล้ว จำได้มั๊ยครับ?ผมเคยบอกคุณว่าจะทำให้คุณเห็น ว่าผมจะปกป้องและรักคุณมากกว่าใครทั้งหมด”

    ดิชั้นไม่อาจพูดสิ่งใดได้ จริงอยู่ เขาคนนี้ทั้งมีน้ำใจ และแสนดีเสมอต้นเสมอปลายตลอดเวลาที่เรารู้จักกัน ดิชั้นตื้นตันและซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจที่เขาหยิบยื่นให้ แต่....แม้จะตั้งใจแล้วว่าจะปล่อยให้ตนทำความรู้จักกับ “ความรัก”ของเขาไปตามธรรมชาติ ไม่รีบร้อน เร่งรัด

    แต่เมื่อเวลาได้ล่วงเลยมาถึงตอนนี้....ดิชั้นกลับยังไม่อาจกล่าวได้ว่า รู้จักกับ “ความรัก”นั้นแล้ว

    “ดิชั้น....จำได้ค่ะ....แต่....”
    ดิชั้นรู้ว่าเขาจริงจังในความรู้สึกนี้ รู้ดี
    “แต่กรุณาอย่าฝืนความรู้สึกของเราทั้งสองคนได้มั๊ยคะ? ความรัก....ไม่ควรใช้ความรีบร้อนมิใช่หรือคะ?” ดิชั้นสบตากับเขา จริงจังไม่แพ้กัน “หรือว่า....คุณไม่มั่นใจในความรักนี้เสียแล้วคะ?”

    เขานิ่งชะงักไป ก่อนตอบเบาๆ
    “ไม่ใช่เช่นนั้นครับ....ผมยืนยันเหมือนเดิม...ความรู้สึกนี้”
    “ถ้าเช่นนั้น ปล่อยไปตามธรรมชาติ ให้เวลาดิชั้นและคุณได้ทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกันเช่นนี้เรื่อยไปก่อนเถอะนะคะ” ดิชั้นยิ้มให้เขา แม้ไม่ได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา “อีกทั้งคุณและดิชั้น ต่างยังรักในอิสระอยู่ ดิชั้นทราบดีค่ะ คุณก็มีเรื่องที่ตนอยากทำ ดิชั้นเองก็เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเพิ่งหาอะไรมาผูกมัดเราทั้งสองคนเลยนะคะ”

    ดวงตาสีมรกตคู่นั้นมองไปทางอื่น ดิชั้นไม่อาจทราบได้ว่าทำให้เขาผิดหวังหรือไม่ แต่พิจารณาดีแล้วว่า มันคงดีกว่าไม่ทักท้วงอะไรเลย ซึ่งเขาคงเข้าใจดีว่า นั่นไม่ใช่วิถีปฏิบัติของดิชั้นอยู่แล้ว

    และดิชั้นก็ไม่อยากคิดว่า...วันนี้ การที่เขาขอดิชั้นแต่งงานอีกครั้ง เพื่อหนีสิ่งใดหรือไม่?

    “….”เราเดินมาหยุดที่หน้าร้านขายดอกไม้พอดี จึงได้ยินเสียงเขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ดอกไวโอเล็ตครับ”
    “คะ?”
    “ก็เราจะมาดูดอกไม้ที่จะมอบให้Kiraหลังเลิกงานนี้นี่ครับ” เขาใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บผลักประตูไม้ของร้านจัดดอกไม้ซึ่งเป็นกระท่อมไม้หลังน้อยๆให้เปิดออก “เจ้านั่นชอบดอกไวโอเล็ตครับ ถ้าเป็นบลูไวโอเล็ต(ดอกไวโอเล็ตเจือสีน้ำเงิน)ก็ดีนะครับ”
    ดิชั้นฟังแล้วอดยิ้มไม่ได้ ที่บรรยากาศระหว่างเราเริ่มแจ่มใสขึ้นในที่สุด
    “ไม่เหมือนAthrunเลยนะคะ ที่ชอบดอกกุหลาบพันธุ์เอลิซาเบ็ธสีแดงน่ะ”
    “ผมชอบตามท่านแม่น่ะครับ” เขาให้คำตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

    ดิชั้นไม่เซ้าซี้ที่จะถามสิ่งใดอีก จึงเพียงแต่ชวนเขาเลือกดอกไม้ที่จะเข้าช่อเพื่อมอบให้อาจารย์Kira Yamato ผู้เป็นสหายของเขาและ....สหายของดิชั้นเท่านั้น

    แม้จะยังรู้สึกห่วงๆเขาบ้าง แต่คิดว่าไม่ถามในเรื่องที่ไม่จำเป็นคงดีกว่า....
    ถ้าAthrunอยากเล่าเมื่อไหร่ ก็คงเล่าออกมาเองกระมัง ดิชั้นคิดเช่นนั้น
    ###################################
  9. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0

    “Ssigh!!”
    เสียงเรียกชื่อนั้นทำให้ผมต้องผละจากการสนทนากับกลุ่มปัญญาชนร่วมมหาวิทยาลัย และพบว่ากลุ่มนักศึกษาที่ผมสอนต่างกรูเข้าไปหาเด็กหนุ่มผมทองสั้นเกรียนสวมแว่นสีชา ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ารุ่นของพวกเขา นักศึกษาที่ผมกำลังเป็นห่วงเรื่องการเรียนของเขาอยู่พอดี ดังนั้น การปรากฏตัวของเขาครั้งนี้จึงทำให้ผมอดที่จะรู้สึกดีใจไม่ได้

    “หายไปเลยนะ!นึกว่าจะได้การ์ดเชิญไปงานศพซะแล้ว!!”
    “เจ้าบ้า!!ปากเสีย!!”
    “อ้าว!ก็มันจริงนี่!”
    Mr.Toelle Kheonikปรี่เข้าไปกอดคอสหายของเขาที่ไม่เจอหน้าค่าตากันเสียนาน ขณะที่คนอื่นๆที่เข้าไปรุมล้อมเขา เสียงพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบดังโขมงโฉงเฉงเสียจนอาจารย์บางท่านมองตาเขียว ผมกลั้นยิ้มขณะขอตัวจากกลุ่มสนทนาเพื่อมาสมทบกับพวกนักศึกษา

    Mr.Argylleนั้น พอเห็นหน้าผมก็หลบสายตาวูบ พวกนิสิตคนอื่นก็เลยพากันเงียบพูดไม่ออกกันไปด้วย
    “อาจารย์Yamato....”
    ผมยิ้มให้ ขณะที่ยื่นเอกสารประกอบการสัมมนาให้เขา
    “ดีจริงที่คุณมาเข้าเรียนเสียที”
    ผมไม่รู้หรอกว่า ในตอนนี้เจ้าตัวเขาคิดอย่างไร เรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องหัวใจนั้น...ซับซ้อนละเอียดอ่อนนัก

    ผมคิดว่า....ตัวเองเข้าใจหล่ะมั้ง....

    เขารับเอกสารจากผมไป ดวงตาให้แว่นสีชานั้นสดใสขึ้น ผมตบบ่าเขาเบาๆก่อนหันไปบอกนิสิตนักศึกษาคนอื่นๆในที่เดียวกันนั้น
    “จบการอภิปรายแล้ว ผมมอบหมายให้ทุกคนส่งสรุปการสัมมนาวันนี้พร้อมบทวิเคราะห์แทนการสอบปลายภาค กำหนดส่งก็....เป็นวันศุกร์นี้แล้วกันนะ” เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมเสียงร้องโอดครวญที่ทำให้ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนปริญญาตรีไม่มีผิด ผมหัวเราะพลางขยับแว่นให้เข้าที่ “เรียนกับผมต้องอดทนกับเรื่องไม่คาดฝันหน่อยนะ”

    บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผมคิด.... ที่นี่กระมัง....ที่ของผม มุมหนึ่งของจิตใจบอกตัวเองแบบนั้น
    คงไม่ใช่....การได้อยู่เคียงข้างเสียงเพลงหวานใสจับใจของใครทั้งนั้น....

    ภาพรอยยิ้มสดใสของเธอคนนั้น ที่มีให้ใครคนอื่นนั้น....ผมเฝ้าบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า....ไม่ใช่ของเรา....
    ##################################

    “ผมตั้งข้อสังเกตในรายละเอียดหลายครั้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ในประเด็นความไม่โปร่งใสและวาระแอบแฝงมากมาย ไม่เพียงแต่กับนโยบายในประเทศ แต่รวมถึงข้อปฏิบัติทางการค้าและการฑูตต่อประเทศอื่นด้วย”
    ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นที่โต๊ะสัมมนาขณะที่การอภิปรายดำเนินไปท่ามกลางความสนใจของเหล่าปัญญาชนและบุคคลทั่วไป มีหลายเรื่องที่ดิชั้นรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่รัฐบาลและกองทัพของสหราชอาณาจักรละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายต่อหลายครั้งต่อกลุ่มคู่ค้า เช่นประเทศในฝั่งตะวันออก หรืออาฟริกาที่ห่างไกล

    เพราะเรื่องเหล่านั้น คุณพ่อก็เคยเปรยให้ฟังเวลาที่เราทานอาหารค่ำด้วยกันอยู่บ้าง และเรามักมีเรื่องถกเถียงกันเสมอ ดิชั้นนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว....คิดถึงท่านขึ้นมาจับใจ

    จะดีมั๊ยนะ?ถ้าวันนี้ดิชั้นจะนำเรื่องราวที่ได้รับฟังมาในวันนี้ เล่าไปในจดหมายให้ท่านได้รับทราบด้วย ดิชั้นแน่ใจว่าท่านต้องมีทัศนะดีๆตอบกลับมาแน่นอน

    “ผมเห็นด้วย การซื้อขายแลกเปลี่ยนหลายครั้งไม่มีความเป็นธรรม เป็นเรื่องของการนำผลประโยชน์เข้ากระเป๋ากลุ่มทุน หรือพวกผู้มีอำนาจมากกว่าทำเพื่อประเทศชาติ และขาดมนุษยธรรม! คุณจะเห็นได้จากการใช้กำลังของกองทัพหลายครั้งหลายหน ทหารเองที่เคยเป็นองค์กรอิสระกลับถูกกลุ่มอำนาจเข้าครอบงำ น่าสมเพชสิ้นดี”
    ชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการปกครองจากมหาวิทยาลัยพรินซตันกล่าวขึ้นด้วยเสียงดังกร้าวและแสดงความฉุนเฉียว ดิชั้นมองเห็นร่างสูงเพรียวในชุดสูทโค้ตทวีตสีควันบุหรี่ที่กำลังนิ่งฟังการอภิปรายของนักวิชาการที่ร่วมโต๊ะด้วยอย่างตั้งอกตั้งใจ .ใบหน้าของเขายามนี้สงบและเคร่งขรึมลง ต่างจากช่วงปกติมากนัก

    ดิชั้นลอบมองใบหน้านั้นด้วยความไม่คุ้นชินระคนสนใจใคร่รู้ ใจจริงอยากทราบเหลือเกินว่า เขาคิดอะไรในใจอยู่ และจะมีความเห็นต่อเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร?

    ยามเราได้พบเจอกัน น้อยครั้งนักที่เขาจะพูดเรื่องทัศนะทางการเมืองให้ดิชั้นฟัง แม้เขาจะรู้ว่าดิชั้นนิยมในวรรณกรรมแนวRealistic จึงมักหาหนังสือและบทกวีด้านสังคมและการเมืองดีๆมาให้อ่านเสมอ กระนั้นก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยในเรื่องประเด็นความเป็นไปของบ้านเมืองปัจจุบัน เขาคงคิดว่ามันเคร่งเครียดเกินไปสำหรับสตรี แต่แท้จริงแล้ว นี่แหล่ะเป็นเรื่องที่ดิชั้นได้รับการปลูกฝังให้สนใจและใส่ใจมากกว่าสตรีอื่นในวัยเดียวกันมากนัก

    เพราะคุณพ่อบอกกับดิชั้นเสมอว่า บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุรุษหรือผู้มีอำนาจ แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ

    “มันไม่เกี่ยวว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หากเราเป็นประชาชนที่อยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตยแล้ว การมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองถือเป็นเรื่องชอบธรรมและควรกระทำอย่างยิ่ง สมเด็จพระราชินีท่านก็ทรงเป็นสตรีตัวเล็กๆ แต่ก็ทรงเป็นเจ้าแผ่นดินผู้ดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกคนอย่างเข้มแข็งตลอดมา ขนาดท่านยังมีความรับผิดชอบห่วงใยบ้านเมือง เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็ต้องรัก ต้องห่วงใยความเป็นไปของสังคมให้มากๆ จริงมั๊ยลูก?”

    ดังนั้น ดิชั้น....จึงดีใจและยินดีมากที่เขาเชิญมาเป็นแขกรับฟังการอภิปรายครั้งนี้

    “ทุกท่านครับ สภาวะสังคมและเศรษฐกิจของบ้านเมืองเราทุกวันนี้หากท่านพิจารณาดูให้ดีด้วยสายตาที่เปิดกว้าง และไม่ถูกปิดกั้นจากอคติ แค่เพียงในลอนดอนนี้ก็ได้ ท่านจะเห็นว่ากลุ่มผู้มีชีวิตด้วยความสุขสบาย มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่มีอยู่น้อยนิดนักเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้มีชีวิตในด้านตรงข้าม ท่านไปดูสิครับ ภาพสลัมเสื่อมโทรมในไวท์แชปเปล หรืออีสต์เอนด์ คนเหล่านี้กลับถูกทอดทิ้งไว้ไม่ใยดีราวกับเป็นเศษเดนของสังคมที่ไม่ควรให้ความใส่ใจใดๆ ถามว่า แล้วในฐานะที่พวกเขาเป็นประชาชนของประเทศ การถูกทอดทิ้งเช่นนั้น ถูกต้องแล้วหรือครับ?”
    ศาสตราจารย์สูงวัยท่านดังกล่าวเอ่ยย้ำด้วยเสียงอันหนักแน่นและทรงอำนาจ สมกับเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และการเมือง เมื่อมีผู้เปิดประเด็นด้วยน้ำคำอันเผ็ดร้อนเช่นนั้นก็เริ่มมีเสียงร้องตอบจากประชาชนที่มาร่วมฟังดังขึ้นเป็นระยะ

    ดิชั้นมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมเข้มของชายผู้อยู่เคียงข้างตอนนี้ กลับมองเห็นแต่ใบหน้าที่เรียบเฉย นักการเมืองท่านหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดยกมือขึ้นและแสดงความเห็นด้วยท่าทีแข็งกร้าว
    “ศาสตราจารย์พูดถูกต้องแล้วครับ!นโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจมากมายในช่วงหลายเดือนมานี้ผ่านร่างกฎหมาย
    และอำนวยประโยชน์ให้แก่กลุ่มคนผู้กุมอำนาจกระหยิบมือ นั่นคือพวกนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ญาติโกโหติกาของพวกมัน ข้าราชการชั้นสูงของกองทัพแห่งสหราชอาณาจักร และสุดท้ายคือพวกนักธุรกิจที่เฝ้าแต่จะแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์และภาษีของประชาชน!!”

    คำว่า”ข้าราชการชั้นสูงของกองทัพ”ทำให้ดวงตาของAthrunคมปลาบขึ้นเล็กน้อย ดิชั้นเข้าใจดี เพราะคำนั้นเป็นการพาดพิงถึงบิดาของเขาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ก็ไม่อยากจะไปคาดเดาความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้ ว่าคิดเห็นเช่นไรกับคำกล่าวหาเช่นนั้น

    ริมฝีปากของเขาเม้นเป็นเส้นตรงเหมือนคนที่กำลังข่มอารมณ์ Athrunไม่เคยกล่าวถึงคุณพ่อของเขาให้ดิชั้นได้ฟังเลยสักครั้ง ดิชั้นจึงไม่แน่ใจว่าสองคนพ่อลูกมีเรื่องบาดหมางใจใดกัน และมีมานานเท่าไหร่แล้ว

    “ถ้าเช่นนั้นแล้วในฐานะผู้เฝ้ามองสถานการณ์ของบ้านเมืองด้วยความห่วงใย ควรแล้วหรือครับที่เราจะปล่อยให้ความอยุติธรรมเช่นนี้คงอยู่ต่อไปโดยไม่โต้ตอบรัฐที่ไร้ความชอบธรรม? เราจะปล่อยให้คนเหล่านั้นสูบเลือดเนื้อและหากินบนความทุกข์ยากของประชาชนคนธรรมดาไปอีกนานเท่าใด?? ผมถามว่าเราจะรอการเปลี่ยนแปลงนั้นอีกนานแค่ไหนกัน?? ต้องรอจนกว่าเหล่าผู้ทุกข์ยากจะตายกันจนหมดแผ่นดินโดยไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากกระนั้นหรือ??”

    เสียงโห่ร้องตอบรับดังขึ้นกว่าเดิม เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วสารทิศดังขรม หลายคนพูดเรื่องภาษีที่มีแต่แพงขึ้นทุกวันๆขณะที่บริการสังคมกลับไม่ทั่วถึง โจรผู้ร้ายชุกชุม หญิงชนชั้นล่างที่ไร้การศึกษายังคงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการขายบริการด้วยราคาถูก และท้ายที่สุดคือยาเสพติดที่กระจายเกลื่อนกล่นราวโรคระบาดที่น่าขยะแขยง

    “ที่อีสต์เอนด์ต้องกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม มีแต่โจรผู้ร้ายชุกชุมก็เพราะการพัฒนาที่ไม่เข้าท่าของรัฐทั้งนั้น! ไอ้พวกรัฐบาลหน้าเงิน!!”
    “มีแต่ปล่อยให้อาชญากรรมและความไม่เป็นธรรมแผ่ขยายโดยไม่สามารถแก้ไขได้แม้แต่นิดเดียว”
    “สก็อตแลนด์ยาร์ดหรือกองทัพก็ทำอะไรพวกขี้ฉ้อพวกนั้นไม่ได้!แน่ล่ะ! พวกเดียวกันทั้งนั้นนี่!!”

    ดิชั้นมองไปรอบๆและฟังเสียงวิจารณ์ที่มีแต่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆนั้นด้วยความรู้สึกสลดใจ มองเห็นกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้านหลายคนลุกขึ้นกล่าวปลุกระดมมวลชนอย่างน่าหวาดกลัว
    “เราต้องการความเปลี่ยนแปลง!”
    “รัฐไม่ชอบธรรมอีกต่อไปแล้ว!!”
    “เราต้องการอำนาจของเราคืน!!”

    นิสิตนักศึกษาหนุ่มๆหลายคนที่เลือดร้อนด้วยวัยฉกรรจ์โห่ร้องตามกลุ่มชนที่รายล้อมการประชุม พื้นที่กว้างใหญ่ของสถานที่จัดงานดูแคบไปถนัดตาเมื่อฝูงชนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ Athrunจับมือดิชั้นเอาไว้เมื่อพบว่าเหล่าผู้คนที่กระหายในการวิพากษ์รัฐเบียดเสียดมากขึ้นๆ
    และ...หลังจากสงบนิ่งมานาน ในที่สุดร่างสูงในชุดสีควันบุหรี่ก็ลุกขึ้นท่ามกลางเสียงอื้ออึงที่ยังคงดังต่อไป กระนั้นดวงตาสีแอมมิทิสต์นั้นกลับกร้าวแกร่ง

    เสียงของเขา มิได้ดังขึ้นอย่างกราดเกรี้ยวเช่นนักวิจารณ์ท่านอื่น แต่กลับสงบและเยือกเย็นน่าฟังนัก
    “ตามหลักการแล้ว การแสดงออกซึ่งความเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และผมขอสนับสนุนการมีส่วนร่วมเพื่อกระทำที่จะแสดงให้รัฐเห็นว่าประชาชนจะไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เราต้องการให้เสรีภาพ ความเสมอภาคและ ภราดรภาพบังเกิดขึ้นในกลุ่มชนทุกหมู่เหล่าเสมอมา นั่นคือเหตุผลที่....ประเทศเราดำรงประชาธิปไตยไว้ได้อย่างเข้มแข็ง”
    หลายคนเริ่มหยุดการแสดงออกทางวาจาที่รุนแรง และฟังสิ่งที่อาจารย์หนุ่มหน้าใหม่กล่าว โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษาและนักวิชาการ

    ส่วนคนทั่วไปเริ่มวิจารณ์กันพึมพำว่าคนหนุ่มที่กำลังกล่าวอภิปรายอยู่ผู้นั้นเป็นใครกัน?

    “แต่....ถึงกระนั้น ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการแสดงออกด้วยอารมณ์รุนแรง หรือพฤติกรรมร่วม อันเนื่องจากการถูกยุยงปลุกปั่นจากกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝงผู้ใช้จิตวิญญาณที่รักในชาติบ้านเมืองเป็นเครื่องมือ
    ในการขับเคลื่อนการกระทำเพื่อล้มล้างฝ่ายตรงข้าม นั่นคือ....การสูญเสีย”
    คำสุดท้ายของประโยคนั้น เขาเน้นหนักแน่น มั่นคง ดิชั้นมารู้ตัวว่าไม่อาจละสายตาจากภาพของเขาได้ก็เมื่อพบว่าตนเองกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่เขากล่าวทุกๆคำ

    “ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ” ดวงตาที่จ้องมองไปข้างหน้านั้นมิได้มองไปที่ใครเป็นพิเศษ แต่กลับสะกดทุกสายตาให้มองไปที่เขาเพียงผู้เดียว “ มีผู้กล่าวไว้....ว่าปัญญาชนมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ที่จะขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าต่อไป เพราะฉะนั้น ปัญญาชนจะไม่เคลื่อนไหวหรือกระทำการใดๆด้วยอารมณ์รุนแรง แต่จะเคลื่อนไหวด้วยเหตุผล ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญอันศักดิ์สิทธิ์ และจะไม่ถูกชักจูงหรือหลอกใช้จากกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ”

    ดิชั้นเห็นกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้านมองหน้ากันเองเลิ่กลั่ก ขณะที่ถูกจ้องมเขม็งจากสายตาของประชาชนอื่นๆ และในที่สุดก็ผุดลุกขึ้นพร้อมกันเดินออกจากการประชุมไปโดยไม่อยู่ฟังการอภิปรายจนจบด้วยท่าทีรีบร้อน

    อาจเป็นได้ว่า....คนๆนี้มองจุดประสงค์ของบุคคลเหล่านั้นได้ทะลุปรุโปร่งตั้งแต่แรกแล้ว
    และเขา....คงไม่ต้องการให้งานสัมมนาที่จัดขึ้นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์นี้ถูกฝ่ายการเมืองเมืองใดๆใช้เป็นเครื่องมือโจมตีรัฐ

    น่าแปลกนัก เขาต่างจากปัญญาชนเลือดร้อนคนอื่นๆที่อยู่ในที่เดียวกัน ทั้งที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน แต่เขากลับสามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังคุกรุ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันรุนแรงให้สงบลงได้

    “ก่อนที่จะกระทำการเคลื่อนไหวใดๆ เราจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนั้นๆอย่างลึกซึ้งถูกต้องเสียก่อน ด้วยจิตใจที่ปราศจากอคติ และมันคงดีไม่น้อย หากเราจะศึกษาเรื่องราวจากประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเสียก่อน....”

    ชั่ววูบหนึ่ง ดิชั้นกลับต้องมองเขาด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยคำถาม และอยู่ๆหัวใจก็เต้นแรงขึ้นกว่าปกติ

    เขาคนนี้....เป็นใครกัน?
    #####################################

    PHASE 17 : MISUNDERSTOOD….

    ผมสารภาพความจริงก็ได้ว่า....ตื่นเต้นเป็นบ้า!

    ทั้งๆที่ผ่านการจัดงานสัมมนาหรือแม้กระทั่งการกิจกรรมสาธารณะลักษณะแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่สมัยเรียนแล้วก็เถอะ แต่ครั้งนั้น....ผมเป็นนักเรียนนี่นา มาตอนนี้ ผมเริ่มตระหนักแล้วหล่ะว่า ภาระความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะ “อาจารย์และนักวิชาการ”นั้น หนักหนาสาหัสไม่แพ้อาชีพใดๆเลย
    ไหนจะวิ่งวุ่นกับการเตรียมเนื้อหาไม่ให้ออกนอกประเด็น จัดเตรียมสถานที่ แบ่งงานให้ฝ่ายต่างๆที่มีทั้งอาจารย์ด้วยกัน ทั้งนักศึกษา(ทั้งพวกที่สอนเองและไม่ได้สอนก็มี) ยังต้องคอยควบคุมสถานการณ์จากพวกฉวยโอกาสจากการวิพากษ์รัฐด้วย

    แน่หล่ะ เพราะถ้าบุตรหลานของชาวบ้านเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ในฐานะอาจารย์ ผมคงชดใช้ให้ครอบครัวพวกเขาไม่หมดแน่

    ผมนึกขอบคุณศาสตราจารย์Fllagaที่เคารพอยู่ในใจ ที่สิ่งซึ่งท่านถ่ายทอดให้ได้นำมาให้เป็นประโยชน์ก็ตอนนี้เอง ถ้าไม่มีบทเรียนในวันนั้น....ผมอาจไม่รู้ซึ้งถึงผลที่จะตามมาของการ”ใช้อารณ์อย่างขาดสติ”ก็ได้

    “ต้องควบคุมอารมณ์กันบ้างนะ”
    ผมเปรยกับนักศึกษากลุ่มเดิมหลังจากที่การอภิปรายจบลงด้วยการปราศรัยของศาสตราจารย์อาวุโสผู้เชี่ยวชาญทางรัฐศาสตร์ท่านหนึ่ง แต่ละคนทำก้มหน้าก้มตาสำนึกผิดกันเป็นแถวขณะที่ฟังผมเริ่มการอบรมหลังเวทีการสัมนา
    “พวกคุณไม่ใช่เด็กแล้ว ผมก็ไม่อยากดุหรอก เอาเป็นว่า นี่ไม่ได้ดุ แต่พูดให้ฟัง”
    แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจผมกลับคิดว่า ถ้าไม่เตือน ไม่พูดบ้าง เด็กพวกนี้คงไม่เข้าใจ

    “ในฐานะที่พวกเรา ทั้งนิสิตนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยล้วนกล่าวได้ว่าเป็นปัญญาชน เพราะฉะนั้น เราต้องตระหนักให้มากว่าสังคมกำลังจับตามองเรา ทุกคำพูด การเคลื่อนไหว การกระทำทุกอย่าง ประชาชนที่กำลังอยู่ในภาวะเคว้งคว้าง จะเชื่อนักการเมืองก็ไม่ได้ เชื่อระบบราชการก็ไม่ได้ เขาฝากความหวังไว้กับคนอย่างพวกคุณทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น...”
    ผมมองไปยังกลุ่มประชาชนที่เข้าร่วมการฟังที่เริ่มทะยอยเดินออกจากบริเวณงาน กล่าวด้วยเสียงเบา แต่เน้นหนัก
    “ในกิจกรรมที่มีขึ้นเพื่อผลทางสังคมใดๆ ผมอยากให้พวกคุณเรียนรู้ที่จะหนักแน่นกับสถานการณ์ที่พร้อมที่จะมีคนยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายมากกว่านี้ อย่าลืมว่า กับรัฐและฝ่ายการเมืองนั้นถึงไม่เป็นศัตรู แต่เราก็เป็นผู้วิพากษ์ ธรรมชาติมนุษย์นั้นไม่ยินดีเมื่อมีผู้วิพากษ์ตนอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้วพวกคุณก็รู้ ดังนั้น เราต้องระมัดระวังให้มาก”

    Ssigh Argyleที่นิ่งเงียบอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆนักศึกษาของเขามานานจึงค่อยๆถาม
    “และถึงจะเป็นฝ่ายค้านที่มีจุดประสงค์เดียวกันกับเราคือ ชี้ให้เห็นจุดที่รัฐผิดพลาดน่ะหรือครับ?”
    ผมสวนกลับทันควัน แทบไม่ต้องคิด
    “จุดประสงค์เดียวกัน? คุณคิดแบบนั้นจริงๆหรือ?คุณArgyle”
    เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกไปทันที
    “พวกคุณยังมองโลกอย่างไร้เดียงสาเกินไป จุดประสงค์ของนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีคะแนนเสียงน้อยกว่าคืออะไร? มิใช่การช่วงชิงคะแนนเสียง ช่วงชิงความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนเพื่อผลใดๆหรือ?”

    หลายคนมองหน้ากัน เริ่มมีเสียงพึมพำ
    “พูดตามตรง ในใจลึกๆของผม...ยังคงเชื่อในการตรวจสอบรัฐโดยฝ่ายค้านตามหลักการถ่วงดุลอำนาจ แต่...คุณก็เห็นพฤติกรรมการยุยง หรือที่เรียกกันว่า“เสี้ยม”นั่นแล้ว คุณยังคิดว่าคนกลุ่มนี้จะยังเป็นผู้มีจุดประสงค์เดียวกับเราอยู่อีกหรือไม่?”
    ผมยังคงกล่าวต่อไปด้วยเสียงราบเรียบ หากจริงจัง “ถ้า....เหตุการณ์ทั้งหลายบานปลายจากงานสัมมนาการเมืองเล็กๆ ไปสู่การเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรง ภารกิจของพวกเรามิเท่ากับว่าถูกบิดเบือนไปอย่างไร้ค่ากระนั้นหรือ?”

    “.....อาจารย์”
    หลายคนพูดได้แค่นั้น ผมนิ่งมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของเหล่านักศึกษา อย่างที่เคยคิด....เด็กหนุ่มเหล่านี้เหมือนภาพสะท้อน....

    ตัวของผม.....ในตอนนั้น....

    และผมไม่อยากให้พวกเขาต้องพบเจอเหตุการณ์อย่างที่ผมเคยเจออีก

    “เอาเถอะ....”ผมหลับตาลงแล้วถอนใจเบาๆ “มันผ่านไปแล้วนี่นะ”
    “เอ้อ....”
    “ผมแค่อยากให้พวกคุณลองนำเรื่องวันนี้ไปทบทวนให้ดีๆ ผลดี ผลเสีย ตีโจทย์ของการที่เราจัดสัมมนาเชิงอภิปรายในวันนี้ให้แตก และ...อย่าลืมทำการบ้านส่งผมวันศุกร์ด้วย”

    ดูเอาเถอะ เจ้าพวกนี้ ทั้งที่ผมพูดจริงจังแท้ๆ กลับได้ยินเสียงหลุดหัวเราะออกมาจนได้ ผมมองเจ้าของเสียงหัวเราะคือนายTolle Khoenikตาเขียว แต่ยิ่งมองแบบนั้นเจ้าตัวกลับยิ่งขำมากยิ่งขึ้น
    “ขะ....ขอประทานโทษครับ อาจารย์ แต่....”
    “ทำไม? ที่ผมพูดมันขำนักเรอะ??”
    “ไม่ใช่ครับๆๆ”

    แต่ในที่สุดหลายคนเริ่มหัวเราะตาม ในที่สุดนักศึกษาผมทองรูปงามที่สุดในที่นั้น Ray Za Barrelก็เอ่ยขึ้นเสียงนุ่มๆ ไม่ยิ้ม แต่ผมคิดว่าใจจริง เจ้าตัวคงอยากหัวเราะเสียเต็มแก่
    “เราเข้าใจที่อาจารย์พูดดีครับ ถ้า....คุณจะไม่พูดถึงการบ้านที่ต้องส่งน่ะ”
    ผมส่ายหน้าเบาๆอย่างรู้สึกขันปนระอาลูกศิษย์ตัวเอง
    “ผมพูดจริงจังแท้ๆนะ”

    ยังเทศน์พวกตัวแสบไม่ทันจบ ก็เผอิญมองไปเห็นร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีเทาเงินเดินยิ้มมาแต่ไกล คุณMurrueโบกมือให้ผมเบาๆ พวกเด็กหนุ่มนักศึกษาหันไปมองหล่อนเป็นตาเดียว เริ่มบ่นกันพึม
    “เป็นอาจารย์Yamatoนี่โชคดีชะมัดเลยเนอะ”
    “นั่นสิ....ได้ใกล้ชิดสุภาพสตรีสวยๆทั้งนั้นเลย ไหนจะMiss Clyne ไหนก็Lady Allster แล้วยังมาดามชาวฝรั่งเศสคนนั้นอีก”
    ผมสังเกตเห็นว่าคุณArgyleหน้าซีดวูบจึงหันขวับกลับไปจ้องMr.Buskertที่เป็นต้นเสียงตาเขม็ง เท่านั้นแหล่ะ เจ้าพวกตัวแสบก็วงแตก แยกย้ายกันไปทำหน้าที่เก็บข้าวของหลังเวทีแทบไม่ทัน
    “ไปดุอะไรเด็กๆพวกนั้นน่ะ? หงอกันไปเชียว”
    มาดามMurrue Ramius Fllagaถามผมยิ้มๆ เห็นร่องรอยความห่วงใยในดวงตาคู่นั้น
    “นิดหน่อยครับ....ปรามๆกันไว้ เรื่องอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำในงานสาธารณะแบบนี้”ผมตอบตามตรง”เด็กพวกนั้นเลือดร้อนกันนัก ไม่ค่อยวิเคราะห์สิ่งใด....”
    “ยังเด็กกันนี่นา ยังมองสังคมโลกด้วยจิตใจบริสุทธิ์นัก นั่นเป็นข้อดีของความเป็นเด็กนะ” หล่อนหัวเราะเบาๆ “เพราะถึงอย่างไรเมื่อพวกเขายิ่งโต ยิ่งเห็นโลกมากขึ้น มุมมองความคิดก็จะแปรเปลี่ยนไปเอง อย่าเข้มงวดมากเกินไปสิ สอนพวกเขาแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า”

    ผมนิ่งไป ที่มาดามว่าก็อาจจริง
    “ผม...อาจจะใจร้อนเกินไป”
    “ไม่หรอก ถ้าอย่างเธอเรียกว่าใจร้อน แล้วMwuในช่วงวัยเดียวกับเธอหล่ะ? ไม่ยิ่งกว่ารึ?” มาดามแสนสวยหัวเราะคิกคักอย่างอดไม่ได้ แล้วจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุด “เธอเป็นลูกศิษย์คนเดียวนะที่เดินตามรอยเขา ชั้นแน่ในว่า Mwuจะต้องภูมิใจในตัวเธออย่างมากทีเดียว”

    ภูมิใจหรือ....
    ผมฝืนยิ้ม ทั้งที่ในใจรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ คงไม่ต่างจากความรู้สึกของมาดามเท่าไหร่นัก
    “ชั้นต้องไปแล้วหล่ะ ยังมีธุระต้องสะสางอยู่ เราคงได้พบกันอีกหละจ้ะ ไหนๆมาลอนดอนทั้งที ชั้นก็อยากจะไปชมละครที่Rosettaชื่อดังแห่งนั้นเหมือนกัน ถ้าได้รับบัตรฟรีจากคุณWalfeldนะ” หล่อนกล่าวติดตลกทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีตามวิสัย

    ผมฟังที่หล่อนกล่าวแล้วสะท้อนใจลึกๆถึง....
    “เป็นอะไรไปเหรอจ๊ะ?ชั้นพูดอะไรผิดรึเปล่าน่ะ?”
    ผมไม่รู้ว่าตัวเองนิ่งงันไปนานแค่ไหน จึงทำให้อีกฝ่ายต้องทักเช่นนั้น

    นึกต่อว่าตัวเองที่....กลับรู้สึกเจ็บปวดในใจลึกๆเพราะใครบางคน...ในเวลาแบบนี้
    ไม่ถูกเวล่ำเวลาแท้ๆ

    “เปล่าครับ ขอโทษด้วย เอ้อ....นั่นสินะ ผมเองก็ต้องไปสอนหนังสือให้Stellarอยู่แล้ว”
    “พูดถึงเด็กยิวคนนั้น” ผมไม่แน่ใจว่าคุณMurrueทันสังเกตเห็นอะไรบนหน้าผมรึไม่ แต่หล่อนก็รักษามารยาทด้วยการเปลี่ยนเรื่องพูดคุยขณะที่เราเดินไปด้วยกัน “คุณWalfeldเคยเล่าให้ชั้นฟังบ้างแล้ว ในจดหมายทุกฉบับ ชั้นสังเกตว่ามีความเปลี่ยนแปลงในเด็กคนนั้นมากขึ้นทุกครั้ง โดยเฉพาะในฉบับหลังๆ”
    หล่อนหันมาถามผมด้วยรอยยิ้ม
    “เพราะมีครูคนโปรดคนใหม่นี่เอง”
    “ไม่หรอกครับ ไม่ใช่เพราะผมคนเดียว เพราะทุกคนรักและสงสารเด็กคนนั้นน่ะครับ” ผมหลบตาลงขณะกล่าวออกตัว

    อะไรของเรากัน พูดถึงStellarแท้ๆทำไมกลับไปนึกถึง....รอยยิ้มของหญิงสาวที่ให้ความเมตตากับเด็กคนนั้นแทนไปได้
    เลิกคิดซะทีสิ!

    “คุณหนูLacusเองก็ช่างเป็นหญิงสาวที่จิตใจดีเสียเหลือเกินนะ ไม่เพียงแต่เธอจะเป็นที่รักของใครๆเพราะเสียงเพลงอันไพเราะและความงามของเธอเท่านั้น ยังมีความคิดที่ฉลาดเฉลียว และหัวใจที่สวยงามอีกด้วย ผศ.ดร.Clyneช่างเลี้ยงบุตรสาวได้ดีจริงๆ คิดเช่นนั้นมั๊ยจ๊ะKira?”

    ให้ตาย!....ยิ่งไม่อยากฟัง ไม่อยากไปคิดถึง คุณMurrueที่ช่างไม่รู้อะไรเลย กลับยิ่งพูดถึงหล่อนมากขึ้นไปอีก ผมได้แต่ทำหน้าให้นิ่งเหมือนไม่รับรู้มากที่สุด แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเรื่องพูดเสียมันดื้อๆแบบนั้นแหล่ะ

    “จะให้ผมเรียกรถม้าให้หรือไม่ครับ?”
    “?ยังไม่ตอบชั้นเลยนะ” หล่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยขณะที่ทักท้วงผม แต่...
    “ปล่อยให้คุณWalfeldรอนานคงไม่ค่อยดีนะครับ เขาอาจจะอกแตกตายเร็วๆนี้ก็ได้”
    “Kira เธอนี่!”
    เสียงของมาดามแสนสวยสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ผมพูดเรื่อยเจื้อยต่อไป
    “คุณWalfeldเป็นคนดีนะครับ แม้จะโผงผางไปบ้าง แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ เหมาะสมที่จะดูแลคุณMurrueแล้วล่ะครับ”
    ดวงหน้าของสตรีผู้เป็นภริยาม่ายของอาจารย์ที่เคารพแดงระเรื่อขณะที่หล่อนเอาเสียงดังเข้ากลบเกลื่อน
    “ใครบอกเธอว่าชั้นจะไปหาเขา?เหลวไหลจริง!”

    ผมหัวเราะเบาๆ ขณะที่เรียกรถม้ารับจ้างที่ขับผ่านมาจอดหน้าประตูทางออกของไฮด์ปาร์ค ผมร่ำลามาดามFllagaขณะที่หล่อนจับมือผมและสัญญาอีกครั้งว่าก่อนเดินทางกลับปารีสจะต้องได้พบกันอีก
    ผมเพียงแต่ยิ้มรับจางๆ เมื่อหล่อนกล่าวว่า
    “เพราะชั้นตื่นเต้นที่จะได้ฟังเสียงเพลงของคุณLacusจะแย่แล้วหล่ะจ้ะ”

    รถม้ารับจ้างที่มาดามแสนสวยนั่งอยู่นั้นถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ผมได้แต่ส่งสายตามองตามไป ภาพรอบกายที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมานั้น.....ในใจผมกลับรู้สึกเงียบงัน
    ถึงแม้ในตอนที่ทำงาน....จะตั้งสมาธิกับเรื่องตรงหน้าได้ก็เถอะ แต่พออยู่คนเดียวแบบนี้แล้ว....

    ฟุ้งซ่าน...เป็นบ้า ผมบอกตัวเอง
    #################################

    “ไปไหนของหมอนั่นน่ะ?”
    คุณตำรวจหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างดิชั้นตอนนี้บ่นพึมพำขณะที่เราสองคนกำลังช่วยกันมองหาอาจารย์หนุ่ม Kira Yamato หลังจากที่การอภิปรายจบลงแล้วนั้น เจ้าตัวก็หายไปหลังเวที พอเดินแทรกผู้คนเข้าไปหลังเวทีก็ไม่พบใครนอกจากพวกนักศึกษาของเขาซึ่งกำลังเก็บข้าวของอยู่ เมื่อสอบถามเด็กนักศึกษาหนุ่มผมทองหน้าตาดีคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ตรงนั้น เขาก็เพียงแต่บอกอย่างสุภาพว่า
    “อาจารย์ไปส่งแขกร่วมงานท่านหนึ่งอยู่น่ะครับ”
    แล้วเพื่อนของเขาก็กล่าวเสริมขึ้นมาว่า
    “สวยด้วยครับ”

    ดิชั้นจึงเอ่ยออกความเห็นว่า
    “ดูจะเป็นมาดามFllagaกระมังคะ?”
    Athrunเลิกคิ้วนิดนึงก่อนทวนคำ”มาดามFllaga? ผมรู้จักชื่อนี้นี่นา”
    “คะ? คุณเองก็รู้จักเธอเหรอคะ?”
    ดิชั้นถามอย่างรู้สึกแปลกใจ เห็นเขายิ้มนิดๆพลางตอบ
    “เปล่าครับ ผมไม่เคยพบปะเธอแต่อย่างใด เพียงแต่สมัยที่Kiraเรียนอยู่ปารีส หมอนั่นเคยเล่าเรื่องของอาจารย์ที่สนิทสนมและให้ความนับถือมาในจดหมายน่ะครับ ผมก็เลยรู้จักชื่อของศาสตราจารย์Fllagaและภรรยาอยู่บ้างเหมือนกัน”

    คำอธิบายจากเขาทำให้ดิชั้นตระหนักได้ทันทีว่า สหายรักสองคนนี้สนิทสนมกันมากเพียงใด คิดว่าต่างฝ่ายคงแทบไม่มีเรื่องปิดบังใดๆต่อกันเลย เพราะต่างรับรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านทางจดหมายมาตลอดแม้ยามที่อีกฝ่ายเรียนอยู่ต่างประเทศก็ตาม

    เป็นมิตรภาพที่น่าอิจฉาจัง... ดิชั้นแอบคิดในใจเบาๆ

    “ศจ.Fllagaเสียไปตั้งเกือบปีแล้วนี่....ใช่มั๊ยคะ?”
    “ครับ…ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว”

    ได้ฟังเช่นนั้น ดิชั้นจึงนิ่งลังเลก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป แม้อาจเสียมารยาท
    “ถามได้มั๊ยคะ? คุณคงไม่ว่าดิชั้นสอดรู้สอดเห็นหรอกนะคะ”
    ดิชั้นนึกแก้ตัวอยู่ในใจว่าเพียงแต่อยากจะทราบเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะถามเพราะอยากทราบเรื่องราวของ...ใครเป็นพิเศษแต่อย่างใด
    “เอ้อ...เพื่อนของคุณก็เคยเล่าเรื่องอาจารย์ของเขาให้ฟังบ้างเหมือนกันค่ะ ดิชั้นทราบมาว่าท่านเป็นคนดี จึงอยากทราบว่าเพราะเหตุใดคนดีเช่นเขาจึงจากไปเร็วนัก?”

    ทำให้Athrunมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับคำถามนั้น ดิชั้นจึงอธิบาย
    “แม้ดิชั้นจะสนิทสนมกับมาดามเธอจริงในระยะหลังๆนี้ แต่ก็เพราะเธอเป็นสหายกับคุณWalfeld เกรงว่าถ้าเอ่ยถามเรื่องนี้ไป จะเป็นการสร้างความรู้สึกเศร้าใจและขุ่นเคืองให้เธอน่ะค่ะ”

    เป็นเช่นนั้น...หรือไม่นะ?สิ่งที่ดิชั้นให้คำอธิบายกับตัวเองและAthrun
    หรือเพราะหาข้ออ้างที่จะทราบเรื่องราวของคนๆนั้นกันแน่?
    ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมตนเองต้องร้อนใจที่จะทราบด้วย?

    Athrun Zalaหยุดเดินเพื่อนิ่งคิด เขาคงกำลังตรองอยู่ว่าสมควรจะเล่าให้ดิชั้นฟังดีหรือไม่
    “ผมไม่ลำบากใจที่จะเล่าหรอกครับ แต่ไม่ทราบว่าทั้งKiraและมาดามFllagaท่านนั้นจะอยากให้คนอื่นรู้เรื่องราวเหล่านั้นมากแค่ไหน”
    “เป็นเรื่องซับซ้อนหรือคะ?”
    “ก็ไม่เชิงหรอกครับ” Athrunถอนใจเฮือกแล้วอธิบายต่อ “มันเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนบาดแผลในใจของKira....และยิ่งผลักดันให้เขาต้องเป็นครูตามรอยอาจารย์ของเขาให้ได้”

    ดิชั้นบีบมือแน่นขณะนิ่งตั้งใจรอฟังเรื่องที่กำลังจะออกมาจากปากของAthrun แม้จะพยายามสำรวมกิริยาให้สงบเรียบร้อย แต่แท้จริงหัวใจชั้นเต้นแรงระรัวด้วยความรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก

    “เป็นเรื่องที่Kiraเล่าให้ผมฟังมาทางจดหมาย ช่วงที่เขาเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรปริญญาโทด้านปรัชญาการเมืองของมหาวิทยาลัยที่ปารีส เรียกได้ว่าอีกไม่นานก็จะเรียนจบแล้วน่ะครับ... ตอนนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองของฝรั่งเศสเกิดขึ้น รู้สึกว่าจะเกิดจากการที่รัฐบาลชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่มาด้วยความมิชอบ พบหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อเสียง การแจกเงินมากมาย นอกจากนั้นยังพบว่ากฎหมายที่ผ่านรัฐสภา เช่นกฎหมายละเว้นภาษีแก่ข้าราชการผู้มีตำแหน่งทางการเมือง กฎหมายให้ใช้ระบบการเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าที่ส่งผลอย่างยิ่งกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนยากจน”

    ดิชั้นฟังด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติแบบไหนก็ตาม หากดูเหมือนว่าการต่อสู้ของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันทุกที่ไป

    “ในที่สุด เหล่าปัญญาชนของมหาวิทยาลัยต่างๆก็ทนไม่ได้กับการกระทำมิชอบของพวกข้าราชการและนักการเมืองฝ่ายปกครอง มีการรวมกลุ่มกับประชาชนหากหลายอาชีพ หลากหลายชนชั้นทำการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ คือการ “คืนอำนาจให้แก่ประชาชน” แน่นอนครับว่า แกนนำการเคลื่อนไหวก็คือ ศจ.Fllagaผู้นั้น”
    “ถ้าเช่นนั้น....ก็หมายความว่า...”
    “ครับ” Athrunหันมาตอบ ไม่เต็มเสียงนัก “Kiraเองก็อยู่ที่นั่นด้วย แม้ไม่ใช่ในฐานะของผู้นำนักศึกษา แต่ก็เหมือนพวกมากลากไปด้วยล่ะนะครับ”

    ดิชั้นนึกภาพตาม หากเหมือนภาพที่อยู่ใน....บทบรรยายของนวนิยายเรื่อง....Les Miserables แน่นอนว่ามันคงโหดร้ายมิใช่น้อย
    “เหมือนการกวาดล้างผู้ที่คิดต่อต้านรัฐบาลหลังการปฏิวัติไม่มีผิดเลยหล่ะครับในความคิดของKira ทั้งที่ตอนแรก การชุมนุมเพื่อกล่าวคำปราศรัยเป็นไปอย่างสงบ แต่เมื่อกลุ่มคนเยอะขึ้น พวกที่แอบแฝงเข้ามาด้วยจุดประสงค์ต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่สามารถแยกกลุ่มคนที่ต้องการเรียกร้องโดยสงบ
    กับพวกที่ต้องการความรุนแรงออกจากกันได้ สุดวิสัยครับที่พวกสันติบาลจะดูแลทั่วถึง เรื่องมันเลยเถิดไปไกลถึงขั้นเผาสถานที่ราชการ”
    “ตายจริง!”
    “พวกหัวรุนแรงที่ไม่มีความคิดมันก็เยอะนะครับในสถานการณ์แบบนั้น...ก็ต้องเห็นใจทางตำรวจด้วยที่ต้องใช้กำลังเข้าจัดการ บ้านเมืองมีขื่อมีแปนี่ครับ จะให้ยืนมองเฉยๆก็คงไม่ได้....Kiraเองก็เข้าใจเรื่องนั้นดี ต่อมาพวกนักวิชาการกับตัวแทนนักศึกษาที่อยู่ที่การชุมนุมเลยพยายามจะขอเจรจากับรัฐบาลหลายครั้ง แต่กลับถูกจับไปขังโดยไม่มีการไต่สวน ยิ่งเป็นการทวีความโกรธแค้นในหมู่ประชาชนที่มาร่วมการชุมนุม Kiraเล่าว่าตอนนั้นวุ่นวายกันไปหมด ไม่มีเวลาแม้แต่จะส่งโทรเลขมาแจ้งเรื่องให้ทางบ้านทราบ ผมเองก็ได้รับจดหมายเรื่องดังกล่าวหลังจากเหตุการณ์จบลงแล้ว” Athrunกล่าวเสริม ก่อนจะหยุดนั่งลงที่เก้าอี้เหล็กดัดริมสวน ดิชั้นนั่งลงข้างๆเขาเพื่อฟังเรื่องราวต่อไป

    แม้ตนเองจะไม่เคยต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นนั้น แต่ดิชั้นก็พอจะนึกภาพอันน่ากลัวของการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจำนวนมากที่มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลออก

    “โชคดีที่เรื่องมันไม่ถึงกับทำให้ปารีสกลายเป็นทะเลเลือด เหมือนเหตุการณ์หลังการประกาศกวาดล้างผู้คิดต่อต้านของRosepiere
    (ผู้นำหลังการปฏิวัติการล้มล้างปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศส)นะครับ รู้สึกตอนนั้นอาจารย์Fllagaจะขอเข้าไปเจรจากับตัวแทนของรัฐบาลเอง และได้รับคำตอบที่น่าพอใจ พวกนักวิชาการและนักศึกษาที่ถูกจับก็เลยได้ปล่อยตัวกันหมด รัฐบาลรับปากว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม”
    เมื่อเขาเล่ามาถึงตอนนี้ สีหน้าของAthrunกลับเคร่งขรึมลง

    “แต่....”
    “แต่?”
    “เรื่องที่ไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้นจนได้ ทั้งๆที่ทุกคนกำลังจะสลายการชุมนุมหลังจากเข้าไปรุมล้อมแสดงความยินดีกับศจ.Fllagaและกลุ่มผู้ถูกปล่อยตัว และร้องเพลงเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะของมวลชน จู่ๆก็มีเสียงปืนดังขึ้น”

    ดิชั้นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อคิดว่าเดาตอนต่อไปออก
    “กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงก่อความวุ่นวายด้วยการยิงปืนใส่นักศึกษาและประชาชน บ้างก็ว่าเป็นคนในกลุ่มผู้ชุมนุม บ้างก็ว่าเป็นคนของรัฐแฝงเข้าไป แต่จะอะไรก็ช่างเถอะครับ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนั่น พวกนักศึกษาก็รีบพาคนเจ็บและอาจารย์ของพวกเขาส่งโรงพยาบาล”

    “ศจ.Fllagaหรือคะ?”
    ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของดิชั้นแผ่วเบา Athrunถอนใจอีกครั้งพยักหน้ารับเบาๆ

    ชั้นเดาว่าเรื่องราวที่เพื่อนรักเล่าให้เขาฟังผ่านตัวอักษรในแผ่นกระดาษนั้น คงทำให้เขาสะเทือนใจไปด้วยไม่น้อยแน่นอน
    “ไม่ใช่แค่ศจ.Fllagaที่เป็นอาจารย์ของKiraเท่านั้นหรอกครับ ยังมีอีกหลายคนที่ถูกยิง แต่ส่วนใหญ่แค่เจ็บเล็กๆน้อยๆกันไป ในที่สุดรู้สึกว่าจะจับตัวผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ แต่...ถึงจะเป็นอย่างนั้น ศจ.ก็ไปเสียที่โรงพยาบาล”

    ดิชั้นพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เราสองคนเงียบไปครู่ใหญ่ ในที่สุดAthrunก็กล่าวเล่าต่อ
    “หลังจากนั้น พวกนักศึกษากลุ่มเดียวกับKiraก็ถูกทางการจับตามองมาตลอดในฐานะลูกศิษย์ของแกนนำ แม้จะไม่ถึงกับต้องเข้าไปนอนในคุก แต่ก็ต้องรายงานตัวกับทางการตลอดเวลาตามกำหนดของทางการ ถูกเรียกตัวไปสอบสวนก็หลายครั้ง กว่าจะจบมาได้นี่ สะบักสะบอมกันน่าดูเชียวหล่ะครับ”
    “แล้วท่านฑูตไม่เรียกตัวบุตรชายกลับมาหรือคะ?”
    “ถ้าKiraเขียนบอกในจดหมายมาแต่แรก ท่านคงเรียกกลับน่ะครับ แต่นี่...ท่านฑูตและท่านผู้หญิงมาทราบทีหลัง เห็นว่าอีกไม่นานKiraก็จะเรียนจบแล้ว จึงปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองไปก่อน ตอนนั้นผมได้ลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ เลยถือโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนที่โน่นด้วย จึงเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด”

    ดิชั้นนึกชื่นชมตระกูลYamatoอยู่ในใจ นี่หากเป็นครอบครัวอื่นคงรีบไปรับตัวบุตรชายคนเดียวกลับมาแทบไม่ทัน แต่ทั้งสองท่านนั้น เคารพการตัดสินใจและการกระทำของผู้เป็นลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวมากเพียงใดก็ตาม
    “ท่านผู้หญิงCalidaถึงได้ยินดีมากครับที่หลังเรียนจบเทอรมสุดท้าย Kiraก็รีบเดินทางกลับโดยไม่บิดพลิ้วใดๆ ทำให้ทางนี้สบายใจด้วยน่ะครับ”
    “จากนั้น....เขาก็ตัดสินใจจะเป็นอาจารย์เหรอคะ?”
    Athrunหันมากล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจ
    “เปล่าครับ หมอนั่นอยากเป็นครูมานานแล้ว เป็นความฝันน่ะครับ แต่การที่ได้มาพบคนที่เป็นต้นแบบเช่นศจ.ท่านนั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของตนเองมากยิ่งขึ้น อันที่จริง ท่านฑูตก็พร้อมที่จะดูเรื่องตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศให้เขาอยู่แล้ว กระนั้น Kiraก็ยังยืนยันที่จะสอนหนังสืออยู่นั่นเอง”

    ความฝัน....

    “คำว่าให้ความรู้แก่ผู้คนโดยไม่แบ่งแยก สินะคะ....”
    “เอ๊ะ?”
    “Kiraเคยพูดคำนั้นกับชั้นน่ะค่ะ” ดิชั้นตอบ อบอุ่นในใจจนต้องยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

    ต้องไม่ใช่แค่”ตามรอย” แต่....เป็นความ”ตั้งมั่น”ที่จะเดินตามความฝันของตน ไม่หลงทาง ไม่หวั่นไหว
    ....นั่นเป็นสิ่งที่ดิชั้นรู้สึกชื่นชมในตัวเขา มากขึ้นๆทุกครั้งที่ได้พบเจอกัน

    ทุกครั้งที่ได้มองเห็นประกายตาในดวงตาสีแอมมิทิสต์คู่นั้น
    ######################################

    ผมแวะทักทายและสนทนากับอาจารย์ท่านอื่นๆขณะที่ตั้งใจว่าจะเดินกลับไปที่เวทีการจัดงาน เมื่อยกนาฬิกาพกขึ้นดูเวลาก็พบว่าใกล้จะห้าโมงเย็นเต็มทีจึงปลีกตัวออกมาเสียก่อน เพราะผมเองก็มีภารกิจที่ต้องไปสอนพิเศษให้ลูกศิษย์ตัวน้อยที่กำลังรออยู่ด้วย

    ที่...โรงละครแห่งนั้น

    ผมสะบัดหน้าพรืดๆหลายหนโดยไม่สนใจสายตางุนงงของคนอื่นๆที่มองตรงมาด้วยความสนใจ เอาอีกแล้วไงหล่ะ ผมไม่เข้าใจตัวเองจริงๆว่าทำไมถึงห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดไม่ได้เสียที
    ทั้งๆที่เห็นอยู่เต็มสองตา....ทั้งๆที่เห็นอยู่ เข้าใจอยู่แล้ว ทั้งAthrun เพื่อนรักของผมและสายสัมพันธ์ของหมอนั่นกับเธอคนนั้น ....ที่เป็นเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลง

    สังคมเองก็ยังรับรู้เรื่องของทั้งสอง และเฝ้ามองด้วยความชื่นชมยินดี

    รึจะมีแต่ตัวผมคนเดียวที่ ไม่ยอมรับรู้กัน? ผมหัวเราะเยาะให้กับความดื้อด้านของตัวเอง เพียงคำกล่าวฝากฝังให้ช่วยดูแลบุตรสาวของผศ.ดร.Clyne ถึงกับทำให้ตัวเองคิดฝันไปไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?

    เพียงเสียงเพลงหวานใสราวปลอบประโลมจิตใจเหล่าผู้คนที่เหนื่อยล้า เพียงดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยราวท้องมหาสมุทรล้ำลึก เพียงถ้อยคำที่หล่อนเอ่ยแต่ละครั้ง เพียงเสียงหัวเราะที่ราวกับจะทำให้ทั้งโลกโลดเต้นไปตามหล่อน ...กลับทำให้ยากที่จะหักใจเสียเหลือเกิน

    ผมหลับตาลงแน่น ถ้า...ลืมได้ง่ายๆ ลืมความรู้สึกที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ ลืมเสียงเพลงในค่ำคืนนั้น ลืมกลิ่นกุหลาบขาวจางๆในตอนนั้นได้เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในความรู้สึกนี้ มันคงดีไม่น้อย....

    ผมเดินผ่านเส้นทางโรยกรวดที่รายล้อมด้วยแมกไม้นานาชนิด หากก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะชื่นชมกับวิวทิวทัศน์ของสวนสวยสักเท่าใดนัก เพราะมัวแต่บังคับให้ตัวเองนึกถึงแต่เรื่องงานการ จะได้ไม่เอาเวลาไปคิดถึงอย่างอื่น....ที่มันไม่เป็นสาระให้มากนัก

    แต่ขณะที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะต้องการสมาธิในการบังคับใจตัวเองอยู่นั้น ผมกลับได้ยินเสียงเอะอะเหมือนคนทะเลาะกัน
    เป็นเสียง....ชายและหญิง....
    เสียงผู้ชายนั้น ผมคุ้นๆ....เหมือนเคยได้ยินมาก่อน คุ้นมากๆ ส่วนเสียงผู้หญิงนั้น ไม่แน่ใจนัก....

    ขณะที่เดินตามเสียงของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นั้นไป ผมก็เงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าเมื่อได้ยินเสียงร้องดังแกว่ก จึงเห็นภาพรอยปีกสีมะเมื่อมที่บินสูงเหนือยอดไม้ เหยี่ยวTory ที่ผมเลี้ยงมันอย่างอิสระตามธรรมชาติบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าที่ครึ้มด้วยเมฆหมอกอ่อนจาง ก่อนร่อนลงมาเกาะท่อนแขนของผมอย่างที่มันไม่ค่อยทำเวลาผมอยู่กับคนอื่น
    “หายไปนานนะเรา”
    ผมทักมัน Toryซึ่งเป็นเหยี่ยวพันธุ์เล็กขนสีน้ำตาลไหม้แซมด้วยสีดำละเอียดเป็นเงาขยับหัวไซ้แก้มของผมอย่างคุ้นเคยในฐานะเจ้านาย มันทำเสียงก็อกแก็กๆขณะที่ผมเดินเลาะแนวต้นบีชและโอ๊คที่ขึ้นสลับกัน จนในที่สุด เมื่อเข้าใกล้เสียงนั้นมากขึ้น ผมก็ต้องหยุดอยู่หลังลำต้นไม้ใหญ่ด้วยใจระทึกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

    เพราะหญิงชายที่กำลังมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงก็คือคนที่ผมรู้จักค่อนข้างดี ฝ่ายชายคือเด็กหนุ่มนักศึกษา คนที่ผมกำลังห่วงใยในเรื่องการเรียนของเขา Mr.Argyle คนนั้น และฝ่ายหญิงซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเบอร์กันดีก็คือ...บุตรีของตระกูลAllster Lady Fllay?

    นี่มันยังไงกัน? ผมมองดูคนทั้งคู่ด้วยความรู้สึกสงสัย ที่Mr.Ssigh Argyleมาอยู่ที่นี่นั้น ผมไม่แปลกใจหรอก เนื่องจากเพิ่งได้พบกันในงานสัมมนาที่พวกนิสิตคนอื่นๆก็มารวมตัวกัน หากฝ่ายสุภาพสตรีผมแดงเพลิงคนนั้นน่ะสิ Lady Allsterมาทำอะไรที่นี่กัน?

    ยิ่งไปกว่านั้น มันน่าแปลกที่สุภาพสตรีในชนชั้นสูงมาอยู่ในสถานที่แบบนี้เพียงลำพังกับบุรุษที่ไม่ใช่คนในครอบครัวโดยไม่มีผู้ติดตามมาด้วย

    เอ้อ...แต่กระนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ผมก็พอเข้าใจจากข่าวตามสื่อหนังสือพิมพ์มาบ้างเหมือนกัน ว่าทั้งสองคนต่างมีความสนิทสนมกันมากกว่าฐานะของสหาย และเลดี้ผู้เป็นเจ้าของฉายากุหลาบแดงแห่งลอนดอนก็เป็นที่หมายปองของคุณชายคนโตแห่งตระกูลขุนนางเก่าอย่างJulesด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์สังคมก็เคยลงเรื่องราวนี้มาแล้ว แถมยังว่าผมซึ่งเป็นบุตรชายท่านเอกอัคราชฑูตถูกหญิงสาวเมินไม่ใยดีอีกด้วย กว่าเรื่องจะซา ผมก็ต้องเหนื่อยหลบนักข่าวแทบแย่

    “อาจารย์คงไม่ทราบกระมังครับว่า เรื่องราวประเภทLove Affair โดยเฉพาะของคนดังในวงสังคมน่ะ ขายได้เสมอแหล่ะ” คำพูดของMr.Za Barellที่เคยเอ่ยกับผมไว้นานมาแล้วดังขึ้นในสมอง โดยเฉพาะเมื่อผมได้ยินการโต้เถียงจากทั้งสอง
    “ถอยไปSsigh!เราจบกันแล้ว!!อย่ามาให้ชั้นเห็นหน้าอีก ได้ยินมั๊ย??”
    “จบเหรอ??คุณพูดอะไร?? ไหนคุณเคยพูดว่าอยากอยู่กับผมไงหล่ะFllay?”

    ผมชะโงกหน้าออกไปดู เดาจากรูปการณ์แล้วทางฝ่ายหญิงคงอยากตัดสัมพันธ์เสียแล้วกระมัง
    “เลิกพูดได้แล้ว!!”Lady Allsterร้องเสียงสูง “พูดไม่รู้เรื่อง!!ชั้นไม่อยากเห็นหน้าเธออีก ปล่อยชั้น!!”
    หล่อนพยายามแกะมือของอีกฝ่ายที่ยื้อยุดไว้ แต่กลับถูกตวาดใส่ดังลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
    “นี่เธอเห็นชั้นโง่มากรึไง??อยู่ๆจะให้เราเลิกกันโดยไม่อธิบายว่า มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ??”

    ใบหน้าของLady Fllay Allsterซีดเผือดราวกระดาษขาว ผมไม่แน่ใจว่าหล่อนกำลังหวาดกลัวหรือโกรธอีกฝ่ายกันแน่ จะอะไรก็ช่าง ดูเหมือนผมจะปล่อยให้เรื่องตรงหน้าผ่านไปเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองไม่ได้!
    เพราะอย่างน้อย Fllay Allsterก็เป็นบุตรสาวของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ท่านพ่อท่านแม่ให้ความสนิทสนม

    แต่พอผมจะก้าวออกไป Toryกลับเอาปากจิกคอเสื้อดึงผมไว้
    “Tory!ปล่อยน่า”
    มันทำเสียงก่อกแก่กๆ ผมตัดสินใจสะบัดแขนเพื่อให้มันปล่อย ก่อนมุ่งตรงไปยังจุดที่ทั้งสองคนตรงหน้ากำลังมีปากเสียงกันอยู่ทันที

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณArgyle?”
    ผมถามเสียงเครียด นิสิตหนุ่มจึงหันมามองผมด้วยสีหน้าแสดงความแปลกประหลาดใจ
    “อาจารย์?”
    “Mr.Yamato!!”
    เลดี้ผมแดงร้องเรียกชื่อผมพลางสะบัดตัวจากการเกาะกุมของคู่กรณี ก่อนโผเข้ากอดแขนของผมแน่นราวเด็กหลงทางที่กำลังเสียขวัญ

    ร่างของหล่อนสั่นระริกขณะที่ใบหน้าซุกอยู่กับท่อนแขนของผม ทำให้ต้องยกมือข้างที่ว่างแตะมือของหล่อนเบาๆ เพียงต้องการปลอบให้หล่อนคลายความหวาดกลัวเท่านั้น ก่อนที่ผมจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มผมเกรียนสีทองด้วยสายตาตำหนิ
    “ผมไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นี่ไม่ใช่การกระทำที่ผู้มีการศึกษาพึงปฏิบัติต่อสุภาพสตรีเลยนะคุณArgyle”
    “อาจารย์Yamato...นี่คุณ...คุณเองก็....”
    ผมนิ่งมองเขา สีหน้าของSsigh Argyleแดงก่ำก่อนจะระเบิดเสียงออกมาลั่น
    “นี่แม้แต่อาจารย์ก็คิดจะขัดขวางผมอีกคนงั้นหรือครับ!!?? ทำไมกันครับ!!?บอกผมมาสิ!!!”

    ไม่ทันขาดคำผมก็เห็นเขาวิ่งตรงเข้ามาเตรียมพร้อมเหวี่ยงหมัดใส่ ผมได้ยินเสียงกรี๊ดจึงผลักร่างบางหลบไปพ้นทางก่อนจะคว้าหมัดของนิสิตหนุ่มไว้ ขณะที่จ้องตอบดวงตาคู่นั้น ผมคิดว่าเห็นน้ำตาของความกราดเกรี้ยวคลออยู่เต็ม
    “นี่แม้แต่คุณก็ยังหักหลังผม??”
    เสียงพึมพำรอดไรฟันนั้นทำให้ต้องผมงงงัน
    “นี่คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ??”
    ผมถามกลับ แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพุ่งหมัดอีกข้างใส่
    “หนวกหู!!”

    ผมอาศัยความเร็วกว่าปัดหมัดข้างนั้นทิ้งแล้วจัดการล็อคแขนของเขาไพล่หลัง ก่อนกดร่างลูกศิษย์หนุ่มเลือดร้อนให้ล้มลงกับพื้นหญ้า
    ตึง!!!
    “ผมบอกคุณแล้วใช่มั๊ยว่า คนที่ใช้แต่อารมณ์ก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่!!”
    ดวงตาที่มองผมจากใบหน้าซึ่งแนบอยู่กับพื้นจ้องตรงมาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว กรามนั้นขบแน่นจนเป็นสัน คงทั้งเจ็บ ทั้งแค้น
    “อาจารย์...”

    อย่างน้อยที่ถูกผมอัดให้นั่น อาจจะทำให้คุณArgyleใจเย็นลงบ้าง ผมหวังว่าอย่างนั้น

    ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักหรอก....

    ผมลุกขึ้นถอยออกมา จึงรู้สึกถึงแขนเรียวเล็กสองข้างที่ตรงเข้ากอดกระหวัดเข้ากับแขนของผมแน่น หญิงสาวผมแดงผู้กำลังหวาดกลัวรีบกล่าวเสียงสั่น
    “กรุณาช่วยดิชั้นด้วยค่ะ Mr.Yamato! ดิชั้นกลัวเหลือเกิน!!”

    ผมมองใบหน้างดงามที่ซีดเผือดและดวงตาสีเทาอมฟ้าคู่นั้นทำให้ผมอดรู้สึกสงสารไม่ได้ จะอย่างไร สตรีก็ยังเป็นเพศที่อ่อนแอด้านกำลังกาย และผมได้รับการปลูกฝังมาเสมอว่า เป็นผู้ชายต้องให้เกียรติสุภาพสตรี ไม่รังแก ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือใจก็ตาม

    เพราะฉะนั้น จะให้ปล่อยทิ้งหล่อนที่กำลังตัวสั่นไว้เช่นนี้คงไม่ได้

    “ผมให้เวลาคุณนะ Argyle” ผมหันไปกล่าวกับร่างที่ยังหมอบทรุดอยู่กับพื้น “สงบสติอารมณ์ และตรึกตรองดูให้ดีก่อน แล้วค่อยมาอธิบายกับผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะยังไง คุณก็เป็นลูกศิษย์ของผม”
    พูดจบผมก็โอบไหล่เจ้าของเรือนผมสีเพลิงให้ถอยห่างออกจากที่นั้นไป หล่อนหันกลับไปมองชายที่ตนเพิ่งมีปากเสียงด้วยเมื่อครู่ด้วยสายตาที่...ยากจะตีความ

    รู้แต่เพียงว่า เป็นสายตาที่ทำให้ลูกศิษย์หนุ่มของผมต้องทิ้งหน้าลงแนบกับพื้นอย่างสิ้นหวัง และหมดสภาพทีเดียว
    #####################################

    “น่ากลัวเหลือเกินค่ะ Mr.Yamato” ร่างเล็กห่อไหล่ที่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ผมคลายมือออกจากบ่าของหล่อน หญิงสาวกลับยึดจับมือของผมไว้แน่น “ดิชั้นนึกไม่ถึงเลยว่า คนที่ดูเป็นสุภาพบุรุษและอ่อนโยนเช่นนั้น เวลาโกรธขึ้นมาจะน่ากลัวขนาดนี้”
    ผมนิ่งมองดูหล่อนนิ่งๆ รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ แม้จะใคร่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคนที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ก็ยั้งปากไว้ด้วยเกรงจะเสียมารยาท
    “จริงๆแล้ว คุณArgyleเป็นคนมีเหตุผลนะครับ คิดว่าคงเพราะกดดันอะไรบางอย่าง จึงแสดงออกด้วยความรุนแรงเช่นนั้น”

    เลดี้Fllay Allsterเงยหน้าขึ้นมองผมก่อนเอ่ยถาม
    “คุณเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่นี่นา สอนเขาหรือคะ?”
    “ครับ วิชาปรัชญาการเมือง”
    ผมตอบยิ้มๆ ดูเหมือนหล่อนจะเริ่มคลายความหวาดกลัวจากเรื่องเมื่อครู่แล้ว จึงค่อยๆกล่าว
    “ก่อนนี้ Ssighบอกดิชั้นว่า จะมางานสัมมนาของมหาวิทยาลัยที่นี่ “หล่อนพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ”ดิชั้นไม่อยากเสียมารยาทหรอกนะคะ แต่บอกตรงๆว่าไม่ใคร่ถนัดในการฟังบรรยายเรื่องหนักๆเสียเท่าไหร่ แต่Ssighก็ตื๊อให้มาด้วย ดิชั้นก็จำใจต้องมา”

    ผมเหลือบตามองเจ้าToryที่บินอยู่เหนือท้องฟ้ามืดครึ้ม มันยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆไม่ไปไหน ผมไม่รู้ว่ามันกระวนกระวายอะไรนัก ทั้งที่ปกติ มันจะบินไปไหนต่อไหนอย่างอิสระตามใจอยู่แล้ว
    “ประทานโทษทีเถอะนะครับ แต่พอจะบอกได้มั๊ยครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น?เผื่อว่าผมจะได้นำไปตักเตือนเขาได้ถูก”

    Ladyแสนสวยนิ่งอึ้งกับคำถามตรงๆของผมไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง คือซบหน้าลงกับฝ่ามือและร้องไห้โฮ!!
    “กรุณาอย่าคาดคั้นดิชั้นในตอนนี้เลยนะคะ ทุกอย่างเพราะดิชั้นไว้ใจคนผิดไป นึกว่าเขาจะเป็นสหายที่ไว้วางใจได้ ทั้งที่ท่านพ่อก็เคยตักเตือนแล้ว ดิชั้นก็ไม่ฟัง”

    เสียงสะอึกสะอื้นทำให้ผมใจหายวูบ มะ...นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นเรื่องลำบากใจขนาดทำให้อีกฝ่ายต้องร้องไห้มากมายเช่นนั้น เกิดมาก็ไม่เคยเห็นสตรีเสียน้ำตาต่อหน้ามาก่อนด้วยสิเรา จะทำยังไงดีหล่ะเนี่ย?? ผมจึงได้แต่เลิ่กลั่กๆทำอะไรไม่ถูก เลยตัดสินใจเอื้อมมือไปจับไหล่เล็กๆทั้งสองนั้นไว้
    “ขอ...ขออภัยครับ อย่าร้องไห้เลยครับ เอ้อ...ในเมื่อไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

    เลดี้ในชุดสีไวน์แดงก่ำเงยขึ้นมองผมด้วยใบหน้านองน้ำตา ดวงตาสีฟ้าอมเทาคู่นั้นฉายประกายราวกับเด็กเล็กๆหลงทางที่กำลังต้องการที่พึ่ง
    “ดิชั้นอยากกลับบ้านค่ะ” หล่อนหยุดร้องไห้ เหลือเพียงเสียงสั่นเครือขณะกล่าว “กรุณาไปส่งดิชั้นที่บ้านด้วยเถอะนะคะ ดิชั้นกลัวว่าเขาจะตามไปอีก”

    ผมนิ่งลังเล เพราะอันที่จริง ก็มีภาระที่ต้องไปสอนหนังสือStellarด้วย
    “เอ้อ...”
    “ได้โปรดเถอะค่ะ Mr.Yamato”หล่อนอ้อนวอน มือทั้งสองยึดเสื้อโค้ทผมไว้แน่น”ดิชั้นทราบค่ะว่าเป็นการขอร้องที่ออกจะมากจนเกินไป แต่เห็นใจกันเถอะนะคะ ดิชั้น...”
    พูดยังไม่ทันจบ เจ้าตัวก็ทำท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีก เอาหล่ะสิ!ผมร้องอยู่ในใจ ยิ่งมีคนที่เดินผ่านมาหยุดมองแล้วหันไปซุบซิบกันด้วยแล้ว ผมยิ่งทำอะไรไม่ถูก

    จะปล่อยหญิงสาวอ่อนแอตัวคนเดียวที่กำลังร้องไห้ไว้คนเดียวก็ไม่ได้ แต่....
    อีกแล้ว....ผมนึกไปถึงเรื่องที่Rosetta ลูกศิษย์ตัวเล็กๆที่กำลังรออยู่ และ....

    เธอคนนั้น...

    “เอ่อ....”
    ผมจับมือเล็กบางที่สั่นเทาคู่นั้น ก่อนค่อยๆกล่าวบอก
    คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง...ผมคิด หล่อนก็มากับAthrun ผมเองก็อยากเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้พูดคุยกันเป็นส่วนตัวบ้าง ก็ไม่ค่อยได้พบกันนี่นะ...เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเวลาว่างตรงกันน้อยเหลือเกิน
    “ผมเข้าใจครับ ...ใจเย็นๆก่อนนะ....ผมจะไปส่งคุณที่คฤหาสน์ท่านบารอนเองครับ”

    เมื่อได้ยินผมกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าของเลดี้ผู้กำลังร้องไห้ก็เริ่มแจ่มใสขึ้น
    “จริงหรือคะ?”
    “ครับ อย่างกังวลไปเลย” ผมยิ้มรับ ค่อยเบาใจเมื่อน้ำตาของหล่อนหยุดไหล เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแทน
    “ขอบพระคุณเหลือเกินค่ะ Mr. Yamato”

    ผมพยักหน้ารับพลางยกแขนให้หล่อนวางมือ แต่เจ้าของฉายากุหลาบแห่งลอนดอนกลับสอดมือเข้ากอดท่อนแขนด้านบนของผมแน่น

    ผมมองใบหน้าที่ยังไม่คลายสีซีดเผือดนั้นอย่างรู้สึกสงสารอยู่ลึกๆ ผมคงปล่อยหล่อนไว้คนเดียวเช่นนี้ไม่ได้... สุภาพสตรีอ่อนแอตัวคนเดียวแบบนี้

    แต่ในเวลาเดียวกันนั้น....ผมกลับคิดไปถึง....สุภาพสตรีอีกคนหนึ่งที่คงจะกำลังเดินเล่นอย่างมีความสุขอยู่ภายในอุทยานไฮด์ปาร์คแห่งนี้กับ....

    ....จะห่วงใยไปอีกทำไมกัน....เลิกคิดเสียทีเถอะ
    ##################################

    “Kira....?”
    ผมพึมพำชื่อของสหายรักที่ตอนนี้กำลังเดินห่างออกไปกับสุภาพสตรีร่างบางในชุดสีไวน์แดง คนที่ผมแน่ใจว่าจำไม่ผิดคน “นั่น...บุตรีของAllsterไม่ใช่รึ?”

    เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงที่ยืนเคียงข้างผมตอนนี้นิ่งมองภาพตรงหน้าด้วยสายตางงงันไม่ต่างกัน ผมสังเกตเห็นว่ามือเล็กบางของหล่อนกำช่อดอกบลูไวโอเล็ตที่ตั้งใจนำมาแสดงความยินดีกับหมอนั่นแน่นขึ้น อันที่จริงพวกAllsterกับคนของRosettaไม่ใช่กลุ่มที่คบค้าสมาคมกันได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ตระกูลเก่าแก่ของบารอนAllsterเป็นพวกหน้าเงิน ทั้งยังเป็นเจ้าของที่ดินในส่วนที่Rosettaถูกสร้างขึ้น ค่าเช่าที่ดินก็แพงขึ้นๆทุกเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆมานี้.... หลังจากที่...ดาวจรัสแสงของRosetta เช่นLacus Clyneปฏิเสธจะร่วมโต๊ะอาหารกับบารอนAllsterผู้นั้น

    แล้วKiraก็เคยบอกผมเองว่า ไม่เคยให้ความสนใจกับLady Allster แม้แต่ตอนที่มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่าหล่อนไปมีเรื่องรักๆใคร่ๆกับหนุ่มอื่น หมอนั่นก็ยังทำท่าเฉยๆ

    ถ้างั้นแล้ว....ทำไมตอนนี้??

    “ทั้งที่เคยบอกว่าไม่สนใจพวกAllsterแท้ๆ” ผมนึกคิดอย่างฉงนสงสัย ไม่ทันได้สังเกตว่าLacusนิ่งเงียบไป
    “.....”
    “หรือเพราะว่าอีตาบารอนหน้าเงินนั่นเป็นเพื่อนกับครอบครัวYamato? คุณคิดว่าไงครับ?Lacus”
    ประโยคหลังผมหันไปขอความเห็นจากLacus แต่หล่อนกลับนิ่งเฉย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นกล่าวตอบเสียงห้วนสั้น
    “ไม่ทราบสิคะ”
    “?”
    แม้หล่อนจะทำหน้าเฉยๆเหมือนไม่เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ผมกลับมองเห็นความหงุดหงิดที่อยู่ในดวงตาคู่สวยนั้นแจ่มชัด เพราะเรื่องที่บุตรีตระกูลAllsterแสดงตัวเป็นอริกับหล่อนนั้น
    ผมก็พอทราบมาบ้าง เพราะแม้บารอนผู้นำตระกูลจะเสนอไมตรีให้Lacus Clyneอย่าเปิดเผย แต่ตัวบุตรสาวของเขานั้นก็ชิงชังเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงอย่างเปิดเผยด้วยเช่นกัน

    “กลับกันเถอะค่ะAthrun” ครั้นแล้ว หล่อนกลับหันมากล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มร่าเริงเหมือนเดิม “สัญญากับStellarว่าจะพาแกไปเยี่ยมหมวดAsukaด้วยนี่คะ ป่านนี้รอแย่แล้วกระมังคะ?”
    “...อะ...เอ้อ...ครับ นั่นสิ....แต่....” ผมมองช่อดอกบลูไวโอเล็ตส่งกลิ่นหอมอ่อนๆที่จัดแต่งเป็นทรงกลมแซมด้วยดอกกระดุมเงิน ตกแต่งริบบิ้นผ้าไหมสีเทาเงิน “เจ้านั่นน่ะน๊า....อุตส่าห์ซื้อดอกไม้มาแล้วทั้งที....”

    “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ เขาไม่อยากได้ก็ช่างเขาประไร” เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงเดินนำผมไปก่อนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

    “เมื่อในมือของเขามีดอกกุหลาบแดงแสนสวยอยู่แล้ว บลูไวโอเล็ตจะมีค่าอะไรนักหนากันเชียวคะ”
    ##############################
  10. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    PHASE 18 : Long…long…Distance

    “โผล่หัวมาแล้วเรอะ? หายไปทั้งวันเชียวนะ!!”
    นั่นเป็นเสียงทักทายคำแรกที่ผมได้ยินเมื่อก้าวผ่านประตูออฟฟิศสก็อตแลนด์ยาร์ดที่ถนนไวท์ฮอลล์ แม่หนูผมทองตัวน้อยในชุดกระโปรงบานสีแดงเหมือนลูกเชอร์รี่ได้ยินเสียงโหวกเหวกทักทายจากเจ้าผู้กองDearka Elthmanผิวหมึก หล่อนก็สะดุ้งตกใจแล้วหลบเข้าซ่อนด้านหลังผมวูบ

    ผมกลั้นยิ้มขำ ก่อนจูงมือผอมบางให้ออกจากที่ซ่อน เจ้าตัวหลบสายตาจากบุคคลตรงหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆ เจ้าผู้กองผิวหมึกคมเข้มมองสุภาพสตรีสาวน้อยแปลกหน้าอย่างสงสัยใคร่รู้ ผมไม่อธิบายอะไร เพียงแต่ย้อนถาม
    “หมวดAsukaอยู่รึเปล่า? พาคนมาหา”
    “เจ้านั่นเรอะ? เอ้า!เฮ้ย!! หมวดShinๆ!ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่านั่น?? ไปดูทีซิ!!” ประโยคหลัง เขาหันไปตะโกนถามพวกตำรวจชั้นผู้น้อยคนอื่นๆที่พากันชะโงกหน้าออกมาดูอย่างสนอกสนใจ แต่ดูเหมือนนั่นจะทำให้Stellarต้องตระหนก

    ผมวางมือลงบนกลุ่มผมสีทองของหล่อนเบาๆ แล้วอธิบาย
    “ไม่มีอะไรหรอกStellar นี่มันเรื่องปกติของที่นี่ เราคุยกันแบบนี้แหล่ะ”
    “….แต่....”
    ดูหล่อนจะยังกังวลไม่น้อย ผมเลยคุกเข่าลงคุยด้วย
    “เป็นห่วงสินะ”
    “...ค่ะ” เสียงรับคำแผ่วเบา

    ดวงตาที่หลบลงต่ำเช่นนั้น....ทำให้ใจของผมไปคิดถึงดวงตาของใครสักคนหนึ่ง

    ใครสักคนหนึ่ง.....เมื่อคืนนี้....

    ผมสะบัดหน้าพรืด พยายามขจัดความคิดคำนึงถึง...เรื่องไม่เป็นสาระ
    ไม่เอาหล่ะ! ไม่คิดๆ!

    นี่ถ้าLacusมาด้วยคงดีไม่น้อย เราคงมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย ผมจะได้ไม่ต้องเผลอนึกถึงเรื่องอื่นอีก อย่างน้อยก็ประเด็นเรื่องที่เราเห็นKiraเดินเคียงข้างอยู่กับLady Fllay Allsterที่ไฮด์ปาร์คนั่น.... ทั้งที่อุตส่าห์ชวนมาด้วย แต่หล่อนกลับปฏิเสธอย่างสุภาพและอธิบายว่า
    “ดิชั้นอยากจะซ้อมเพลงที่ต้องใช้ในละครเรื่องหน้าก่อนน่ะค่ะ นี่พวกนักดนตรีก็กำลังรอกันอยู่ด้วย”
    ผมมองช่อดอกบลูไวโอเล็ตในมือของหล่อน ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรต่อ ก็พอดีStellarวิ่งออกจากประตูห้องซ้อมดนตรีออกมา เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงจึงก้มลงยื่นช่อดอกไม้เล็กๆนั้นให้แม่หนูแทน

    “ชั้นฝากดอกไม้นี่แทนของเยี่ยมหมวดAsukaด้วยแล้วกันนะจ๊ะ”

    เพราะฉะนั้น ในตอนนี้ผมจึงได้พบว่าช่อดอกบลูไวโอเล็ตซึ่งตั้งใจจะมอบให้เพื่อนรักหลังการอภิปรายจบลง มาอยู่ในมือเล็กๆของมือฮาล์ปตัวน้อยแห่งRosettaแทน

    “ถ้างั้น....ชั้นนับหนึ่งถึงสามนะ” ผมเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที “เชื่อสิว่า ในหนึ่งถึงสาม หมอนั่นโผล่ออกมาแน่”
    “เอ๋?”
    “คอยดูให้ดีล่ะ หนึ่ง...”

    ปึง!ตึ่กๆๆๆๆ
    นั่นไงหล่ะเสียงสับฝีเท้า วิ่งตาลีตาเหลือกมาทีเดียว

    “สอง”
    โครม!ตึ่กๆๆๆๆๆผมได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆแว่วมา เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
    “จะรีบวิ่งไปตายที่ไหนหา??Shin”
    “เหตุด่วนเฟ้ย!โทษที!!”

    ตึ่กๆๆๆๆๆๆๆ ใกล้เข้ามาแล้วสิ
    “สาม!”
    ทันใดนั้น ประตูหน้าห้องโถงก็เปิดออกโครม!พร้อมกับเสียงโวยวายลั่นของเจ้าหมวดรุ่นน้อง
    “ผู้กองAthrun zala!!!มาแล้วเหรอครับ??คุณนะคุณ!!หาย(หัว)ไปไหนมาทั้งวันครับ?? ไหนบอกว่าแผลไม่เป็นไรไง???แล้วนี่งานน่ะ....”
    แต่แล้วสีหน้าของคนที่เตรียมเม้งแตกเต็มที่ก็เปลี่ยนเป็นอ่อนลงแทบจะในบัดดลเมื่อพบว่า สาวน้อยผมทองผู้มาเยือนซึ่งตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆผมเป็นใคร

    “S…Stellar…?มะ....มาได้ยังไง?”
    “...Shin....”
    เอาหล่ะสิ! นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่พาแม่หนูมาเยี่ยมเจ้าหมวดAsukaถึงที่นี่ เพราะทันทีที่หล่อนเห็นหน้าหมอนั่น เห็นแผลที่พันผ้าบนหัว แผลบวมแดงที่มุมปาก และยังจะผ้าก๊อชพันแผลที่มือขวาอีกหล่ะ น้ำตาเจ้ากรรมเม็ดเป้งเหมือนไข่มุกก็ร่วงเผาะๆลงมาจากตากลมโตสีลูกหว้าคู่สวยทันที เท่านั้นแหล่ะ...เจ้าหมวดรุ่นน้องก็ตกใจแหกปากร้องลั่น
    “เฮ้ย!!!Stellar!! อย่าร้องๆๆๆ!!”

    หมวดเลือดร้อนรี่เข้าไปลูบหลังลูบไหล่สาวน้อยตัวเล็กทันที รีบพูดปลอบปากคอสั่นเชียวนั่น
    “ร้องทำไมน่ะ? ไม่เอาๆ!”
    “ก็Shin…ฮึก...มีแผล...ฮือ....”
    “โธ่!แผลแค่นี้เอง! Shinไม่เจ็บเลย!!ไม่เจ๊บ!ไม่เจ็บ!!จริงๆนะ!” ไม่พูดเปล่า หมวดยังโอบแขนกอดร่างเล็กที่สะอื้นจนตัวสั่นไว้ด้วย นั่นดึงความสนใจของผู้กองElthmanได้ดีจนต้องกระซิบถามผม
    “เฮ่ย”
    “อะไร?”
    “เลดี้น้อยนั่นเป็นใครน่ะ?”
    “อ๊อ…..”ถูกถามมา ผมเลยตอบตรง “เด็กของหมวดAsuka”

    เท่านั้นแหล่ะ ผมก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนแผดลั่นมาจากเจ้าหมวดหนุ่ม
    “ผู้ก๊องงง!!!พูดแบบนั้นได้ไงครับ!!!”
    เพราะงั้น ผมและผู้กองผิวหมึกจึงพากันฉากหลบเข้าไปในส่วนสำนักงาน ปล่อยให้หมอนั่นแก้ตัวเรื่องบาดแผลปุปะเต็มตัวกับแม่หนูStellarเอง

    แต่ก็ใช่ว่าความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะเมื่อประตูปิดปุ๊บ เสียงคำถามจากบรรดาตำรวจชั้นผู้น้อยคนอื่นๆก็ระดมใส่ผมมาเป็นชุด
    “ผู้กองZala!!ทำไมวันนี้ถึงหยุดงานครับ??ไม่บอกไม่กล่าวกันมั่งเลย!!”
    “อ้าว!ก็มาแล้วนี่ไง” ผมตอบเสียงเรียบ ถึงจะรู้ว่าตัวเองตอบไม่ตรงคำถามก็เถอะ
    “พวกเราตกใจหมดเลย นึกว่าบาดแผลคุณเป็นอะไรมากซะอีก!!”
    “คุณหายไปไหนมาครับ?? พวกเราโทรศัพท์ตามตัวจนสายแทบไหม้เลยนะ!!”
    “ใช่ๆ ไปหาถึงที่ห้องพักของคุณเลยก็ไม่เจอใคร พวกเราวิ่งหาตัวคุณจ้าละหวั่นเลยนะครับ!!!”
    “โทษทีๆ ขอกลับเข้าไปทำงานก่อนแล้วกัน”

    ผมพยายามปลีกตัวออกจากวงล้อม แล้วในที่สุด ผู้กองDearkaก็ช่วยเอาไว้ด้วยการออกคำสั่ง
    “เอ้าๆ!!พวกแกน่ะ งานการมีไม่ทำรึไง??มาเกะกะอยู่ได้!!”
    เท่านั้นเอง วงก็แตกในบัดดล ผมกลั้นหัวเราะเบาๆพลางเดินผ่านไปยังห้องทำงานส่วนตัว ยังได้ยินเสียงพึมพำวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไกลๆ ถ้าไม่ได้เจ้าผู้กองผิวหมึกถลึงตาใส่ เจ้าพวกนั้นคงไม่หยุด ผมนึกขอบใจหมอนั่นอยู่ในใจ

    อันที่จริง ผมและร้อยเอกDearka Elthmanผิวคล้ำเข้มผู้นี้รู้จักกันดีตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนประจำที่Eton เพราะหมอนี่เป็นลูกไล่ลูกชนคนสนิทของYzakมาแต่เล็กแต่น้อย คงเหมือนที่ผมเป็นเพื่อนกับKiraมาแต่เยาว์วัยนั่นแหล่ะ และแม้จะอยู่คนละกลุ่ม ทั้งยังมักมีเรื่องเขม่นกันเสมอในตอนนั้น หากเมื่อมาทำงานร่วมกัน ผมก็ต้องยอมรับว่า ทั้งสองคนเป็นคนมีฝีมือทั้งคู่

    และยังเชื่อใจได้อีกด้วย

    “นึกไม่ถึงว่า หน้าใสๆอย่างเจ้าหมวดShin Asukaนั่น จะมีรสนิยมชอบเลี้ยงต้อย” ผู้กองElthmanเปรยหน้าตาย พลางยื่นหน้ามากระซิบผมขณะยืนรอผมไขกุญแจเข้าห้องทำงาน “ลอนดอนออกจะมีสาวๆสวยๆให้เลือกเพียบไปหมด เอากับมันสิ! ดั๊น...ไปชอบเด็กได้”
    “เออน่า ว่ามันอยู่ได้ เดี๋ยวหล่อนก็โตเป็นสาวแล้วน่า” ผมปัดมือพลางแก้ตัวแทนลูกน้องคนสนิท แต่ยังถูกซักไม่เลิก
    “ที่ว่าเดี๋ยวเนี่ย? เจ้าหล่อนกี่ขวบวะนั่น?เห็นตัวกะเปี๊ยก”
    “นายไปถามหมวดเอาเองแล้วกัน ชั้นขี้เกียจยุ่งเรื่องมันแล้ว แค่เรื่อง....” ผมหลุดปากออกไปอย่างนึกรำคาญ แต่แล้วก็ยั้งปากตัวเองเอาไว้ทัน
    “หา?”
    “เปล่าๆ ไม่มีอะไร.... ช่างมันเถอะ”

    ผมเปลี่ยนเรื่องพูดพลางหลบตามองไปทางอื่น เกลียดความรู้สึกแบบนี้จริงเชียว
    เกลียดแม้แต่กับตัวเองที่ปล่อยวางเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เสียที

    “อะไรของนายวะ? จะพูดอะไรก็ไม่พูดให้จบ” เจ้าDearkaเลิกคิ้วมองผมอย่างสงสัย “ทำตัวลับๆล่อๆไปได้ วันนี้ก็หายหัวไปทั้งวัน นี่ดีนะที่มีเรื่องให้เจ้าYzakมันอารมณ์ดี ไม่งั้น ตายหยั่งเขียดกันหมดแน่ๆ”
    คำกล่าวของหมวดผิวหมึกทำให้ผมต้องชะงักมือที่กำลังหมุนลูกบิดประตูค้างไว้เพียงเท่านั้น
    “? มีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้านั่นอารมณ์ดีได้ด้วยรึ?”
    “อ๊ะ!มีสิ โน่นไง”
    ผมมองตานิ้วชี้ของอีกฝ่ายเพื่อมองพบว่าประตูห้องทำงานใหญ่ซึ่งอยู่ถัดไปกำลังเปิดออกให้ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีงาช้างก้าวออกมา
    โดยมีสุภาพสตรีร่างเล็กในชุดเสื้อคลุมไหมพรมกำมะหยี่ถักสีแดงเข้มปักลูกไม้ละเอียดสีดำก้าวตามหลังมาด้วย

    และเมื่อสารวัตรผมเงินเห็นหน้าผมก็ร้องทัก
    “มาแล้วเรอะ?? ที่ลาป่วยน่ะ ชั้นนึกว่านายจะตายไปแล้วซะอีก”
    “ขอบใจที่แช่ง” ผมประชดพลางคลำแขนขวาที่คล้องผ้าไว้เบาๆ ก่อนจะโค้งรับสุภาพสตรีในเสื้อคลุมสีแดงเข้มซึ่งย่อกายลงทักทายผมอย่างนิ่มนวล ผมสะดุดตาที่เรือนผมสีเกาลัดเข้มปล่อยยาวสลวยประดับด้วยแฮร์เดรสเซอร์ทำจากเงินแวววาวประดับพลอยสีเดียวกับเสื้อคลุม ใบหน้าหลบลงต่ำอย่างที่กุลสตรีพึงกระทำยามอยู่เบื้องหน้ากลุ่มบุรุษ Yzakไม่ได้พูดอธิบายอะไรให้ผมฟังนอกจากหันไปกล่าวกับหล่อน

    “ไม่ได้ให้รถม้ารอใช่มั๊ย?Chiho ชั้นจะไปส่งเองนะ”
    โอ๊ะ...?
    “คุณกรุณาเหลือเกิน แต่ดิชั้นเกรงใจค่ะ งานการที่คั่งค้างของคุณยังมีอีกเยอะ”
    “จะเป็นไรไปหล่ะ ชั้นออกไปส่งเธอแค่นี้ ใช่ว่าจะทำให้งานเสียหายไปหมดเสียหน่อย เจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็อยู่กัน”

    โอ๋...?
    “แต่ว่าแผลของคุณ....”
    “ให้ชั้นทำหน้าที่คู่หมั้นที่ดีบ้างเถอะ อย่าปฏิเสธเลยนะ”

    โอ้???
    นี่ผมท่าจะตาฝาดหูฝาดไปแล้วกระมังที่เห็นใบหน้า แววตา และคำพูดคำจาของสารวัตรขี้วีนอย่างพันตรี Yzak Julesอ่อนโยนเช่นนั้น

    “ชั้นจะไปส่งคู่หมั้น เดี๋ยวมา พวกนายทำงานกันไปหล่ะ อ้อ!แล้วก็Athrun Zala ชั้นขอบันทึกรายงานการออกปฏิบัติการณ์เมื่อคืนโดยละเอียดด้วย เข้าใจหล่ะ?”
    ยังไม่วายหันมาสั่งงานแฮะ ทั้งที่คู่หมั้นแสนสวยยังยืนรออยู่ตรงนั้นแท้ๆ
    “รับทราบครับ”
    ผมกลั้นยิ้มพลางรับคำ พอจะเข้าใจแล้วว่า อะไรทำให้หมอนั่นอารมณ์ดีได้แบบนั้น

    นานน๊าน....ผมจะเห็นYzakคลายท่าทีแข็งกร้าวลงซักที ยิ่งช่วงหลังๆที่ผมได้ข่าวว่าหมอนั่นมีเรื่องระหองระแหงกับคู่หมั้นสาว เจ้าตัวก็เอาแต่ทำงาน ไม่ออกงานสังคมที่ไหน ไม่เที่ยวไหน และแทบไม่กลับบ้านกลับช่องด้วยซ้ำ
    แต่มาตอนนี้....บรรยากาศรอบกายของหมอนั่นคงสดใสขึ้นแล้วสินะ

    จากห้องประจำตำแหน่ง ผมมองภาพที่ทั้งคู่เดินเคียงกันขึ้นรถม้าประจำตำแหน่งของสารวัตรJulesไปในช่วงเวลายามเย็นที่แสงสีแดงส้มสาดลงสู่พื้นถนน เงาของสองร่างทอดยาวเป็นสีดำ ผมไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนสนทนาอะไรกัน แต่คงเป็นเรื่องดี เพราะต่างก็ส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุขทีเดียว
    “ถึงว่า....อารมณ์ดีผิดปกติ....”
    ผมเปรยขึ้นมาลอยๆพลางนั่งบนเก้าอี้บุหนังตัวใหญ่ของโต๊ะทำงาน Dearkaเท้าแขนกับโต๊ะและเสริมว่า
    “แหงหล่ะ ก็คืนดีกับคู่หมั้นแล้วนี่”

    ผมกลั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนพลิกแฟ้มเอกสารที่แปะกระดาษด้านหน้าว่า “ด่วน”ขึ้นอ่าน
    “ว่าแต่ว่า ทำไมหล่อนถึงมาที่นี่ได้หล่ะ โกรธกันอยู่ไม่ใช่รึ?”
    ผู้กองผิวหมึกยักไหล่แล้วตอบ “ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าไปไงมาไงเหมือนกัน หล่อนแค่บอกว่าได้ข่าวเรื่องYzakออกปฏิบัติหน้าที่แล้วได้รับบาดเจ็บ ก็เลยขออนุญาตคอนแวนต์ออกมาเยี่ยม ไปหาที่คฤหาสน์ก็ได้ความว่ามาทำงาน หล่อนจึงตามมาถึงที่นี่”

    ....คอนแวนต์รึ?

    ผมพยักหน้าช้าๆขณะเปิดอ่านเอกสารที่หมวดAsukaวางทิ้งไว้ให้อย่างคร่าวๆ
    “แสดงว่า ที่แง่งอนกันอยู่เรื่องที่หมอนั่นไปเจ้าชู้ใส่Lady Allsterจนเป็นข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์สังคมก็เป็นอันตกไปสินะ”
    “งั้นมั้ง? แต่แหม เป็นชั้นนะ ทรงเสน่ห์ขนาดLady Allsterมาให้ท่า ชั้นก็ตอบรับว่ะ ผู้ชายนา ไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่จะได้ทำเฉยๆ ไม่ตอบสนองก็เสียเชิงชายหมดกันพอดี!”
    เจ้าผู้กองผิวเข้มร่ายยาวจนผมอดขำไม่ได้
    “อย่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐานสิDearka ใครจะทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยลอยไปก็ลอยมาแบบนายได้ตลอดหล่ะ ทั้งๆที่มีสาวๆรายล้อมมากมาย ชั้นยังไม่เห็นนายอยากจะลงเอยจริงจังกับใครเลยซักคน”

    พอโดนผมตอกหน้าแบบนั้น มันก็โวยขึ้นมาบ้าง
    “อ้าวๆ! นายนั่นแหล่ะเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสิน เกิดมาเป็นผู้ชายทั้งที ไม่ใช้ชีวิตหนุ่มโสดให้คุ้มก็แย่น่ะสิ! ใครจะเหมือนนายที่มีแต่เรื่องของLacus Clyne เจ้าหญิงของRosettaคนนั้นเต็มหัวไปหมด เฮ้อ! ผู้ชายที่ทำตัวรักเดียวใจเดียวนี่น่าเบื่อชะมัด แต่ว่าก็ว่าเถอะ!”
    บ่นจบก็ยื่นหน้ามาถามด้วยคำถามที่น่ากระแทกหน้ากลับเป็นที่สุด
    “เทียวไล้เทียวขื่อกันมาก็นานแล้ว เมื่อไหร่จะได้เวลาจัดการรวบหัวรวบหางซะทีวะ? จะปล่อยให้เนิ่นนานกว่านี้ไปอีกนานเท่าไหร่กันฮึ?”

    “เฮ่ย!”นั่นทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นร้องทักท้วงเสียงหลง “จะบ้าเรอะ??คิดอะไรบ้าๆ”
    “อ้าว!ว่าไป!! ตอนนี้บิดาของหล่อนไม่อยู่นี่นะ เป็นโอกาสแล้วนะเฟ้ย!!”
    ยังจะพูดต่อไปอีกเรอะ! ผมชักฉุนเจ้าหมอนี่ขึ้นมาแล้วสิ
    “เลิกคิดอกุศลซะทีเถอะDearka!! หล่อนเป็นผู้หญิงนะ ไปทำแบบนั้น....!!!”

    ใช่ๆ!! เพราะหล่อนเป็นผู้หญิง เป็นเพศที่อ่อนแอ บอบบาง ผู้ถูกอบรมมาให้เป็นสุภาพบุรุษอย่างพวกเราจึงจะต้องปกป้อง ดูแล และปฏิบัติต่อพวกหล่อนอย่างให้เกียรติ

    จะไปทำหยาบคายประเภท พูดจาเล่นหัวหยาบๆคายๆบ้าง จับข้อเท้าขึ้นมาดูบ้าง แบกขึ้นบ่าบ้าง จับโยนใส่รถม้าบ้าง จับกดเข้ากับกำแพงบ้างแบบนั้น....!

    ทำแบบนั้น!!

    .....แล้วทำไมภาพเหตุการณ์ทุกอย่างที่เคยทำ(และมาสำนึกเอาตอนนี้ว่าไม่ควรทำ) มันถึงถูกย้อนกลับมาทั้งหมดในเวลาแบบนี้หล่ะ!!???

    โป๊ก!!!
    ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างโขกเข้ากับโต๊ะดังลั่น และเมื่อได้ยินเสียงคำถามจากDearka อาการเจ็บแปล๊บๆที่หน้าผากจึงทำให้สำนึกได้ว่า อ้อ...หัวผมเองที่โขกลงกับพื้นโต๊ะทำงานเข้าให้เต็มแรง
    “....เป็นอะไรของแกน่ะ เพี้ยนไปแล้วรึไง?”
    ผมไม่มีแรงจะเงยหน้าขึ้นแต่ก็พอนึกภาพหน้าดำๆที่มองตรงมาด้วยความสงสัยปนเหยียดหยามของหมอนั่นได้ จึงเพียงแต่พึมพำเสียงตอบส่งๆไปว่า
    “เปล่า....ไม่มีอะไร”

    ....ทำไมเรื่องนั้น...ถึงวนเวียนอยู่ในสมองไม่เลิกเสียที ทำไมกัน....?

    สัมผัสของเส้นผมสีบลอนด์น้ำผึ้งนุ่มสลวยที่มือ ดวงตากลมโตสีอำพันนั่นทั้งยามที่เจิดจรัสสดใสและยามหม่นหมองด้วยรอยเศร้า เสียงพูดเจื้อยแจ้ว เสียงหัวเราะ เสียงตะโกนใส่หน้า....

    กลิ่นจางๆเหมือนดอกไม้ป่า...แขนเล็กๆ เอวบอบบางใต้เสื้อแจ็คเก็ตหนังแกะสีคาราเมล แล้วก็.....
    สัมผัสอ่อนนุ่มแปลกประหลาดที่.....

    โป๊ก!!!!!!
    ร้อยตรีDearka Elthmanมองตรงมายังผมที่คิดว่าเอาหัวตัวเองโขกเข้ากับโต๊ะทำงานแรงกว่าเดิม
    “....แกเจ็บแผลจนเป็นบ้าไปแล้วเรอะ?เอาหัวโขกโต๊ะอยู่ได้”
    “เปล่าๆ ไม่มีอะไร...ไม่มี”
    ผมตอบไปส่งๆอีกครั้ง หัวเจ็บแปล๊บๆ ...แปล๊บๆ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยให้ผมเลิกคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นเอาเสียเลย

    ผมซบหน้ากับโต๊ะ หน้าร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะพยายามสลัดความคิดเรื่องนั้นออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำไม่สำเร็จ
    ทำไม่ได้....

    “เออๆ ชั้นไปทำงานต่อดีกว่า ไม่อยากจะคุยกับไอ้เพี้ยนอย่างนายแล้ว เสียเวลา”
    ผมได้ยินเสียงประตูห้องทำงานเปิดออก แต่รู้ตัวอีกที ผมกลับเรียกหมอนั่นไว้เสียก่อน
    “Dearka”
    “?หา?”
    “....”
    ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงจะยังอยากรู้อีก ทำไม....ทำไมต้อง....

    ”เลดี้คู่หมั้นของYzakอยู่คอนแวนต์ที่ไหน?”

    คำที่ค้างคาในใจ....

    “ไม่รู้สิ” หมอนั่นยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แล้วบ่นต่อ “ชั้นไม่ค่อยสนใจสาวๆคอนแวนต์หรอก พวกหล่อนน่ะอยู่แต่กับพระกับเจ้าแถมไว้ตัวยังกับอะไรดี น่าเบื่อจะตาย เอาเป็นว่า ชั้นรู้แค่ว่าคอนแวนต์สุดเฮี้ยบของหล่อนอยู่แถวๆ...อะไรน๊า...ถนนSt.Georgeหล่ะมั้ง?”

    ถนนSt.George....
    “หล่อน”เคยพูดกับผมไว้ในวันที่เราได้พบกันเป็นครั้งแรก

    “.....Saint Angela Ursulineคอนแวนต์....สินะ.....”
    ชื่อนั้นหลุดออกจากปากผมเบาๆ ....ราวละเมอ
    “รู้จักด้วยเรอะ?”
    “....เปล่า.....”

    ไม่เลย....ผมไม่รู้อะไรเลยซักนิด....
    เหมือนคนโง่....
    “ชั้นแค่เดาๆเอาน่ะ”
    ##################################

    เย็นวันเดียวกันนั้น ที่อาคารห้องประชุมใหญ่ภายในSt.Angela Ursulineคอนแวนต์ บรรยากาศการพูดคุยของเหล่าMadamชุดดำผู้เป็นคณาจารย์เป็นไปอย่างจริงจังเคร่งเครียด ประเด็นหลักๆก็เกี่ยวกับเรื่องที่บรรดานักเรียนประจำสาวๆมักละเมิดกฎระเบียบอันเคร่งครัดเป็นประจำ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มนักเรียนที่มีหัวโจกเป็นบุตรีคหบดีเจ้าของไร่ชาแถบมณฑลเชสเตอร์ที่ชื่อว่า เลดี้ Cagalli Yura Athhaและกลุ่มเพื่อนสาวของหล่อน!

    “ดิชั้นทั้งเอ็ด ทั้งตี ทั้งลงโทษทุกครั้ง แต่ไม่มีหลาบจำเลยค่ะ!” อาจารย์หัวหน้าซิสเตอร์ฝ่ายปกครอง Madame St.Nataleออกปากกลางที่ประชุมพลางส่ายหน้าอย่างปวดเศียรยิ่ง “ไม่รู้ทำยังไงถึงจะกำหราบพวกลิงทะโมนกลุ่มนี้ได้เสียที
    นี่แม่เลดี้Athhaนั่นน่ะ แม่นมของหล่อนก็เพิ่งจะพาตัวมาส่งเมื่อเช้านี้เอง แสดงว่าหายไปทั้งคืนเลยแน่นอน!งามหน้ามั๊ยนั่น!! ดิชั้นสุดจะทนแล้วนะคะ เห็นทีเราจะต้องใช้มาตรการขั้นสุดท้ายกันเสียแล้ว!”

    “มาตรการขั้นสุดท้ายหรือคะ? Madame St.Nataleหมายถึงจะส่งจดหมายรายงานความประพฤติไปให้ผู้ปกครองของเด็กๆกลุ่มนั้นรึคะ?” ซิสเตอร์ผู้เยือกเย็นประจำห้องพยาบาล Madame St.Ericaเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ทำให้”นางสิงห์”แห่งฝ่ายปกครองต้องสวนกลับทันควัน
    “ถ้าเช่นนั้น Madameจะปล่อยไว้เช่นนี้หรือคะ?? หรือคุณลืมไปแล้วว่าอุดมการณ์ของโรงเรียนเราคืออะไร? มิใช่การปลูกฝังอบรมทั้งด้านความรู้และกิริยามารยาทให้เหล่ากุลธิดาเหล่านั้นได้เป็นเลดี้ผู้สง่างามในอนาคตหรอกหรือคะ??”

    เมื่อเห็นว่าอาจารย์ผู้นำฝ่ายปกครองเริ่มจะมีอารมณ์มะโหกรุ่น Madameผู้อารีย์และเป็นขวัญใจเด็กๆก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก และนิ่งฟังอีกฝ่ายกล่าวต่อไป
    “ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น ก็ยังมีพวกเด็กสาวที่ชอบนักกับการฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของคอนแวนต์ แล้วก็มิใช่เหตุการณ์แบบนี้จะเป็นครั้งแรกนะคะอาจารย์ทุกท่าน ดิชั้นจึงเห็นว่า ต้องเรียนให้ทางบ้านของพวกหล่อนทราบเสียที ในช่วงปิดเทอรมจะได้มีการอบรมสั่งสอนกันเองเสียบ้าง!”

    และในที่สุด ประธานการประชุม ซึ่งเป็นหัวหน้าสูงสุดของเหล่าซิสเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า “คุณแม่อธิการบดี”ก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มละไมหลังจากนิ่งฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างสงบมาเป็นเวลานาน
    “ดิชั้นเข้าใจความรู้สึกของMadame St.Nataleค่ะ การที่เราตั้งความหวังไว้กับเหล่าลูกศิษย์ไว้มากมายด้วยความหวังดี เมื่อพวกแกไม่ได้อย่างใจ ย่อมรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา”
    “คุณแม่อธิการบดีMadame St.Talia!!ดิชั้นไม่ได้....” ครั้นนางสิงห์Nataleกำลังจะเอ่ยค้าน กลับถูกผู้มีตำแหน่งและอาวุโสสูงกว่าเอ่ยขัดไว้เสียก่อนด้วยน้ำเสียงและทีท่าที่สุขุมนุ่มนวล
    “หากเปรียบการรับเด็กเข้ามาสู่คอนแวนต์เป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง การท้าทายในหน้าที่และวิชาชีพของเหล่าซิสเตอร์นางชีอย่างพวกเรามิใช่การทำให้พวกหล่อนเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงจากเด็กผู้หญิงธรรมดา ไปสู่การเป็นสุภาพสตรีผู้งามสง่าทั้งกาย วาจา ใจหรือคะ?”

    ทั้งห้องประชุมได้ฟังคำกล่าวจากปากของผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งคอนแวนต์แล้วก็ต้องนิ่งเงียบกันไปอย่างใช้ความคิดตาม
    “Madameทุกท่านคะ เมื่อเหล่าคหบดี ขุนนาง และผู้มีเกียรติทางสังคมได้มอบความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งหมดแก่เราในการดูแลบุตรีของพวกเขาแล้ว แต่หากในที่สุด เราไม่สามารถทำได้ตามที่เขาเหล่านั้นหวัง โดยแสดงออกผ่านทางจดหมายแจ้งกลับ มิเท่ากับว่า พวกเราพ่ายแพ้หรือคะ?”

    คุณแม่อธิการบดีผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนถามย้ำอีกครั้ง
    “หรือ....จะแสดงออกให้สังคมภายนอกรู้คะว่า เราแพ้? ว่าเรามิอาจเปลี่ยนแปลงเด็กสาวเหล่านั้นได้ตามอุดมการณ์ที่คอนแวนต์ตั้งไว้ได้ Madameทุกท่านลองเสนอความเห็นประเด็นนี้ได้หรือไม่คะ?”

    ห้องประชุมเงียบงันไปชั่วอึดใจ ซิสเตอร์ฝ่ายปกครองหลายคนมองหน้ากัน ขณะที่Madame St.Ericaลอบยิ้มอย่างโล่งอก

    และในที่สุด นางสิงห์แห่งฝ่ายปกครองก็ยืดกายขึ้น แล้วกล่าวด้วยเสียงชัดเจนเด็ดขาดยิ่ง

    “ไม่ค่ะ คุณแม่อธิการ ดิชั้นจะไม่ยอมให้พวกเราพ่ายแพ้ค่ะ”
    ######################################

    “โอ๊ยยย.....!เมื่อยๆๆๆ!!เมื่อไหร่จะเสร็จหมดซะทีหล่ะเนี่ย??!”
    ชั้นได้ยินเสียงAsagiร้องขึ้นมาดังๆอย่างเหลืออดหลังจากที่บ่นหงุงหงิงๆมานานแล้ว ตั้งแต่พวกเราถูกประกาศิตบทลงโทษจากMadameฝ่ายปกครอง ให้ทำความสะอาดโบสถ์หลังใหญ่ให้สะอาดเรียบร้อยทุกเย็นหลังเลิกเรียนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์

    ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเราสี่คนต้องมาหลังขดหลังแข็งทำความสะอาดโบสถ์สูงตระหง่านที่ทั้งเก่าแก่ ่(จะมีผีโผล่มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้)ทั้งใหญ่โตโอฬารแบบนี้ ก็ไม่ใช่มาจากเรื่องอื่นใดนอกจากจะเป็นเพราะคดีใหญ่ที่ชั้นก่อไว้ โดยมีสามสหายเพื่อนรักคอยให้ช่วยเหลือนั่นเอง

    ความผิดกระทงแรก หนีออกนอกรั้วคอนแวนต์โดยมิได้รับอนุญาต
    ความผิดกระทงที่สอง ไม่เข้าร่วมการสวดมนต์ช่วงเย็น และอาหารมื้อค่ำโดยไม่มีเหตุผลสมควร
    ความผิดกระทงที่สาม หายออกจากคอนแวนต์ไปทั้งคืน โดยไม่แจ้งให้Madameผู้ดูแลหอทราบ
    และ....ความผิดกระทงที่สี่ ช่วยเหลือและปกปิดความผิดในทุกกระทงข้างต้น

    .....สิริรวมรวบยอดแล้ว เราทั้งสี่คนซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน อยู่หอพักห้องเดียวกัน ก็ต้องถูกลงโทษตามหลัก “การรับผิดชอบร่วมกัน”นั่นเอง

    “เลิกบ่นซะทีเถอะ Asagi ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา”Juriขยับแว่นที่ตกลงมาจากดั้งจมูกให้เข้าที่ขณะนั่งลงซักไม้ถูพื้นจนน้ำในถังดำปี๋ “ก็เหนื่อย ก็เมื่อยกันทุกคนแหล่ะ ไม่ใช่ตัวคนเดียวซักหน่อย”
    Mayuraฟังแล้วก็สำทับเพิ่มขณะที่กำลังเช็ดถูทำความสะอาดม้านั่งยาว
    “ทำๆไปเถอะ ให้มันครบอาทิตย์ไปก็เป็นพอ คิดซะว่าออกกำลังกาย เนอะCagalli” กล่าวจบ หล่อนก็หันมาขอความเห็นจากชั้น

    แต่...ชั้นไม่รู้จะพูดอะไรในเวลาแบบนี้ ไม่มีอารมณ์จะแสดงความเห็นอะไรทั้งนั้นแหล่ะ ได้แต่นิ่งเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่างโบสถ์

    ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะ....โหยหาอิสระภายนอกรั้วคอนแวนต์ ไม่ใช่เพราะอยากออกไปให้พ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ แต่เป็นเพราะ....

    ดวงตาสีมรกตคู่นั้น ที่เคยมองตรงมาอย่างอ่อนโยนและ....
    เจ็บปวดนัก....

    “Cagalli….”
    เสียงเรียกชื่อนั้นเพียงแต่ลอยผ่านหูไป ชั้นรู้ว่าตัวเองคงจะทำให้เพื่อนรักทั้งสามคนต้องเป็นห่วงไม่น้อย เพราะตั้งแต่กลับมา ชั้นก็ยังไม่พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเลยสักคำเดียว

    ไม่อยากพูดถึงมัน ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ทำให้ต้องรู้สึกเจ็บปวดแบบนั้น มีแต่ความรู้สึกอยากจะลืมเท่านั้น

    เพื่อนๆทั้งสามคนมองหน้ากันเองอย่างจนใจ จนในที่สุดMayuraก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
    “ถ้าตัวเองไม่เล่า พวกเราก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันเรื่องอะไร”
    “นั่นสิ Cagalli ใครทำอะไรให้ ทำไมไม่เล่าให้พวกเรารู้เรื่องด้วยหล่ะ?” Asagiวางมือจากไม้ถูพื้นตรงมากอดเอวชั้นไว้ “ยิ่งตัวเงียบแบบนี้ พวกเรายิ่งทำอะไรไม่ถูกนะ”
    Juriเองก็จ้องตรงมาที่ชั้นด้วยสายตาเป็นกังวลไม่แพ้กัน
    “เผื่อมีอะไร พวกเราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขไง”

    “.....ชั้น....”
    ก็มันพูดไม่ออกนี่นา พอคิดว่าอยากจะระบายเรื่องราวให้ใครสักคนฟัง ก็เหมือนมีก้อนแข็งๆมาจุกอยู่ที่คอทุกทีไป ในตอนนั้นเองที่พวกเราได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในโบสถ์ จึงพบว่าเป็นรุ่นพี่สาวสวยเกรดสิบสอง Lady Chiho Hanefousนั่นเอง หล่อนอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีแดงก่ำปักลูกไม้สีดำแสดงให้เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากข้างนอก พอเจอหน้าชั้นก็ร้องเรียกอย่างดีใจ
    “คุณAthha!!”
    ก่อนจะวิ่งตรงรี่เข้ามาจับมือทั้งสองของชั้นแน่น ปากก็กล่าวซ้ำๆ
    “ขอบคุณนะ คุณAthha ขอบคุณมากจริงๆ”
    “เอ๋...?เอ้อ…?”ชั้นยังงงๆอยู่นิดหน่อย แล้วจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ถึงสาเหตุที่หล่อนตรงมาขอบอกขอบใจชั้นเช่นนี้

    เป็นเพราะเมื่อเช้านี้....หลังจากที่ถูกManaเอาตัวมาส่งคืนคอนแวนต์ ทำให้พวกMayuraต้องพลอยโดนเทศนาสวนภาณยักษ์และคาดโทษไปด้วย ชั้นก็เผอิญได้เจอกับLady Hanefousที่เดินมาดู”การอบรมขนานใหญ่หน้าเสาธง” ดังนั้น.…หลังจากรับทราบมาตรการลงโทษจากฝ่ายปกครองเรียบร้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน....คงเพราะนึกขึ้นมาได้ว่า ควรจะบอกหล่อนกระมัง? ชั้นจึงเล่าเรื่องที่คู่หมั้นของหล่อน อีตาสารวัตรผมเงินคนนั้นได้รับบาดเจ็บให้ฟัง

    เอิ่ม...ก็...เติมลงไปนิดหน่อยว่า ได้รับบาดเจ็บสาหัสน่ะ
    เมื่อได้ฟังเรื่องดังนั้น เลดี้Hanefousก็ร้อนใจจนต้องรีบไปขออนุญาตMadameสุดเฮี้ยบฝ่ายปกครองให้ตนได้ออกไปเยี่ยมคู่หมั้น ซึ่งหลังจากอ้อนวอนกันอยู่นาน หล่อนก็ได้รับอนุญาตโดยติดต่อให้พี่เลี้ยงมารับตัวไป

    “อ๋อ....เอ้อ...แล้วเป็นไงบ้างหล่ะ?คู่หมั้นของคุณ”
    หล่อนจึงตอบด้วยรอยยิ้มสุขใจ
    “เขาได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อยจ้ะ แล้วก็ที่มือนิดหน่อย แต่เขาเป็นคนเก่ง....บอกชั้นว่าแผลแค่นี้ ไม่ทำให้เขาหยุดงานได้หรอก เขาว่าอย่างนั้นน่ะ”
    ในดวงตาของหล่อน ชั้นมองเห็นความภาคภูมิใจในตัวคู่หมั้นเต็มเปี่ยม จนชั้นอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

    คงจะคุ้มค่าแล้วกระมังที่ตัดสินใจบอกข่าวนี้แก่หล่อน การได้เห็นความรักของคนอื่นกลับมาดังเดิมนั้น...อย่างน้อยก็ ทำให้รู้สึกมีความสุขไปด้วยเหมือนกัน

    แม้จะเล็กน้อยก็ตามที

    “ชั้นดีใจด้วยนะ”
    Lady Hanefousได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มรับเขินๆ ชั้นเองก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทั้งสองปรับความเข้าใจอย่างไรกันบ้าง แต่คิดว่า การคืนดีกันครั้งนี้ คงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองก้าวหน้าไปอีกขั้น

    ก็รุ่นพี่แสนสวยของชั้นคนนี้ เคยกล่าวนี่นาว่า “รัก”อีตาสารวัตรที่เป็นคู่หมั้นคนนั้น
    จะรักข้างเดียว หรืออะไรก็ตามเถอะ แม้จะมีเรื่องที่ทำให้ต้องหมางใจกัน แต่หล่อนก็ยังรักเขา

    “ชั้นจะไปเรียนขอร้องMadameฝ่ายปกครองนะ ว่าให้งดเว้นการลงโทษพวกคุณ เพราะนี่ก็เป็นช่วงสอบก่อนปิดเทอรมภาคฤดูร้อน ให้ขัดพื้นโบสถ์ทุกวัน พวกคุณจะเอาเวลาที่ไหนไปท่องหนังสือหล่ะ หือ?”
    คำกล่าวของรุ่นพี่สาวแสนสวยทำให้บรรดาเพื่อนๆของชั้นลืมสมบัติกุลสตรีแล้วไชโยโห่ร้องกันด้วยความดีใจกันเต็มที่ มีแต่ชั้นที่ยังอึ้งๆงงๆ Lady Hanefousยังกุมมือชั้นไว้ขณะที่กล่าวบอก
    “ไม่ต้องห่วงนะคุณAthha ในฐานะประธานนักเรียน ชั้นมีสิทธิที่จะเสนอความเห็นได้ ให้ชั้นช่วยคุณเป็นการตอบแทนนะ”
    “อะ...เอ้อ....ขะ...ขอบคุณนะ”
    ชั้นพูดได้แค่นั้น เพราะอันที่จริง...ในเวลานี้ ชั้นแทบจะลืมคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังถูกลงโทษไปแล้วด้วยซ้ำ รุ่นพี่สาวแสนสวยยิ้มให้ชั้นอีกครั้งก่อนจะหันไปกล่าวขอตัวกับสาวๆอีกสามคน และเมื่อหล่อนกำลังเดินห่างออกไป ชั้นกลับวิ่งตามหล่อนไปจนถึงหน้าประตูโบสถ์

    และถามในเรื่องที่...ไม่รู้ว่าควรจะถามหรือไม่?
    หรือมีเหตุผลพอที่จะถามหรือไม่?
    “มีอะไรหรือคุณAthha?”
    แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามทีเถอะ....

    “แล้ว...”
    “หือ?”
    “พวกตำรวจคนอื่นๆที่สำนักงานสก็อตแลนด์ยาร์ด....”
    ชั้นก้มมองพื้น ไม่กล้าสบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของอีกฝ่าย หากรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากกว่าปกติ
    “เป็นยังไงกันบ้าง...?”

    จึงได้ยินเสียงLady Hanefousตอบเสียงใส
    “อ๋อ... ก็เท่าที่ชั้นเห็น อย่างผู้กองElthmanที่เป็นหน้าห้องของคู่หมั้นชั้นก็ได้แผลที่ศีรษะไปนิดหน่อย คนอื่นๆก็เหมือนกัน ถึงจะเจ็บตัวกันบ้าง แต่ก็ดูทำงานด้วยความขยันขันแข็งกันดีนะ”
    “...เหรอ?”
    ชั้นพยายามฝืนยิ้ม ทั้งๆที่ความจริงมีเรื่องอยากจะถามอีก แต่...

    “อื้อ ทำไมหรือจ๊ะ?”
    “ไม่ค่ะ ไม่” ชั้นรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ชั้นแค่สงสัยน่ะ”
    Lady Hanefousไม่ได้ถามอย่างอื่นกับชั้นต่อ คงเพราะเจ้าตัวกำลังปลื้มกับเรื่องที่ได้คืนดีกับคู่หมั้นอยู่ หล่อนกล่าวขอตัวกับชั้นด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะเดินห่างออกไปตามเงาต้นบีชเขียวชอุ่ม และห่างออกไปจากร่มเงาของโบสถ์ใหญ่

    ชั้นนึกต่อว่าตัวเองอยู่ในใจที่มีอะไรก็ไม่รู้จักพูดออกไป
    ถ้ามันทำได้ง่ายๆแบบนั้น คงไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิดเช่นนี้....

    ตั้งแต่เมื่อคืนที่ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้จนเหนื่อยแล้วก็เผลอหลับไป จนมารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อManaมาเคาะประตูปลุก และบอกว่าจะพามาส่งคอนแวนต์
    ถ้าเป็นยามปกติ ชั้นคงวิ่งพล่าน ไม่อยากกลับมาเสียเต็มที่
    แต่ตอนนั้น ชั้นกลับอยากกลับเข้าสู่รั้วเหล็กขนาดใหญ่แห่งนี้ยิ่งกว่าอะไร อาจเพราะ...อยากหนีตัวเองให้ไกลจากเรื่องราวเมื่อคืนหล่ะมั้ง?

    แต่....เมื่อได้อยู่เบื้องหน้ารูปสลักหินอ่อนแห่งพระแม่มารีผู้ศักดิ์สิทธิ์ณ ตอนนี้ ชั้นกลับ....มีแต่คำถามวนเวียน ซ้ำซากอยู่ในใจเท่านั้น

    ....เราจะทำอย่างไรต่อไป?

    ชั้นปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไป ไม่รู้ตัว...แทบไม่ได้สนใจเรื่องรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงชวนพูดคุยของเพื่อนๆ ผู้คนที่เดินผ่าน หรือภาพรอบตัวที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านั้นราวกับเป็นเพียงสายลมที่ลอยพัดผ่านไป

    ทั้งๆที่ยังมีพวกMayuraอยู่ใกล้ๆ...ชั้นกลับยังคงรู้สึกว่าตนเองเหลืออยู่ตัวคนเดียวในโลก
    เป็นความรู้สึกเดียวกับเมื่อ...5ปีก่อนไม่มีผิด
    เหมือนตอนที่เสียท่านแม่ไป....

    ในที่สุด ชั้นกลับพบว่าในคืนนั้น...ทั้งที่ได้เวลาปิดไฟนอนแล้ว ตัวเองกลับยังมานั่งเท้าคางจ้องมองรูปสลักหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์อันงดงามและอ่อนโยนยิ่งของพระแม่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงเทียนระยิบระยับบนแท่นบูชาภายในห้องโถงอันโอ่อ่ากว้างขวางของโบสถ์กลางหลังใหญ่

    ท่านจะตอบคำถามของเราได้หรือไม่หนอ?

    ลูกควรจะทำเช่นไรต่อไป?

    แอ๊ด....ด
    ชั้นได้ยินเสียงประตูโบสถ์เปิดออก ตอนแรกก็ทำเอาตกใจจนต้องสะดุ้งเฮือกอยู่เหมือนกันแหล่ะ กะว่าจะมุดตัวหลบใต้เก้าอี้ม้านั่ง ก็เผอิญว่าได้ยินเสียงทักดังขึ้น
    “ลูกนี่....ชอบทำผิดกฎคอนแวนต์เสียจริงนะจ๊ะ”
    ในน้ำเสียงที่เจืออารมณ์ขันและความอ่อนโยนเอื้ออารี ทำให้ชั้นต้องเงยหน้าขึ้นมองเต็มตา จึงพบว่า เจ้าของเสียงซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบนางชีสีดำสนิท คลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมกำมะหยี่สีเดียวกับชุดซึ่งบนหน้าผากติดเครื่องประดับเงินสัญลักษณ์ตำแหน่งสูงสุดแห่งคอนแวนต์เอาไว้ ชั้นลุกขึ้นยืนทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
    “คุณแม่อธิการบดี!”

    อธิการบดีแห่งSt.Angela Ursulineคอนแวนต์ที่พวกเราเรียกเธอว่า คุณแม่อธิการMadame St.Taliaปรายยิ้มให้น้อยๆ ในดวงตาคู่นั้นชั้นมองเห็นความเมตตาเต็มเปี่ยมของสุภาพสตรีนางชีวัยกลางคนที่บ่อยครั้งชั้นแอบนึกชอบใบหน้าสวยสมวัยนั้น ท่วงท่าที่สงบ และสง่างามสมกับเป็นผู้บริหารโรงเรียนสูงสุด ทำให้บรรดานักเรียนและพวกอาจารย์ด้วยกันต้องทั้งรัก ทั้งยำเกรงในเวลาเดียวกัน

    Madameอธิการบดีเดินผ่านชั้นไปยังแท่นนำสวดหน้ารูปปั้นพระแม่ ท่านคุกเข่าลงทำสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเคารพพระบิดา พระบุตร และพระจิตด้วยการยกมือขึ้นแตะหน้าผาก กลางอกและไหล่ทั้งสอง ก่อนจะถอยออกมาเพื่อพูดคุยกับชั้น
    “เป็นอย่างที่ท่านเคานท์Athhaเอ่ยเอาไว้กับแม่ตั้งแต่เมื่อแรกพาลูกมาส่งที่นี่จริงๆ ว่าคงต้องใช้ความพยายามหน่อย แล้วก็เป็นเช่นนั้น เพราะทั้งนักเรียนด้วยกัน ทั้งบรรดาMadameทั้งหลาย ต่างก็กล่าวกันว่า บุตรสาวตระกูลAthhaทั้งแก่น ทั้งเซี้ยว ใครๆก็กำหราบไม่อยู่”
    คุณแม่อธิการพูดปนหัวเราะอารมณ์ดี ตรงเสียจนชั้นทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่านั่นเป็นคำชมหรือตำหนิกันแน่?
    “คุณแม่อธิการ....”
    “แต่ว่าวันนี้ ลูกทำให้แม่ต้องแปลกใจ”
    “?คะ?”

    Madame St.Taliaยิ้มพลางเอ่ย
    “แม่เห็นลูกมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ทำไมจะไม่รู้ว่าลูกไม่เหมือนทุกวัน” ชั้นฟังแล้วพูดอะไรไม่ออก ช่างสมกับเป็นซิสเตอร์สูงสุดแห่งคอนแวนต์เสียจริง “ทั้งที่เคยเป็นเด็กร่าเริง ไม่ว่าจะเจอบทลงโทษจากฝ่ายปกครองมากแค่ไหนก็ไม่เคยปริปากบ่น แต่วันนี้ลูกแปลกไป กลับเซื่องซึม ไม่เหมือนอย่างเคย แม่ก็เลยอดรู้สึกห่วงไม่ได้”

    คำกล่าวนั้น พูดไปแล้วมันก็เป็นความจริง Madameและเพื่อนๆหลายๆคน แม้ไม่พูดมาตรงๆ แต่ชั้นรู้ได้จากสายตาและใบหน้าที่มองมา
    “หนู....”
    “แม่ไม่บังคับให้ลูกพูดหรอกนะจ๊ะ ถ้าไม่พร้อม แม่ก็ไม่อยากทำให้ลำบากใจ แต่รู้มั๊ยว่าแม้แต่Madame St. Nataleก็ยังรู้สึกเป็นห่วงลูกเลยนะ”
    นั่นทำให้ชั้นต้องทั้งแปลกใจและตกใจนัก นางสิงห์ฝ่ายปกครองสุดเฮี้ยบน่ะรึ??
    “คะ???”
    “แม่ไม่โกหกอยู่แล้วหล่ะจ้ะ เพราะนั่นมันผิดศีลนี่นา” คุณแม่อธิการบดีแสนสวยพยักหน้ารับอย่างจริงใจ เล่นเอาชั้นพูดอะไรไม่ออก ใจหนึ่งมันก็รู้สึกผิดที่ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาเป็นห่วงวุ่นวายไปหมด อยากพูดออกไปให้หมดว่า เรื่องราวที่ตัวเองก่อขึ้น ความผิดที่ก่อขึ้นมันเรื่องอะไร อยากจะเล่า อยากจะร้องไห้ออกมาให้หมด

    แต่ใจหนึ่ง....ชั้นก็ยังอยากจะทบทวนเรื่องราวต่างๆนั้นเงียบๆคนเดียว

    ในที่สุด เมื่อเหลือเพียงความเงียบสงบกลางแสงเทียนระยับภายในโบสถ์ ชั้นจึงตัดสินใจ....เอ่ยถาม....
    “คุณแม่อธิการคะ...”
    “จ๊ะ?”
    “....คุณแม่อธิการเคยทำผิดมั๊ยคะ?”

    ไม่รู้ว่าสิ่งที่ชั้นถามมันดูโง่ งี่เง่าจนทำให้ท่านต้องนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่หรือเปล่า.... แต่แล้วชั้นจึงได้ยินเสียงตอบ
    “ไม่ว่าใคร...ก็ล้วนมีบาป มีความผิดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทั้งสิ้นหล่ะจ้ะ ไม่มีข้อยกเว้น....ไม่ว่าใคร จะชายหรือหญิง จะอยู่ในชนชั้นแบบใด คงไม่มีใครไม่เคยทำผิด....” ท่านมองชั้นที่ยังก้มหน้ามองพื้นด้วยแววตาแห่งความเอื้ออารี”แต่ว่านะ....ชั้นก็ยังเชื่ออยู่สิ่งหนึ่ง”
    “เชื่อหรือคะ?”
    เมื่อชั้นเงยหน้าขึ้น คุณแม่อธิการก็ยิ้มให้
    “เชื่อว่าความผิดเหล่านั้นจะได้รับการให้อภัย....”

    ในอกรู้สึกเจ็บขึ้นมาลึกๆ .....คำว่าให้อภัยนั่น....

    “แล้วถ้า ทั้งๆที่เราอยากจะขอโทษ แต่....คนๆนั้นเขาเกลียดเราไปแล้วหล่ะคะ? ถ้าเขาไม่แม้แต่คิดจะเปิดโอกาสให้เราอธิบาย หรือพูดว่าขอโทษหล่ะคะ?”
    มือเรียวและนุ่มใต้เสื้อคลุมชุดสีดำวางบนบ่าของชั้น ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนราวจะปลอบประโลมใจทุกคนบนโลกได้
    “นั่นก็ไม่เห็นเป็นไรนี่จ๊ะ”
    “แต่....”
    “ชั้นเชื่ออย่างหนึ่งว่า แม้ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่คนข้างบนเขารู้ดี”

    คนข้างบนที่พวกเราชาวคอนแวนต์ได้รับการปลูกฝังมาตลอดแต่เล็กแต่น้อย ทำไมชั้นจะไม่รู้ว่าเขาคือใคร
    ....พระบิดา....
    “พระองค์จะให้อภัยเราเสมอ”
    ชั้นได้แต่หลบสายตาก้มหน้านิ่ง ที่ทำเช่นนั้น เพราะไม่อยากให้แสงเทียนสลัวรางในโบสถ์ทำให้คุณแม่อธิการบดีตรงหน้าต้องเห็นรอยน้ำตาอุ่นๆที่ขอบตา

    ถ้ากระพริบตาอีกครั้ง มันคงหล่นร่วงลงมาอย่างแน่นอน

    “แม่ไม่รู้ว่า ข้างนอกนั้น ลูกพบเจอเรื่องใดมา ทำให้ใครโกรธหรือทำผิดต่อใครมา แต่เอาเป็นว่าตอนนี้....เรามาสวดภาวนากันเถอะนะจ๊ะ ไม่ใช่เพื่อขอร้องอ้อนวอนให้ใครยกโทษให้เว้นเสียแต่ ขอให้พระบิดาทรงอภัยและ....”
    ท่านบีบมือชั้นเบาๆขณะที่เงยหน้าขึ้นมองไปยังรูปสลักของพระแม่ตรงหน้าอีกครั้ง ด้วยสายตาที่สงบเยือกเย็น
    “เพื่อให้เรา.....ให้อภัยตนเองด้วย....”
    ###################################

    ผมโดดลงจากที่รถม้าจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ เมื่อหันไปจ่ายเงินให้สารถีเรียบร้อยรถม้าคันใหญ่ก็เคลื่อนกลายออกไปในความมืดของถนนในช่วงเวลาเกือบจะย่างเข้าเที่ยงคืน ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของหัวหน้าพ่อบ้านวิ่งมาเปิดประตูให้ ชายชราก้มหัวทำความเคารพผมหลายครั้งพลางพร่ำถามว่าทำไมผมถึงกลับมาเสียดึกดื่นป่านนี้ ทำให้ท่านผู้หญิงหรือก็คือท่านแม่ของผมร้อนใจมากเสียจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผมก็พอจะเดาได้ว่าหลังประตูไม้สลักบานใหญ่ ตัวเองจะพบอะไรบ้าง แล้วผมก็เพียงแต่ยิ้มรับโดยไม่กล่าวสิ่งใด

    ผมถอนลมหายใจอย่างรู้สึกเหนื่อยอ่อน ก็ถ้าท่านบารอนAllsterไม่ชวนคุยด้วยเสียจนมืดค่ำ ผมก็คงไม่กลับมาเอาตอนนี้หรอก ยังจะLady Fllayที่ยื้อยุดให้ผมอยู่รับประทานมื้อค่ำกับเธออีก
    “คิดเสียว่าอยู่เป็นเพื่อนดิชั้นเถอะนะคะ”
    อีกทั้งบารอนAllsterก็เห็นดีเห็นงามสนับสนุนเช่นนั้น ผมเลยพูดอะไรไม่ออก

    และทันทีที่ประตูเปิดออกให้พบแสงสว่างจากดวงตะเกียงแก้วและแสงเทียนภายในห้องโถงรับแขก ผมก็ได้ยินแหลมปรี๊ดดังขึ้น
    “Kira!! กลับมาแล้วเหรอลูก??”
    “ทะ....”
    ไม่ทันจะเอ่ยทักทายท่านแม่ ไม่ทันที่ผมจะถอดหมวกและเสื้อโค้ทออก ท่านแม่ก็วิ่งตรงมาหาผมพร้อมชุดเสื้อคลุมลูกไม้ยาวเตรียมเข้านอน(กรุยกรายตามแบบที่ท่านชอบ) แม้ในแสงสลัวผมจะมองเห็นหน้าท่านไม่ชัด แต่จับได้จากน้ำเสียงว่า เจ้าตัวออกจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวไม่น้อย

    และคงมีแต่ท่านพ่อคนเดียวกระมังที่รู้ว่าจะรับมือกับอารมณ์พายุของท่านแม่อย่างไร ท่านผู้หญิงCalida Yamatoยืดกายขึ้นมองผม ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
    “ทำไมกลับมาเสียป่านนี้? หายไปไหนก็ไม่ยอมบอกยอมกล่าว ทำให้แม่เป็นห่วง!”
    “เอ้อ....ผม.....”
    “หรือคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์มีตำแหน่งหน้าที่การงานแล้ว จะทำอะไรก็ตามแต่ใจตนเอง ไม่ต้องสนใจพ่อแม่ที่รออยู่ก็ได้?”
    “ไม่ใช่เช่นนั้นนะครับท่านแม่”
    ผมรีบกล่าว ไม่ได้อยากแก้ตัวแต่....

    ท่านผู้หญิงอารมณ์ร้าย ภริยาของท่านพ่อ(ซึ่งหมายถึง....ท่านแม่ของผมนั่นเอง)เชิดหน้าขึ้นพร้อมกอดอกและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผม จนต้องหลบสายตาวูบ
    “ถ้าเช่นนั้น อธิบายมาหน่อยสิลูกว่า นี่มันเรื่องอะไร? เพราะKiraบอกแม่แต่เช้าว่าหลังการสัมมนาจะพาเพื่อนมาพบและร่วมรับประทานมื้อเย็นที่บ้าน แม่ก็ตื่นเต้นเตรียมการโน่นนี่วุ่นวาย แต่รอแล้วรอเล่า Kiraก็ไม่มาเสียที จนแม่เป็นห่วงว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายๆเกิดขึ้น พอส่งคนไปดูที่ไฮด์ปาร์คก็พบว่างานเลิกไปนานแล้ว ไม่ใช่แม่คนเดียวนะ ท่านพ่อเองก็รอ จนในที่สุดรอไม่ไหว ก็เลยต้องสั่งเก็บทุกอย่างหมด”
    ท่านกล่าวเอ็ดผมเสียยืดยาว ไม่เปิดโอกาสให้พูดสักนิด ผมเองก็ไม่กล้าพูดขัด เพราะเดี๋ยวจะยิ่งไปกระตุ้นต่อมโมโหร้ายของท่านแม่เข้าไปอีก

    “เอ้า!ว่าไง?จะไม่พูดเลยหรือ ว่าลูกหายไปไหนมา??”
    “คุณหญิงๆ ใจเย็นๆก่อนสิน่า” ท่านพ่อเดินตามมาด้านหลังพลางพูดเสียงเย็นๆเรียบๆตามวิสัย “ไปเอ็ดลูกแบบนั้น เขาจะกล้าพูดอะไรหล่ะ?หือ?”
    แต่ผมก็ไม่คิดว่า ตัวเองมองไม่เห็นสายตาตำหนิจากท่านพ่อยามมองมาเช่นกัน

    “ผม....” ผมถอนใจเฮือกอย่างจนใจ ก่อนตัดสินใจกล่าวตามความจริง “ผมไปส่งLady Fllay Allsterที่คฤหาสน์ท่านบารอนมาน่ะครับ”
    คำตอบนั่น ทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ดูทั้งสองจะพูดอะไรไม่ออกทั้งคู่
    แล้วในที่สุดท่านแม่ก็ร้องขึ้น
    “Allsterเหรอ?? นี่ลูกไปส่งบุตรสาวตระกูลนั่น...!!”
    หากไม่ทันที่ท่านแม่จะพูดอะไรต่อ ท่านพ่อก็ปรามภริยาเบาๆ
    “ชู่!คุณหญิง ผมขอคุยกับKiraเองจะดีกว่านะ”
    “คุณคะ??”
    “ขอผมคุยกับลูกประสาผู้ชายหน่อย นี่ก็ดึกแล้ว คุณหญิงเข้านอนก่อนเสียเถอะ”

    ท่านแม่มองท่านพ่อด้วยสายตางุนงง แต่ในที่สุดท่านก็ยอมถอยออกจากบริเวณห้องโถงไปโดยไม่พูดอะไรอีก ผมเองก็สงสัยปฏิกิริยาเช่นนั้นของท่านแม่ จะว่าไป....ท่านแม่เป็นเดือดเป็นร้อนเช่นนั้น เพราะผมไปสนิทสนมกับพวกAllsterที่เคยทำให้ท่านขุ่นข้องใจจากพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์สังคม มันก็ไม่น่าใช่....เพราะสายตาของท่านที่มองมาที่ผมดูเต็มไปด้วยความกังวลมากกว่า

    ถ้าเช่นนั้น เพราะอะไรกัน?

    ท่านพ่อเดินนำผมไปนั่งคุยที่ชุดรับแขก เห็นท่านยังไม่เอ่ยอะไรนอกจากเดินไปรินวิสกี้สีอำพันในขวดเจียระไนลงในแก้วส่งให้ ผมจึงกล่าวขึ้นก่อน
    “ผมต้องขออภัยครับท่านพ่อ ที่ทำให้ต้องรอเก้อกัน....”
    “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ พวกเราแค่เป็นห่วงลูกเท่านั้นเอง” ท่านยิ้มและกล่าวอย่างใจเย็น “เพราะเป็นเรื่องงานเสวนาเกี่ยวกับประเด็นของทางการด้วย พ่อก็เข้าว่ามันเป็นหน้าที่การงานของลูก แต่ก็อย่างนี้หล่ะนะ ให้Kiraได้เป็นพ่อคนเมื่อไหร่คงเข้าใจความรู้สึกแบบนี้”

    ผมได้แต่เงียบ มองท่านพ่อทรุดตัวนั่งลงบนพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆแบบที่ท่านแม่ไม่ชอบให้ทำ ก่อนชวนผมคุยต่อ
    “ทางโน้นเขาชวนคุยอยู่จนดึกหล่ะสิ หือ?”
    “ครับ อันที่จริง ผมเองก็พยายามขอปลีกตัวออกมาก่อนแล้ว แต่....Lady Allsterเธอ....”
    ผมยังพูดทันจบ ท่านพ่อก็ถามขัดขึ้น
    “ลูกเคยแสดงท่าทีว่าสนใจหล่อนก็แค่ตอนงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อหลายเดือนก่อนเท่านั้น...”
    “เอ้อ...”
    “แต่หลังจากนั้น แม้จะมีข่าวของหล่อนกับชายอื่น พ่อก็ไม่เห็นKiraจะมีท่าทีอะไร กลับไปให้ความห่วงใยดาวจรัสแสงแห่งRosettaเสียอีกต่างหาก”

    ท่านพ่อเล่นวิเคราะห์ตรงไปตรงมาเช่นนั้น ผมก็จนหนทางที่จะแก้ตัว ได้แต่หลบสายตาไปทางอื่น ท่านพ่อไม่ได้จ้องมองมา แต่ผมกลับรู้สึกกดดันนิดๆ
    “พ่อก็แค่อดจะสงสัยไม่ได้แค่นั้นเอง”
    ผมจึงกล่าวอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
    “หลังการสัมมนา ผมพบว่าLady Allsterกำลังถูกรังแก ก็เลยพาหล่อนไปส่งที่คฤหาสน์เท่านั้นเองหล่ะครับ เห็นสุภาพสตรีที่กำลังหวาดกลัวตัวสั่นเช่นนั้น ผมคงปล่อยไว้เช่นนั้นไม่ได้”
    “ถูกรังแกหรือ?” ท่านพ่อหันมามองอย่างสนใจ ผมจึงพยักหน้ารับ
    “ครับ”
    “หล่อนไม่มีผู้ติดตามมาด้วยรึ?”
    “ผมเพียงแต่ทราบว่า หล่อนมากับ....”ผมยั้งคำว่า”คนรัก”เอาไว้ เพราะเกรงว่าหล่อนจะเสียหาย จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า “เพื่อนสนิทน่ะครับ”

    “อืม..ดังนั้นจึงอาสาไปส่งหล่อน....”ท่านพ่อพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ แล้วจึงถามเองที่ผมคาดไม่ถึง “วันนี้ก็เลยไม่ได้ไปสอนหนังสือแม่หนูน้อยชาวยิวที่Rosettaสินะ”
    “....ผมสัญญากับLady Allsterไว้ว่าจะไปคอยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับเธอทุกวันน่ะครับ ท่านบารอนเองก็ขอร้องเอาไว้ ผมคิดว่าท่านบารอนเองก็เป็นสหายของท่านพ่อด้วย ดังนั้นในช่วงนี้...คงจะเขียนจดหมายไปลาสอนทางโน้นก่อน...” ผมอธิบายขณะมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาของท่านพ่อแล้ว

    “พวกAllsterน่ะ ใครๆทั่วลอนดอนเขาก็รู้กันดีว่า เป็นเจ้าของที่ดินแถบBank Siteหลายจุด....รวมทั้งRosettaด้วย กิจการของโรงละครแห่งนั้นก็กำลังรุ่งเรืองเป็นที่น่าดึงดูดใจ” ท่านพ่อมองมาที่ผมนิ่งๆ เหมือนกำลังพยายามเค้นคำสารภาพจากนักโทษปากแข็ง “ยิ่งมีดาวเด่นแสนสวยอย่างLacus Clyneด้วยแล้ว....ถ้าได้ทั้งครอบครองทั้งธุรกิจ ทั้งตัวหล่อน ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
    ผมนิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าท่านพ่อเองก็ตระหนักถึงเรื่องนั้น ทำให้ผมหวนคิดถึงคำที่ดร.Clyneเคยกล่าวกับผม และสิ่งที่ท่านขอให้ผมสัญญา

    สัญญาว่าจะปกป้องหล่อน...

    แต่...รอยยิ้มหวานๆของหล่อน เสียงหัวเราะใสๆเหมือนนกน้อยยามยืนเคียงข้างAthrun กลับทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเกินกว่าจะทนยืนแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนได้
    “ผมแน่ใจ....” ผมกลั้นใจกล่าวออกไปขณะลอบสูดลมหายใจลึกๆอย่างยากลำบาก”ว่าถ้ามีAthrunอยู่ หมอนั่นจะไม่ปล่อยให้หล่อนต้องเป็นของคนอื่น”

    แบบนี้แหล่ะดีแล้ว...ผมคิด...
    “เพราะAthrunที่เป็นเพื่อนรัก มีทีท่าจะชอบพอกับหล่อน ลูกก็ยอมถอยออกมาสินะ....ทั้งๆที่...ลูกเองก็รู้สึกว่าหล่อนเป็นคนพิเศษ”
    ท่านพ่อพูดมาตรงๆ ทำให้ผมต้องเงียบไปอีกครั้ง
    “นั่นเป็นการเสียสละหรือหนีความรู้สึกของตัวเองกันแน่?”

    ดังนั้น ผมจึงพยายามจะหาคำอธิบาย ทั้งเพื่อให้ท่านพ่อเข้าใจและ ...ให้ตัวผมยอมรับเสียทีด้วย
    “ไม่..ไม่ใช่ทั้งนั้นแหล่ะครับ ไม่ใช่เรื่องถอยไม่ถอยหรืออะไรทั้งนั้น ผมจะทำเช่นนั้นทำไมกันครับ ระหว่างผมกับหล่อน...Lacus Clyneน่ะ เราเป็นเพียงสหายกันมาแต่แรกแล้วครับ ผมนิยมในตัวหล่อนเพราะความฉลาดเฉลียว และความดีของหล่อนเพียงเท่านั้นเอง หล่อนเองก็ไม่...ผมคิดว่าไม่มีวันหรอกครับ ที่จะคิดกับผมเป็นอย่างอื่นไปได้”

    ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น....ไม่มีวัน...

    หลังจากทุกอย่างในห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ผมก็ได้ยินเสียงถอนลมหายใจจากท่านพ่อเบาๆ
    “ถ้าพูดขนาดนั้น...ก็ตามใจKiraแล้วกัน”
    ท่านยกแขนขึ้นกอดอกขณะที่ยังจ้องมองมายังผมด้วยสายตาจริงจัง และยังต้องการความจริง

    “ถ้าKiraตัดใจจากหล่อน เพื่อรักษามิตรภาพกับAthrunเอาไว้ พ่อก็ชื่นชมในน้ำใจ แต่....ถ้าคิดจะใช้คุณหนูAllsterเป็นเครื่องมือมาช่วยในเรื่องปัญหาหัวใจของตัวเอง พ่อว่ามันก็ไม่ถูก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น หล่อนคงกลายเป็นสุภาพสตรีที่น่าสงสาร” ท่านพ่อวางแก้ววิสกี้ลง ขณะที่แก้วในมือของผมยังมีสุราสีทองที่ไม่พร่องลงไปสักนิดเช่นเดิม

    “แค่อยากให้คิดให้หนักว่า คนอื่นๆทั้งMiss Clyne Athrun หรือพวกAllsterต่างก็เป็นมนุษย์มีจิตใจทั้งสิ้น หากเราไปสร้างความบาดหมางต่อกันและกัน คงไม่ใช่เรื่องดี และยิ่งไปกว่านั้น....อย่าพยายามเสียสละในเรื่องที่จะทำให้ตัวเองไร้ความสุขไปด้วยแล้วกัน พ่อขอแค่นี้หล่ะนะ”

    นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของคืนนั้นที่ผมได้ฟังจากท่านพ่อ ก่อนที่ท่านจะขอตัวไปเข้านอนเนื่องจากต้องเข้าประชุมแต่เช้า ทิ้งให้ผมอยู่กับตัวเองในห้องรับแขกที่สลัวเพียงแสงตะเกียงแก้วจางๆ

    ผมยกวิสกี้แก้วเดิมในมือขึ้นจิบบางๆ รสขมและร้อน....ไม่ช่วยให้เรื่องหนักๆเกี่ยวกับเธอคนนั้นในสมองจางหายไปแม้เพียงนิด

    ไม่เลย....
    #################################

    “คุณคะ!!”
    ท่านเอกอัครราชทูตYamatoส่งยิ้มให้ภริยาที่ยืนรออยู่นานแล้วด้วยท่าทีกระวนกระวายใจ ก่อนเอ่ยเย้าแหย่
    “ถึงขั้นไม่หลับไม่นอนเลยเหรอคุณหญิง”
    “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ ดิชั้นร้อนใจจะแย่แล้ว ยิ่งมาได้ยินว่าKiraไปกับบุตรีของAllsterด้วย โอ๊ย!ดิชั้นจะหลับตาลงได้อย่างไรหล่ะคืนนี้??”
    เขากลั้นหัวเราะขณะโอบเอวภริยา “ ผมไม่น่าเล่าเรื่องนั้นให้คุณฟังเลย ทำให้เดือนร้อนไปหมดแท้ๆ”
    หล่อนช้อนตามองสามีพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนเช่นเดิม
    “ถึงคุณไม่เล่าให้ฟัง แต่ดิชั้นก็ต้องรู้อยู่ดีสักวัน คุณอย่าลืมสิคะว่าดิชั้นก็เป็นสมาชิกของสมาคมภริยาทูตคนหนึ่ง เรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังของประดานักธุรกิจและนักการเมืองทั้งหลายน่ะ....”
    “บางเรื่องรู้เร็วกว่าพวกฑูตอีก”
    ท่านทูตเอ่ยแทรกขึ้นขณะกลั้นหัวเราะ แม้จะถูกสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของบ้านบิดเนื้อที่แขนเอาก็ตาม
    “คุณนี่!!”
    “โอ๊ยย!คุณหญิง ผมล้อเล่นหน่อยเดียว”

    จากนั้น สองสามีภริยาพากันเดินไปยังห้องนอนใหญ่ ขณะที่ฝ่ายท่านผู้หญิงCalida Yamatoเอ่ยถามด้วยสามีของหล่อนด้วยสีหน้าเป็นกังวลยิ่งนัก
    “แล้วนี่....คุณได้เล่าเรื่องที่....ว่ากันว่าพวกAllsterมีหุ้นส่วนอยู่ในธุรกิจผิดกฎหมายของกลุ่มBlue Cosmosให้Kiraฟังรึยังคะ?”
    แต่กลับได้รับคำตอบว่า
    “....ยังเลย”
    นั่นทำให้ท่านผู้หญิงต้องร้องตกใจ
    “อะไรนะคะ??? ทำไมกัน?”
    “เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนะคุณหญิง และKiraเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว หากเรื่องที่เรากังวลกันเป็นจริง ผมไม่คิดว่าลูกจะโง่พอจะปล่อยให้ตัวเองตกหลุมพรางของคนพวกนั้นง่ายๆหรอก”

    กระนั้นก็ไม่ใช่คำตอบที่คนเป็นแม่จะพอใจได้ สีหน้าของท่านผู้หญิงยังคงเต็มไปด้วยความวิตก
    “แล้วถ้า....เกิดKiraไปหลงรักคุณหนูFllayเข้าจริงๆหล่ะคะ?”
    “ก็สมใจคุณหญิงไม่ใช่รึ? ผมเห็นตอนลูกกลับมาเมื่อแรก คุณสนับสนุนออกหน้าออกตาขนาดนั้น”
    ท่านทูตกระเซ้า แต่ฝ่ายภริยาไม่ตลกด้วย
    “เอ๊ะ!ท่านเอกอัครราชทูตYamato!!อย่ารื้อฟื้นเรื่องไม่เป็นเรื่องได้มั๊ยคะ?ดิชั้นกำลังพูดจริงจังแท้ๆ”
    เขากลั้นหัวเราะหึๆ แม้รู้ดีว่าภริยาไม่ใช่สตรีที่โง่เขลา กลับกันหล่อนแสดงตนเป็นคู่คิดคู่ชีวิตที่ดีมาตลอด รวมทั้งเป็นแม่ที่ดีด้วย

    “คุณหญิง Kiraก็เคยผ่านประสบการณ์ที่เลวร้าย และเป็นบทเรียนชีวิตมาให้เขาแล้วครั้งหนึ่ง ผมไม่คิดว่าลูกจะทำพลาดอีก เรื่องของพวกAllster ผมคิดว่าลูกจะค้นพบข้อเท็จจริงเองในไม่ช้า ผมเชื่อในตัวเขาและการตัดสินใจของเขา”ก่อนสบตากับภริยาอย่างอ่อนโยน “คุณหญิงเองก็เช่นกันมิใช่หรือ?”
    เมื่อได้ฟังที่สามีกล่าว แม้ท่านผู้หญิงCalida Yamatoจะมิได้เถียงว่ากระไรต่อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความห่วงใยในตัวบุตรชายลดน้อยลงเลย

    “ดิชั้นเกรงว่า Kiraจะตกเป็นเครื่องมือของคนพวกนั้น เหมือนกับที่บารอนAllsterใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีต่อข้าราชการระดับสูงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพรรคพวก มันจะเท่ากับว่าเสื่อมเสียไปถึงเกียรติยศของคุณและตระกูลของเราด้วยนะคะ....ไม่เพียงเท่านั้น....”
    ท่านผู้หญิงCalidaหลบสายตาลงต่ำขณะที่สองมือบีบเข้าหากัน
    “ดิชั้นเป็นห่วงความรู้สึกของKira....”

    บุตรชายเพียงคนเดียวที่หล่อนและท่านฑูตทุ่มเทความรัก ความเชื่อมั่น และความหวัง
    “ผมเข้าใจ แต่เรื่องแบบนี้ ให้Kiraตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองดีกว่านะ”

    เมื่อเห็นสีหน้าของภริยายังไม่คลายความทุกข์ เขาจึงเอ่ยชวนด้วยนึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้
    “เอาแบบนี้ดีกว่าคุณหญิง พรุ่งนี้ผมเลิกงานเร็ว จะให้ลูกน้องไปจองบัตรชมละครเพลงเรื่องล่าสุดของRosetta แล้วเราไปดูด้วยกันเถอะ”
    คำเอ่ยชวน ทำให้ท่านผู้หญิงของเขาต้องแปลกใจ
    “เวลาแบบนี้ ดิชั้นไม่มีอารมณ์ไปรื่นเริงที่อื่นหรอกค่ะ”
    “ไปเถอะน่า คุณหญิงกังวลไปเราก็ห้ามลูกไม่ได้อยู่ดี” แม้จะได้รับคำปฏิเสธแต่ท่านฑูตก็ยังพยายามขอร้องภริยา

    เพราะตัวเขาเองก็มีเรื่องที่อยากทราบข้อเท็จจริงเหมือนกัน
    “ไปดูละครฟังเพลงให้จิตใจผ่อนคลายดีกว่า จะได้มีแรงคิดหาหนทางกันต่อไปนะ”

    ท่านผู้หญิงเงยหน้าขึ้นมองสามีอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่กระนั้นเถอะ สามีของหล่อนเป็นพวกเดาใจยากอยู่แล้ว แม้คิดอะไรในใจ ก็ไม่ค่อยจะบอกให้หล่อนทราบเท่าไหร่
    ครั้งนี้ก็เหมือนกัน หล่อนยอมตามใจเขา ก็ดีเหมือนกัน ....เผื่อจะมีความคิดดีๆ นำมาแก้ไขปัญหากันต่อไป
    ##########################################
  11. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    PHASE 19 : And the show goes on…

    ในค่ำคืนที่ยาวนานของโรงละครดอกกุหลาบแห่งนี้ เหล่าผู้ชมทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลในชนชั้นสูงที่แต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดีและหรูหรา
    ราวกับภาพวาดของเหล่าผู้คนในปราสาทราชวังที่ชั้นเคยอ่านเจอในนิทานที่ครูKiraเอามาให้เป็นแบบเรียนอ่าน เหล่าชนชั้นสูงจับจองที่นั่งจนเต็มดังเช่นทุกครั้งที่โรงละครของเราเปิดการแสดง โดยเฉพาะในวันที่คุณหนูLacus Clyne ดาวจรัสแสงแห่งRosettaขึ้นขับขานเสียงเพลงเช่นนี้

    คืนนี้ ชั้นได้รับอนุญาตจากคุณหนูLacus ให้มาคอยดูการแสดงละครเพลงโศกนาฏกรรมเรื่องใหม่ในชื่อเรื่อง
    “The Bride from Darkness” จากม่านหลังเวทีร่วมกับเด็กๆนักดนตรีคนอื่นๆที่ไม่มีคิวขึ้นแสดง ประการแรกเพราะอีกไม่นานชั้นเองก็จะได้ขึ้นแสดงเดี่ยวฮาล์ป คุณหนูจึงอยากให้ชั้นได้เห็นของจริงที่ไม่ใช่แค่การซ้อม ทั้งแสงสีเสียงและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย สายตาทุกคู่ที่จะจ้องมองตรงมาอย่างยากจะตีความว่าแต่ละคนคิดเช่นไรกับผู้แสดงบนเวที ชั้นอดนึกหวั่นกลัวอยู่ในใจไม่ได้อยู่เหมือนกัน

    และเมื่อมองไปยังคุณหนูLacusที่กำลังยืนทำสมาธิอยู่เงียบๆคนเดียวที่เก้าอี้มุมห้อง ก็ทำให้ชั้นนึกเหตุผลอีกประการออกประการ นั่นเป็นเพราะชั้นไม่ต้องเรียนหนังสือจนค่ำ เนื่องจากเช้าวันนี้ครูKiraส่งจดหมายลาหยุดมา ตอนนั้นคุณหนูรับไปอ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ได้กล่าวออกความเห็นอะไรนอกจากบอกกับชั้นว่า
    “Stellarจ๊ะ ช่วงนี้หลังเลิกเรียนฮาล์ป หนูมาดูการแสดงที่โรงละครใหญ่นะ อาจจะดึกหน่อย คงไม่ทำให้ง่วงนะจ๊ะ”
    “เอ๋?แล้ว...ครูหล่ะคะ?”
    “Mr.Yamatoเค้ามีธุระยุ่ง คงไม่มาที่นี่ซักพักน่ะจ้ะ”

    ชั้นเห็นAuelกับStingกำลังง่วนกับการตรวจเสียงสูงต่ำของไวโอลินและเชลโลอีกครั้ง ก่อนที่จะต้องขึ้นแสดงในช่วงคั่นเวลา พอStingเห็นชั้นก็ยิ้มแล้วกวักมือเรียกให้ไปหา ขณะที่Auelทำสีหน้าไม่สู้เห็นด้วยและกำลังจะทักท้วง แต่Stingไม่ว่าอะไรนอกจากยิ้มและพยักหน้าให้ชั้นอีกครั้ง ดังนั้น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งชั้นจึงวิ่งไปรวมกลุ่มกับทั้งสองคน
    “วันนี้ครูKiraไม่มาเหรอ?Stellar”
    Stingถามพลางชะเง้อชะแง้ทำท่ากวาดสายตาไปรอบๆ ชั้นส่ายหน้าเบาๆ นึกเศร้าขึ้นมานิดหน่อย
    “อื้ม...มีจดหมายลาหยุดจากครูมาที่นี่เมื่อเช้า”
    “ครูเบื่อลูกศิษย์อย่างเธอแล้วมั้ง?”
    “Auel!ปากแกเนี่ยนะ!”
    Stingหันไปเอ็ดAuelที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ชั้นแอบกลั้นยิ้มอยู่คนเดียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงคิดว่าAuelพูดจริง แต่พอเวลาผ่านไป ชั้นก็เรียนรู้ว่าอันที่จริง Auelก็ปากร้ายไปอย่างนั้นเอง

    “ครูอาจจะไม่ค่อยสบาย ก็มาสอนStellarเกือบทุกวันไม่มีวันหยุดนี่นา” ชั้นบอกกับStingอย่างที่คิดเดาเอาเอง นึกเป็นห่วงครูKira คนใจดีคนนั้นขึ้นมาเหมือนกัน “เวลาครูมาสอน ก็ไม่ได้สอนแค่Stellarคนเดียวด้วย บางทีถ้ามีคนอื่นๆอยากจะเรียนด้วย ครูก็ชวนมาทุกที”
    “นั่นสินะ ครูคงเหนื่อย” StingเปรยพลางหันไปถามAuelที่นั่งเช็คเส้นเสียงไวโอลินไปเหมือนไม่สนใจ “จริงมั๊ย Auel?”
    กระนั้นพอถูกถาม Auelก็ทำเบือนหน้าไปทางอื่น ชั้นอดจะแอบยิ้มไม่ได้ ก็บางครั้งน่ะ Auelยังได้หนังสืออ่านสนุกๆจากครูไปตั้งหลายเล่ม
    ใจจริง Auelคงแปลกใจไม่แพ้ชั้น ที่ครูไม่มาวันนี้.....

    “เสียดายจัง...ทั้งๆที่เป็นการแสดงรอบแรกของละครเรื่องใหม่แท้ๆ....ครูน่าจะได้มาดู”ชั้นเอ่ยขึ้นมาเบาๆ Stingวางมือบนหัวชั้นเบาๆ
    “นั่นสิ…. นี่มีแต่พวกผู้ดีทั้งนั้นเลยที่มา”Auelพูดพลางชะเง้อมองออกไปนอกม่าน “แต่ดีที่พวกAllsterไม่โผล่หน้ามา”
    “ชี่!อย่าพูดไปสิ เกิดมาจริงๆ ก็ยุ่งกันพอดี”
    Stingปรามเบาๆ Auelถึงได้รีบยกมือขึ้นปิดปาก ชั้นไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่พวกเรา(หมายถึงชาวโรงละครRosettaแห่งนี้น่ะค่ะ)ขัดแย้งกับเจ้าของที่ดินอย่างตระกูลAllsterเท่าไรนัก คุณหนูเองก็ไม่เคยเล่าให้ชั้นฟัง ครูสอนฮาล์ปก็ดุเอาทุกครั้งที่ชั้นถาม ครูKiraเองก็เพียงแต่ยิ้มๆแล้วบอกชั้นว่าครูเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเรื่องนี้เหมือนกัน

    “แล้วก็อย่าไปพูดเรื่องนั้นให้คุณหนูLacusได้ยินตอนนี้เชียวนะ!เพราะคุณหนูต้องใช้สมาธิกับบทวันนี้ด้วย คุณDarcostaก็กำชับไว้ว่าอย่าให้มีอะไรรบกวนจิตใจคุณหนูเด็ดขาด ลืมไปแล้วเรอะ??”
    Stingเอ็ดเพื่อนคู่หูของเขาพลางดึงทั้งชั้นทั้งAuelมาอีกทาง

    ชั้นหันกลับไปมองคุณหนูLacus ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวผ้าไหมซาตินฝรั่งเศสตกแต่งลูกไม้คว้านคอลึกสีดำสนิททั้งตัวยิ่งขับให้ผิวพรรณของผู้สวมใส่ขาวผ่อง สร้อยคอทองคำขาวประดับด้วยเพชรถักละเอียดเหมือนตาข่ายโอบรอบลำคอระหงขาวสะอาด เรือนผมสีPink Blondเป็นคลื่นอ่อนๆปล่อยยาวสยาย บนหน้าผากสวมเครื่องประดับคล้ายมงกุฏจากทองคำขาวประดับด้วยไข่มุกเม็ดใหญ่สีเทาเกือบดำส่องประกายระยับ เปลือกตาที่ปิดสนิทตกแต่งสีเทาเงินเข้มมีประกายเหมือนกากเพชรกระจายวิบวับรับกับขนตางอนหนาเหมือนปีกผีเสื้อขยับเบาๆทาบลงบนแก้มไร้ส
    ี ก่อนที่เธอจะลืมตาและลุกขึ้นยืนเงียบๆพลางยกผ้าโปร่งสีดำยาวขึ้นคลุมศีรษะ เป็นสัญญาณที่ทำให้เหล่านักแสดงและนักดนตรีคนอื่นๆรู้โดยทันทีว่า การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

    คุณหนูLacusที่เคยอ่อนโยนและนุ่มนวลผู้นั้นในเวลานี้...ทำให้ชั้นต้องรู้สึกยำเกรง ริมฝีปากสีชมพูอ่อนบางและมีประกายสีทองเล็กๆไม่ขยับเอ่ยสิ่งใด ดวงตาสีน้ำทะเลที่ดูทรงอำนาจในตอนนี้ไม่มองใคร และในตอนนั้นเอง ก่อนที่เธอจะก้าวผ่านม่านกำมะหยี่ออกไป เสียงเพลงที่บรรเลงด้วยออร์แกนเป็นหลักก็โหมประโคมขึ้นด้วยท่วงทำนองที่วังเวงและยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน....ทำให้ชั้นขนลุกไปหมด

    “คุณหนู...กำลังสวมบท....”
    Stingบอกชั้นเบาๆ
    “บทของนางพรายนามEllamandaแห่งความมืดที่ไม่รู้จักความรัก ไม่รู้จักอารมณ์ความรู้สึก น้ำตา หรือรอยยิ้ม ไม่รู้จักสิ่งใดนอกเสียจากการปกครองค่ำคืน นี่เป็นองก์แรกของการแสดง”
    “น่ากลัว...เศร้าสร้อยแต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจยิ่งใหญ่”Auelเสริมพลางมือของเขาลูบแขนตัวเอง สีหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย “ดูไม่ใช่คุณหนูเลย”

    ชั้นมองไปที่ภาพด้านหลังของร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีดำราวรัตติกาลก้าวอย่างเชื่องช้าหากงามสง่า ไปสู่เวทีรูปจันทร์เสี้ยวด้านหน้าที่เต็มไปด้วยผู้ชมเกือบพันคนที่กำลังรอคอย ชายกระโปรงสีดำผ่านความสูงชันของบันไดเวียน ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าใดๆ สูงขึ้น.... สูงขึ้น.... ราวลอยขึ้นไป มิใช่ดำเนินไป.... ท่ามกลางแสงเทียนจากตะเกียงแก้ว และการเริงร่ายของเหล่าภูติพรายที่มีปีกสีเงินโปร่งใส

    เหล่านักร้องประสานเสียงขับร้องบทเพลงโหมโรงต้อนรับราชินีแห่งรัตติกาล ชั้นได้ยินเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือดังก้องจนตัวเองต้องสะดุ้งเฮือก

    เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ชั้น...ได้ดูการแสดงของคุณหนูLacus Clyne
    เป็นครั้งแรกจริงๆ...

    “คุณหนูLacusเวลาสวมบทบนเวทีแบบนี้...ดูเปลี่ยนไปเลยนะ...”
    Stingพูดขึ้นเบาๆ ชั้นเกาะแขนเสื้อของเขาแน่น รู้สึกตัวเองสั่นนิดๆ ได้ยินเสียงAuelเปรยขึ้นเสริม
    “อื้ม...แต่น่ากลัวชอบกล....เพราะถึงยังไง ชั้นก็ชอบคุณหนูเวลาปกติมากกว่า”

    แม้จะรู้สึกกลัวร่างสูงระหงในชุดสีดำขลับตัดกับผิวสีน้ำนมในเวลานี้....แต่ชั้นกลับทำให้ชั้นอยากเห็นมากกว่านี้ขึ้นไปอีก
    อยากเห็นการแสดงของLacus Clyneแห่งRosettaให้มากกว่านี้

    ชั้นและสมาชิกของโรงละครคนอื่นๆที่ไม่ต้องขึ้นแสดง ต่างพากันวิ่งขึ้นบันไดด้านหลังเวทีเพื่อไปสู่ชั้นลอยใต้หลังคาเพื่อจะได้เห็นการแสดงได้ชัดมากขึ้น ความตื่นเต้นบนเวทีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อนางพรายEllamandaแห่งความมืด ผู้ไม่เคยรู้จักสิ่งใดนอกจากความเงียบงันแห่งรัตติกาลได้พบกับชายเลี้ยงแกะผู้ไร้เดียงสาและมีจิตใจดีงาม ในยามค่ำคืนที่ไร้แสงจากจันทรา นางและเขาจะมาเจอกัน พูดคุยเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเจอมาในวันนั้น และนางจะร้องเพลงขับกล่อมให้เขาหลับฝันดี เป็นเช่นนั้นเรื่อยไป...ทุกคืน ทุกคืน จนเกิด”แสงสว่าง”ขึ้นในหัวใจของนาง ทำให้เหล่าภูติในป่าแห่งราตรีล้วนกังวลใจ เพราะเกรงว่านางพรายจะเพลิดเพลินกับ”แสงสว่าง” จนไม่กลับสู่ความมืดอีก

    แสงสว่างนั้น...ก็คือ...สิ่งที่เรียกว่า”ความรัก”

    ดังนั้น พวกภูติราตรีจึงนำเรื่องไปแจ้งให้พ่อมดมนต์ดำชื่อHymanneซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ท้องทะเลอันเร้นลับ ผู้มีอายุมานับตั้งแต่โลกได้ถูกสร้างขึ้น เนื่องจากเขาได้รับมอบหมายจากเหล่าเทพเจ้าให้เป็นผู้ดูแลสมดุลของแสงสว่างและรัตติกาล พ่อมดมนต์ดำจึงได้สร้างข่ายอาคมล้อมกายEllamandaไว้ในป่าแห่งราตรีกาลเพื่อไม่ให้ความมืดหลบหนีหรือกลายเป็นแสงสว่างได้อีก ทำให้นางพรายและชายเลี้ยงแกะไม่สามารถพบกันได้อีก

    แม้ชายเลี้ยงแกะจะรู้ดีว่านางไม่ใช่มนุษย์ และมนุษย์กับพรายไม่มีทางอยู่ในภพภูมิเดียวกันได้ แม้ความตายก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน เพราะนางพรายมีร่างเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีวันเจ็บป่วย ในขณะที่ตัวเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ที่เกิดมา ก็ต้องตายไปเมื่อถึงลิขิตของพระเจ้า
    แต่กระนั้น....เขาก็ยังอยากจะได้ฟังเสียงเพลงจากนางอีกสักครั้ง
    ชายเลี้ยงแกะจึงจุดไฟเผากระท่อมของตน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังป่าแห่งราตรีกาลซึ่งไร้แสงสว่างนำทางใดๆ นอกจากแสงจากตะเกียงเล็กๆที่นำติดตัวไปด้วย แม้นางพรายจะเฝ้าอธิษฐานไม่ให้หานางพบ แต่เขาก็ยังฝ่าฟันอันตรายที่เกิดจากอำนาจของพ่อมดHymanneครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทุกก้าวที่ล้วงล้ำเข้าใกล้เขตอาคม บาดแผลบนร่างกายของชายเลี้ยงแกะจะมากขึ้นๆ เลือดไหลหลั่งรินลงบนพื้นดิน เกิดเป็นดอกกุหลาบสีแดงผุดเลื้อยขึ้นตามเส้นทางที่เขาเข้าใกล้นาง

    และเมื่อ....คนรักทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้ง โดยมีกระจกของข่ายอาคมกั้น น้ำตาที่ส่องประกายราวอัญมณีล้ำคาก็ร่วงหล่นลงจากดวงตาทั้งสองของนางพราย น้ำตาที่เกิดขึ้นจากทั้งความยินดี และความเศร้าเหลือคณานับ

    ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง
    และเศร้าใจที่....ต้องจากกันตลอดกาล

    ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันอีกครั้ง รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากของคนรักทั้งสอง ก่อนที่ร่างของชายเลี้ยงแกะจะทรุดลงกับพื้น และไม่มีวันลุกขึ้นอีกตลอดกาล

    Ellamandaไม่อาจทำลายอาคมของพ่อมดมนต์ดำได้ ด้วยความจริงที่ว่า...นางเป็นความมืด....ก็ต้องอยู่คู่กับรัตติกาลชั่วนิรันดร์

    ไม่มีทางแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้...


    “I'm so tired of being here
    Suppressed by all my childish fears….
    And if you have to leave ….
    I wish that you would just leave
    'Cause your presence still lingers here
    And it won't leave me alone…..

    These wounds won't seem to heal …..
    This pain is just too real….
    There's just too much that time cannot erase…..

    When you cried I'd wipe away all of your tears
    When you'd scream I'd fight away all of your fears
    I held your hand through all of these years
    But you still have……
    All of me…..

    You used to captivate me
    By your resonating life…..
    Now I'm bound by the life you left behind….
    Your face it haunts…….
    My once pleasant dreams
    Your voice it chased away……..
    All the sanity in me

    These wounds won't seem to heal ……
    This pain is just too real …….
    There's just too much that time cannot erase……

    [Chorus]
    When you cried I'd wipe away all of your tears
    When you'd scream I'd fight away all of your fears
    I held your hand through all of these years
    But you still have……
    All of me…..

    I've tried so hard to tell myself that you're gone …..
    But though you're still with me
    I've been alone all along……

    When you cried I'd wipe away all of your tears
    When you'd scream I'd fight away all of your fears
    I held your hand through all of these years
    But you still have……
    All of me….. ”
    [Special Credit for “My Immortal” by Evannessence]


    เสียงเพลงอันเศร้าสร้อยนั้น ทำให้น้ำตาของชั้น.....ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

    นี่คือ....บทบาทในฐานะนักแสดงของคุณหนูLacus Clyne หรือนี่...
    #######################################

    เมื่อผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงกุหลาบทิ้งตัวลงมาพร้อมๆกับเสียงบรรเลงออร์เคสตร้าที่จบลง นั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า การแสดงได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว สิ่งที่ดิชั้นและสมาชิกคนอื่นๆของRosettaได้ยินตามมาก็คือเสียงโห่ร้องและเสียงระดมปรบมือให้เกียรติดังกึกก้องและยาวนาน นักแสดงบางคนแอบแง้มม่านเพื่อมองดูภาพเหล่าผู้ชมยืนขึ้นแสดงความชื่นชมการแสดงที่เพิ่งจบไป
    ด้วยดอกกุหลาบหลากสีผูกโบว์เล็กๆที่ก้านดอกแล้วดอกเล่าซึ่งถูกโยนขึ้นมาบนเวทีการแสดง ชาวคณะละครหลายคนหันไปสวมกอดกันด้วยความดีใจที่การแสดงทั้งหมดเรียกได้ว่าจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ พวกนักดนตรีและนักร้องคอรัสกรูเข้ามากอดดิชั้นอย่างอบอุ่น จนดิชั้นเองยังอดจะรู้สึกปลาบปลื้มใจไปด้วยไม่ได้

    ....แม้จะยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปก็เถอะ...แต่ดิชั้นก็ยังยิ้มได้เพราะใบหน้าอันสดใสของทุกคนที่นี่

    แต่ว่า....ในตอนนั้น ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงแสดงความยินดีหลังม่านเวที ดิชั้นกลับมองเห็นสายตาที่แสดงความกังวลใจคู่หนึ่งมองตรงมา คุณDarcostaจ้องมองดิชั้นอยู่นิ่งๆจนดิชั้นรู้สึกแปลกใจ ชาวคณะเข้าไปรุมล้อมผู้จัดการคณะคนเก่งเพื่อแสดงความดีอกดีใจกัน หากเขาเพียงแต่ยิ้มและกล่าวกับทุกคนว่า
    “ผู้ชมยังStanding ovationอยู่นะ อย่าปล่อยให้พวกเขารอนานเลย อีกซัก2นาที เรารวมตัวกันออกไปแสดงความขอบคุณกันเถอะ”

    ดูทุกคนจะเต็มไปด้วยความสุข ดูเสียงตอบรับดังก้องพร้อมเพรียงเชียว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อจะออกไปด้านหน้าเวทีอีกครั้งตามCurtain Call (เสียงเรียกร้องหลังจบการแสดง) ดิชั้นเองก็เช่นกัน หากกลับถูกเรียกไว้
    “คุณหนูLacusครับ”
    “คะ?”
    “เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากครับ ในชั่วขณะหนึ่ง คุณทำให้ผู้ชม”เชื่อ”ได้เลยว่า ได้กลายเป็นนางพรายEllamandaไปแล้วจริงๆ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม ดิชั้นจึงค้อมศีรษะลงน้อมรับคำชมนั้น
    “ขอบคุณค่ะ คุณDarcosta ทั้งหมดนั้นเพราะมีผู้กำกับที่คอยเคี่ยวเข็ญดิชั้นและทุกคนเช่นคุณนั่นเองค่ะ”

    เขาเงียบเสียงไป ขณะที่จ้องมองดิชั้นนิ่งๆก่อนจะมองไปทางอื่น
    “แต่ว่า....”
    “คะ?”
    “เพลงในฉากจบ ผมว่า...คุณหนูดูไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่”
    “?ยังไงกันคะ?”
    ดิชั้นมิได้ไม่พอใจหากจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องงานบ้าง จึงตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้จัดการคณะกำลังบอก เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงในการแสดงรอบต่อๆไป

    “แปลกนะครับ ทั้งที่เป็นเพลงเศร้าแท้ๆ…”
    “คะ?”
    ดิชั้นอดขมวดคิ้วไม่ได้ จนเมื่อได้ฟังคำตอบจากเขา

    “กลับดูเหมือนคุณหนูกำลังโกรธใครอยู่มากกว่า”

    ….โกรธเหรอ?
    #######################################
  12. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    [color=#FF80B]จดหมายจากLacus Clyneถึงบิดาของหล่อนซึ่งเวลานี้พำนักอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
    [/color]

    21 กรกฎาคม 1889
    คุณพ่อที่รัก

    ก่อนอื่นลูกคงต้องกราบขอโทษคุณพ่อ ที่ไม่ทันจะได้รับจดหมายตอบกลับ ก็ส่งฉบับต่อไปมาเสียก่อน คิดว่าคุณพ่ออาจจะยังไม่ได้อ่านฉบับก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ เพราะเวลานี้ลูกร้อนใจเสียจนรอจดหมายตอบกลับจากคุณพ่อไม่ไหวแล้ว

    ลูกเพิ่งกลับจากRosettaได้สักครู่นี้เองค่ะ หลังจากการแสดงรอบแรกของ The Bride from Darkness (ที่ลูกเพิ่งเล่าเรื่องย่อๆให้คุณพ่อฟังไปเมื่อสองสามฉบับก่อนนี้)ได้ยุติลง มีผู้มาชมการแสดงของพวกเราล้นหลามเหมือนเช่นทุกครั้งค่ะ ชาวคณะละครทุกคนมีความสุขกันมากๆเลยหล่ะค่ะที่ได้ทำละครเพลงเรื่องนี้ เสียงตอบรับจากผู้ชมก็ดีมากทีเดียว เหล่าชนชั้นสูงที่มาชมการแสดงในคืนนี้ต่างชื่นชอบและลูกเองก็รู้สึกยินดีระคนโล่งอกที่ไม่ทำให้พวกเขาต้องเสียดายเงินที่ีี่ี่
    ่อุตส่าห์ควักมาจ่ายเพื่อเข้าชมการแสดงของพวกเรา

    แต่ถึงกระนั้น.. ตัวลูกเองกลับไม่รู้สึกพอใจกับคืนแรกนี้เท่าที่ควรเลยค่ะ คุณDarcostaเองก็ยังว่าเอาว่าลูกดูไม่มีสมาธิ ใจจริงลูกก็อยากจะเถียงเหมือนกันนะคะว่า ไม่จริงเสียหน่อย ลูกตั้งใจทำงานทุกครั้ง แต่วันนี้ ลูกไม่รู้ว่าจะหาคำอธิบายอย่างไร เพราะคุณDarcostaเธอพูดไม่ผิดหรอกค่ะ ใจลูกว่อกแว่กอยู่จริงๆ แม้ใครๆจะ”เชื่อ”ในบทบาทของเราบนเวที แต่ถ้าเรา”ไม่เชื่อ”แล้ว....มันก็ช่างน่าละอายเหลือเกิน นี่ลูกกล่าวในฐานะที่เป็นนักแสดงนำของRosettaนะคะ ลูกรู้สึกว่าตัวเองแย่มากเหลือเกิน

    โธ่!คุณพ่อคะ ทำไมในเวลาเช่นนี้ คุณพ่อจึงไม่อยู่ข้างๆลูกอย่างเคยนะ? ลูกทราบดีค่ะว่าไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อเลย แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆที่ลูกรู้สึกเช่นนั้น เรื่องนี้ทำเอาลูกข่มตาหลับไม่ลงเลยทีเดียว คุณพ่อกรุณาบอกมาทีเถิดค่ะว่า ลูกเพียงแต่เครียดและคิดมากเรื่องงานไปเท่านั้น

    จดหมายฉบับนี้แปลกไปใช่หรือไม่คะคุณพ่อ? คุณพ่อคงคิดแปลกใจหากได้อ่านจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ ซึ่งลูกเล่าแต่เรื่องราวสนุกๆที่โรงละคร เรื่องความเปิ่นเป๋อของเจ้าHaloที่พยายามไล่จับผีเสื้อในสวนกุหลาบของเราจนตกลงไปในบ่อโคลน แล้วก็เรื่องที่Stellarเริ่มเขียนโคลงกวีสั้นๆให้ลูกอ่าน เป็นโคลงที่ไพเราะน่ารักมาก (ลูกแนบไปกับจดหมายฉบับก่อนหน้านี้แล้วหล่ะค่ะ เผื่อคุณพ่อไม่ทันสังเกตกระดาษแผ่นเล็กๆที่แนบไปกับซอง)....นี่ลูกชักจะเลอะเทอะแล้วสิเนี่ย ที่ไปกล่าวซ้ำกับเรื่องในฉบับก่อน ....เขียนมาจนถึงเรื่องนี้ เรื่องของแม่หนูชาวยิวที่น่าสงสารคนนั้น ลูกก็อดที่จะไปคิดถึงเรื่องของอาจารย์Kira Yamato เพื่อนที่แสนดีของคุณพ่อคนนั้นไม่ได้ ลูกขอบ่นถึงเรื่องที่เขาทำเสียหน่อยเถอะค่ะ อดรนทนไม่ไหวเสียแล้ว ได้โปรดอย่าตำหนิลูกที่บ่นยืดยาวเลยนะคะ

    เรื่องของเรื่องก็คือ คุณพ่อก็ทราบดีว่าแม้ไม่แสดงออกด้วยมารยาทอันดี แต่ลูกรังเกียจท่านบารอนAllsterเจ้าของที่ดินของRosettaเสียเหลือเกิน ลูกจะไม่กล่าวซ้ำถึงพฤติกรรมเจ้าชู้ยักษ์ที่เขาชอบทำใส่ลูกเวลาถือวิสาสะมาที่โรงละครหล่ะนะคะ มันไร้สาระและเป็นเรื่องซ้ำๆ แต่ประเด็นคือ บุตรีของท่านบารอนคือ Lady Allsterเธอรังเกียจลูกจะตายไป (อย่างที่เรารู้กันว่าคุณหนูAllsterท่านนั้นเธอหวงพ่อตัวอย่างกับอะไรดี ลูกก็พอเข้าใจความรู้สึกเธอหรอกนะคะ เพราะถ้าเป็นลูก ถ้าคุณพ่อจะมีหญิงอื่นนอกจากคุณแม่ ลูกก็ย่อมเป็นเช่นเธอ) และเรื่องมันก็คงไม่ยุ่งวุ่นวายรบกวนจิตใจลูก ถ้าอาจารย์Yamatoท่านนั้นจะไม่ได้เป็นเพื่อนกับทางนั้นด้วย ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังมีน้ำใจมาช่วยสอนหนังสือให้เด็กๆที่คณะละครเกือบทุกวัน ไม่เพียงStellarเท่านั้นนะคะ เดี๋ยวนี้เด็กๆที่โรงละครคนอื่นๆก็ติด”ครูKira”ของพวกแกกันทั้งสิ้น

    แล้วเป็นอย่างไรหล่ะคะ? ทั้งๆที่เขาเคยมาสอนหนังสือเด็กๆที่นี่เกือบจะทุกวันเช่นนั้น แต่เมื่อเช้านี้กลับมีจดหมายมาขอลาไปทำธุระสองอาทิตย์?

    ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือคะ? ถ้าเช่นนั้นลูกขอทวนความจำของคุณพ่อเสียหน่อย คุณพ่อจำพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเขาถูกLady Allsterตัดสัมพันธ์เมื่อหลายเดือนก่อนได้หรือไม่คะ?นั่นแปลว่า เขาเคยหมายปองในตัวหล่อนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อให้มากไปกว่าสหาย ทางLady Allsterก็ไปมีรักกับชายอื่น ลูกคิดว่าเรื่องนี้คงทำให้สหายของคุณพ่อช้ำใจพอดู แต่เมื่อวานค่ะคุณพ่อ เขาเชิญลูกไปดูการสัมมนาเชิงอภิปรายทางการเมืองที่ภาควิชาของเขาจัด ณ ไฮด์ปาร์ค ทั้งยังเชิญลูกไปรับประทานมื้อค่ำที่บ้านของเขา ลูกก็ไปตามคำเชิญค่ะ (ทั้งที่เขาออกปากเชิญลูกเฉยๆ ไม่มีการ์ดเชิญเป็นทางการแต่อย่างใดเลยนะคะ แต่ก็เอาเถอะค่ะ ลูกไม่ถือ) ชวนAthrunไปด้วยเพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน

    แต่สิ่งที่ลูกพบหลังการอภิปรายจบลงก็คือ เขากลับไปเดินควงคู่อยู่กับLady Allsterเสียหน้าตาเฉยเลยเช่นนั้น ท่าทางสนิทสนมกันน่าดูเชียวหล่ะคะ

    ลูกเลยสงสัยเสียจริงว่า ถ้าเช่นนั้น เขาจะมาออกปากเชิญลูกไปรับประทานมื้อค่ำด้วยเพื่ออะไร? ในเมื่อเขากลับไปไหนก็ไม่รู้กับLady Allster ทิ้งให้ลูกกับAthrunยืนงงอยู่เช่นนั้น ดอกไม้ที่คิดว่าจะนำไปแสดงความยินดีกับเขาก็ไม่ได้มอบให้ (ลูกโมโหค่ะ เลยยกให้Stellarไปเสียเลย) คิดอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจตัว ไม่คิดจะบอกจะกล่าวอธิบายอะไรกันบ้าง ดูสิคะ! ลูกรังเกียจพฤติกรรมเช่นนี้เสียจริง

    แล้วซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นนะคะ หลังการแสดงจบลง ทั้งๆที่ลูกยังมีอารมณ์ขุ่นมัวจากที่คุณDarcostaวิจารณ์เอาว่าทำงานไม่มีสมาธิ ลูกก็ถูกเรียกตัวไปพบกับแขกVIPท่านหนึ่งของโรงละคร คุณพ่อทายสิคะว่าใคร ลูกว่าคุณพ่อทายไม่ถูก ท่านเอกอัครราชฑูตYamatoและภริยาค่ะ ทั้งสองคือท่านพ่อท่านแม่ของอาจารย์Yamatoผู้แสนดีของคุณพ่อนั่นเอง และก็ยังเคยว่าจ้างRosettaให้ไปสร้างความบันเทิงในงานเลี้ยงของพวกเขาอีกหลายครั้ง ล่าสุดก็คืองานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายผู้แสนร้ายกาจของพวกเขานั้นเองหล่ะค่ะ! ท่านฑูตและท่านผู้หญิงกล่าวชื่นชมการแสดงของลูกเสียมากมายจนทำให้ลูกรู้สึกละอายแก่ใจเสียเต็มทน ท่านผู้หญิงยังแสดงความมีเมตตาด้วยการเชิญลูกไปรับประทานมื้อค่ำที่คฤหาสน์ตระกูลด้วยซ้ำ ลูกเดาเอาว่าเธอคงไม่ทราบว่าบุตรชายมาสอนหนังสือเด็กๆที่Rosettaนี้ด้วย ลูกรู้สึกสับสนเหลือเกินค่ะ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี จึงกล่าวปฏิเสธไป ยิ่งรู้สึกผิดที่ทั้งสองท่านมีสีหน้าผิดหวังเช่นนั้น โธ่.... ที่ลูกต้องรู้สึกเช่นนี้ ทุกอย่างนั้น เป็นความผิดของคนๆนั้นเพียงคนเดียวแท้ๆเชียว!

    เฮ่อ ยิ่งเขียนไปถึงเรื่องนี้ ลูกยิ่งปวดหัว ไม่อยากคิดแล้วหล่ะค่ะ ไร้สาระเกินไปลูกทราบดี แต่จะทำอย่างไรให้ลูกไม่หงุดหงิดเรื่องที่เขาทำได้คะคุณพ่อ?หรือเพราะคิดว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง จึงไม่อยากให้ไปสนิทสนมกับคนที่ลูกไม่ชอบ(และหล่อนก็รังเกียจลูกด้วยเช่นกัน) หรือเพราะเขาผิดคำพูด?ไม่คิดถึงจิตใจลูกบ้าง โอ!ไม่หล่ะ ลูกจะไม่เขียนถึงเรื่องของคนๆนี้อีกต่อไปแล้ว คอยดูเถอะค่ะคุณพ่อ ถ้าครั้งหน้าเขามาที่Rosettaเมื่อใด ลูกจะไม่พูดกับเขา แต่จะใช้วิธีเขียนจดหมายราชการแบบที่เขาเขียนมาแบบเมื่อเช้าบ้าง จะบอกยกเลิกสัญญาการจ้างสอนพิเศษให้เด็กๆที่นี่เสีย จะได้จบเรื่องกันไป ถ้าทำอะไรไม่คิดถึงใจกันเช่นนี้ ก็เลิกพูดกัน

    จดหมายฉบับนี้คงทำให้คุณพ่ออึดอัดใจน่าดู ลูกทราบว่าไม่ควรตำหนิสหายของคุณพ่อให้ตัวคุณพ่อเองฟัง แต่ลูกอึดอัดกับความรู้สึกเช่นนี้เหลือเกินค่ะ ไม่ชอบใจเสียเลย ยิ่งนึกถึงภาพที่เขาเดินคลอเคลียไปกับLady Allster ลูกยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ หงุดหงิดใจเหลือเกินจนปวดหัว ....แล้วนี่ลูกเป็นอะไรไปหล่ะนี่?ทั้งที่ตั้งใจแล้วว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องของเขาอีก พอล่ะ พอเสียที! เจ้าHaloหาวหวอดใหญ่เชียวค่ะ แสงสว่างจากตะเกียงคงแยงตามัน ลูกจะไปอาบน้ำอาบท่าแล้วเข้านอนหล่ะ พรุ่งนี้คิดว่าจะตื่นให้สายๆหน่อย เพราะคืนนี้คงนอนไม่ค่อยหลับแน่นอน (ลูกนึกถึงความทรมานที่ไม่สามารถข่มตาหลับได้ในเรื่องแม็คเบธขึ้นมาเลยเชียวค่ะ) กราบขอโทษคุณพ่อด้วยที่เขียนจดหมายเล่าเรื่องไร้สาระเช่นนี้มารบกวนเวลาทำงานของคุณพ่อ ถ้าอย่างไร ไม่ต้องตอบจดหมายที่แสดงความเขลาของลูกฉบับนี้ก็ได้นะคะ ลูกเพียงแต่อยากระบายความรู้สึกเท่านั้นเอง กระนั้น ลูกก็ยังเฝ้ารอจดหมายฉบับต่อไปของคุณพ่ออยู่ค่ะ เขียนกลับมาหาลูกเร็วๆนะคะ

    ลูกของคุณพ่อที่ตอนนี้กำลังหงุดหงิดเสียเหลือเกิน
    Lacus

    ผศ.ดร.Siegel Clyneวางจดหมายทางไกลจากบุตรสาวคนเดียวลงบนโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน พลางพึมพำบ่นด้วยสีหน้าจะขำก็ไม่ใช่จะสงสารก็ไม่เชิง
    “....ไปทำให้Lacusโกรธแบบนั้น....อาจารย์Yamatoท่าจะตกที่นั่งลำบากซะแล้วสิเนี่ย?”
    แล้วจึงอดที่จะต้องกลั้นหัวเราะกับท่าทีเป็นฟืนเป็นไฟของบุตรสาวไม่ได้ ทั้งที่ปกติ ถ้าไม่ใช่คนที่ให้ความพิเศษด้วยจริงๆ หล่อนจะไม่มีทางสนใจเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยท่าทีทางบวกหรือลบก็ตาม แต่นี่...หล่อนดูจะโกรธอาจารย์หนุ่มอยู่ไม่น้อยทีเดียว และคงไม่ใช่แค่โกรธ คงจะน้อยใจด้วยกระมัง?

    แต่กระนั้น ในฐานะของคนเป็นพ่อ เขาย่อมต้องรู้สึกห่วงใยความรู้สึกของบุตรสาวอยู่ไม่น้อย

    ในตอนนั้นเองประตูห้องทำงานของเขาก็เปิดออกพร้อมกับได้ยินเสียงทักทายจากอาจารย์ผู้ร่วมงาน
    “อ่านจดหมายจากสาวที่ไหนอยู่หล่ะ ดร.Clyne?”
    ดร.ผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์เงยหน้าขึ้นตอบพลางหัวเราะ
    “จะสาวที่ไหน?ก็แม่ลูกสาวจอมยุ่งของผมน่ะสิ”
    “จอมยุ่ง!?”ผู้มาเยือนส่งเสียงร้อง “เฮ้!ดร. !!อย่าไปเอ่ยว่าเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงแบบนี้ให้หนุ่มๆที่ลอนดอนได้ยินเชียวหล่ะ เขาจะได้รุมสะกรัมคุณเท่านั้นเอง ถึงจะเป็นบิดาของหล่อนก็เถอะ”

    ดร.ผู้เป็นบิดาของเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงหัวเราะเต็มเสียง แล้วจึงเชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเดียวกันนั่งลงที่เก้าอี้รับแขก
    “แล้วเรื่องร่างกฎหมายที่เราได้ส่งไปให้ทางรัฐบาลทหารพิจารณาหล่ะ ไปถึงไหนแล้ว มีข่าวบ้างหรือไม่? ได้รับปฏิกิริยาจากทางโน้นว่าอย่างไรบ้าง?” ดร.ผู้เป็นบิดาของสาวน้อยแห่งเสียงเพลงเอ่ยถามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเขาก็แทบจะเดาออกได้ในทันทีจากสีหน้าแสดงความหนักใจของอีกฝ่าย
    “ยังไม่มีคำตอบใดๆเลย ถึงจะอ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างพิจารณาก็เถอะ แต่พวกทหารหนุ่มๆเลือดร้อนในคณะรัฐบาลจะหมายหัวเราเอาน่ะสิ หาว่าเราเข้ามาก้าวก่ายกิจการในบ้านเมืองเขา เฮ้อ!คิดแล้วก็เหนื่อยใจอยู่นา”

    ผศ.ดร.แห่งคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยลอนดอนเพียงแต่ฝืนยิ้มจางๆ และกล่าวให้กำลังใจสหาย
    “คิดเสียว่าเราทำไปในฐานะนักวิชาการก็แล้วกัน เราคงทำได้แค่ชี้นำเมื่อเห็นสิ่งที่ดีกว่านะ จะไปบังคับให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ตามใจเสมอก็คงไม่ได้”
    “คุณมองโลกในแง่ดีเสมอเลยนะ Clyne”
    เขาเพียงแต่หัวเราะเมื่อได้รับคำชม ก่อนกล่าวตอบ
    “ผมแค่หัวดื้อแล้วก็ไม่ยอมหมดหวังต่างหาก” ขณะจับปากกาจุ่มหมึกเพื่อเริ่มต้นการตอบจดหมายของบุตรสาว “ถ้าเรื่องนี้จบลงได้ด้วยดี ทั้งผมทั้งคุณและอาจารย์ท่านอื่นๆก็ได้กลับบ้านกันเร็วขึ้น ผมคิดถึงลูกจะแย่แล้ว”

    ###############################################

    ...ผมก้าวเข้าไปในห้องบรรยายกว้างขวางที่สัมผัสได้ถึงความเงียบกริบ เป็นบรรยากาศที่อดบอกตัวเองไม่ได้ว่า แปลกประหลาดและพิลึกมากสำหรับห้องเรียนวิชา”ปรัชญาการเมือง”ที่มาถึงวันนี้ผมสอนเกือบจะเป็นคาบสุดท้ายของเทอรม ห้องบรรยายที่ปกติจะเริ่มด้วยความครึกครื้นของคำถาม ปรัชญา และคำคมต่างๆของปราชญ์เจ้าสำนักทฤษฎีต่างๆ แต่มาวันนี้ แม้จะมีนักศึกษาเข้าเรียนกัน”เกือบ”ครบก็ตามทีเถอะ ผมกลับรู้สึกอึดอัด....พิกล
    “นี่อะไรน่ะ?” ผมถาม พยายามมองเป็นเรื่องขำๆ “การบ้านไม่เสร็จกันรึไง พวกคุณถึงทำท่าทางเหมือนกินยาขมกันแบบนั้นน่ะ?”
    มีแต่ความเงียบเป็นคำตอบให้ผม หลายคนมองหน้ากันเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า ในที่สุด Mr.Khoenikก็กล่าวขึ้นแทนเพื่อนๆของเขา
    “วันนี้....Argyleลาหยุดครับ”
    ผมไม่แปลกใจหรอก เพราะเท่าที่ได้ยินมา แม้ในคาบวิชาอื่นๆก็ไม่เห็นแม้เงาของเขา เป็นเวลาเกือบอาทิตย์แล้ว นับแต่เรื่องที่เขามีปากเสียงกับLady Fllay Allsterคนนั้น

    และผม....ก็เกิดเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์นี้ด้วยน่ะสิ
    “ผมรู้....”
    ผมตอบสั้นๆ สภาพจิตใจของเด็กคนนั้นในเวลานี้อาจไม่ค่อยปกตินัก
    “แม้แต่อาจารย์ก็ยังหักหลังผม?”
    นั่นคือคำพูดที่กราดเกรี้ยวใส่ผม....ผมไม่รู้ และยังสงสัยถึงสาเหตุที่เขามีปากเสียงกับคนรักอย่างรุนแรงในตอนนั้น

    แต่จะให้ทำอย่างไรได้? ในเมื่อเจ้าตัวเขาไม่อยู่ให้ผมสอบถามเรื่องราว ไอ้ครั้นจะให้ผมถามสุภาพสตรี มันก็คงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะนัก
    “แต่เขาขาดเรียนมาหลายครั้งแล้วนะ...มีใครพอจะกล่าวตักเตือนเขาเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?”
    ผมเงยหน้าขึ้นถาม หลายคนมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนใจที่จะพูด
    “อาจารย์ครับ ตอนนี้...คงไม่มีใครพูดอะไรได้หรอกครับ”
    “? หมายความว่ายังไงกัน”
    Mr.Tolle Kheonikซึ่งถือว่าสนิทสนมกับMr.Argyleทำหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ผมจึงได้ยินเสียงขรึมๆจาก Ray Za Barrelซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องดังขึ้น
    “เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านครับ Mr.Yamato รู้สึกว่าจะพบแต่จดหมายทิ้งไว้บอกว่าจะขอไปอยู่ฝรั่งเศสซักพัก”

    คำตอบนั่นทำให้ผมอึ้งไปเหมือนกัน เด็กคนนั้นมีเรื่องคับแค้นใจถึงขั้นต้องหนีไปเชียวหรือ?
    “....เมืองไหน?”
    Za Barellไม่ตอบผม แต่พยักหน้าไปทางMr.Kheonik ซึ่งเขาก็ตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
    “ไม่ทราบครับ อาจจะปารีส หรือโพรวองซ์ หรือที่อื่น เจ้าตัวไม่บอกอะไรเลย แต่คิดว่าคงไปไม่นาน ทำใจได้ ก็คงกลับมา”
    ทำใจ?
    “ก็คงเรื่องผู้หญิงน่ะครับ”
    ผมได้ยินMr.Kuzzyกล่าวเสริมเช่นนั้น รู้สึกทั้งไม่พอใจและไม่สบายใจในการกระทำของเขา เป็นอย่างที่เพื่อนสนิทของเขา Mr.Tolle Kheonikเล่าให้ฟังจริงๆว่า การนำเรื่องของสตรีมาผูกกับอนาคตของตนเอง เป็นเรื่องไม่เข้าท่านัก

    มันจะอะไรกันนักกันหนานะ? แค่ผู้หญิงคนเดียว....

    ....แล้วทำไมในเวลาแบบนี้ ผมถึงต้องไปคิดถึง....เส้นผมที่พลิดพลิ้วหอมกลิ่นกุหลาบสีขาวจางๆนั้นด้วยหล่ะ?

    ผมสะบัดหน้าแรงๆ ก่อนพยายามกล่าวบอกกับนักศึกษาในห้องด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
    “จะอย่างไรก็เถอะ การขาดเรียนเป็นเวลานานอาจทำให้เขาถูกทางมหาวิทยาลัยพิจารณาไล่ออกได้ เอาเป็นว่า ถ้าใครได้รับการติดต่อจากเขาล่ะก็ ช่วยส่งข่าวให้เขาทราบด้วยว่า ผมยังให้เขาติดI(รอส่งงาน)อยู่”
    เหล่าเพื่อนๆของบุคคลที่หายตัวไปรับคำกันเสียงอ่อย ผมจึงเปลี่ยนเรื่องเข้าสู่เนื้อหาวิชาต่อไป แม้จะยังรู้สึกหนักใจไม่น้อย

    วันนี้มันอะไรกันนะ? เช้าขึ้นมา ท่านแม่ก็โกรธ งอนผม ไม่ยอมพูดด้วย ท่านพ่อก็รีบออกไปทำงาน นี่นักศึกษาคนที่ผมกำลังห่วงเรื่องการเรียนก็มาหายตัวไปอีก

    เป็นวันที่....ไม่ปกติซะเลย มีแต่เรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจทั้งสิ้น!
    #####################################

    “ดิชั้นดีใจเหลือเกินค่ะ ที่คุณไม่ปฏิเสธคำเชิญของท่านพ่อ”
    สุภาพสตรีผมแดงเอ่ยกับผมด้วยรอยยิ้มสดใสขณะที่บรรจงวางตัวขุนลงบนกระดานหมากรุก ระหว่างที่เรากำลังพักผ่อนอยู่ในสวนสวยซึ่งอยู่ภายในคฤหาสน์ของตระกูลมหาเศรษฐีAllsterผู้ร่ำรวยจากธุรกิจค้าขายที่ดิน ผมเพียงแต่ยิ้มรับจางๆ หลังจากที่ได้ช่วยเหลือเลดี้Fllay Allsterผู้เป็นบุตรีคนเดียวของท่านบารอนในวันนั้นที่ไฮด์ปาร์ค ผมก็กลายเป็นแขกประจำของคฤหาสน์หลังนี้ไปแบบจำยอมนิดหน่อย แต่กระนั้นก็ยังไม่มีโอกาสได้ไต่ถามถึงสาเหตุที่เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเลดี้Allsterกับลูกศิษย์ของผมเลยสักครั้ง เนื่องจากยังเกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของฝ่ายหญิงเข้า และอาจนำไปสู่ความหมางใจระหว่างครอบครัวของเราทั้งสองก็ได้

    “ท่านพ่อก็มักจะไปทำงานกลับบ้านดึกๆดื่นๆ ดิชั้นจึงต้องอยู่คนเดียวเสมอ บางครั้งดิชั้นก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กติดพ่อ”พูดมาถึงตรงนี้หล่อนก็หัวเราะเบาๆ “ถ้าท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ดิชั้นคงไม่ต้องทนเหงาเช่นนี้”
    “เพื่อนๆของคุณหล่ะครับ? ผมมาเยือนบ่อยเช่นนี้ ไม่เป็นการรบกวนการสังสรรค์ของเหล่าสุภาพสตรีหรือ?”
    ผมลองถามดู หากได้รับคำตอบว่า
    “เหล่าเพื่อนสาวของดิชั้นเค้าก็มากันตอนกลางวันค่ะ พอเย็นๆบางคนก็ต้องไปออกงานกับทางบ้านบ้าง กับคู่หมั้นบ้าง...อันที่จริง เพื่อนๆของดิชั้นหลายคนก็ใกล้จะวิวาห์กันเต็มที มีแต่ดิชั้นที่ยังไม่มีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตน”
    “คงเพราะบิดาของคุณรักคุณมาก คงอยากให้คุณได้พบกับคนดีๆ จึงต้องพิจารณาให้มากเช่นกัน” ผมออกความเห็น พลางเก็บหมากจากฝ่ายตรงข้าม “ถ้าผมมีลูกสาวคนเดียว ก็คงต้องคิดเช่นนั้นน่ะครับ”
    เลดี้Allsterมองผมอย่างแปลกใจ ก่อนอมยิ้มแล้วเอ่ยถาม
    “แล้วคุณ...ใช่คนดีๆที่ว่านั่นรึไม่คะ?Kira”

    ผมชะงักมือที่กำลังจะวางหมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่หล่อนเรียกผมด้วยชื่อจริง ออกจะทำให้รู้สึกขัดเขินไม่ได้
    “เอ้อ....”
    “ดิชั้นล้อเล่นน่ะค่ะ” หล่อนกลับหัวเราะคิกคักแล้วเปลี่ยนเรื่อง “คุณชนะดิชั้นเรื่อย ใจร้ายเหลือเกิน ไม่ออมมือให้กันบ้างเลย ไม่เอาหล่ะ!ดิชั้นไม่เล่นแล้ว”
    พอหล่อนลุกขึ้นก็จับมือผมจูงไปอีกทาง
    “อีกเดี๋ยวท่านพ่อก็จะกลับมาแล้วล่ะค่ะ อยู่รับประทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนนะคะ ท่านพ่อบ่นถึงคุณบ่อยเหลือเกิน คงมีอะไรอยากคุยกับคุณเยอะแยะเชียว”
    “แต่ว่า....Lady Allsterครับ”
    ผมนึกอยากคัดค้าน เพราะวันนี้อยากจะรีบกลับบ้านเสียหน่อย เนื่องเพราะยังรู้สึกผิดกับท่านแม่อยู่เลย ท่านโกรธเคือง ไม่พอใจผมเรื่องอะไรก็ไม่ยอมพูดจา ผมจึงอยากปรับความเข้าใจกับท่านก่อน

    แต่ในตอนนั้นเองผมก็เห็นร่างสูงๆในชุดเสื้อโค้ตยาวสีดำสนิทตัวหลวมก้าวเข้ามาในสวน และได้ยินเสียงทุ้มนุ่มทักทายอย่างอารมณ์ดี
    “ไม่นึกว่าจะพบคุณที่นี่ อาจารย์Yamato”
    ผมมองร่างสูงโปร่งที่ใบหน้าปิดครึ่งหนึ่งด้วยแว่นกรองแสงกรอบใหญ่ ผมยาวเหมือนคลื่นสีทองผูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยใต้หมวกผ้ากำมะหยี่สีดำใบใหญ่ร้อยพู่สีแดง ซึ่งเมื่อเขาพบหน้ากับนายสาวของคฤหาสน์ก็ถอดหมวกออกเพื่อแสดงการให้เกียรติ
    “ยังงดงามเหมือนเดิมนะครับ คุณหนูFllay Allster”
    “คุณเอ่ยเช่นนั้น ดิชั้นรู้สึกวางตัวไม่ถูกนะคะ ศจ.Kleuze” กุหลาบสีแดงแห่งลอนดอนหัวเราะกิ๊กขณะยื่นมือให้เขาจุมพิตตามมารยาทสังคม ก่อนเอ่ยขอตัวไปดูการจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ผมมองหล่อนจนร่างบางในชุดกระโปรงสีม่วงเข้มเหลือบน้ำเงินเดินจากเข้าไปด้านใน ศาสตราจารย์ในชุดคลุมสีดำจึงกล่าวกับผม

    “อาจารย์สนิทสนมกับหล่อนหรือครับ?”
    สนิทสนม?...จะพูดแบบนั้นได้หรือไม่นะ? ผมพูดไม่ถูกจึงเพียงแต่กล่าว
    “ครอบครัวของเราเป็นเพื่อนเก่าแก่กันครับ....ก็เลย....”
    “เช่นนั้นรึ?” เขาพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ แต่ดวงตาใต้แว่นกรองแสงกรอบใหญ่นั้นผมคิดว่าเห็นประกายตาของความเจ้าเล่ห์อยู่ไม่น้อย
    “เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ขนาดที่ในเวลาที่ท่านบารอนไม่อยู่ คุณก็ยังสามารถเข้านอกออกในคฤหาสน์หลังนี้ได้ อืม...ช่างเป็นชายที่น่าอิจฉาเสียเหลือเกิน”

    คำพูดนั้นไม่ใคร่จะเข้าหูนัก ผมจึงเผลอชักสีหน้าไปนิดหน่อย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทันสังเกตเห็น
    “ถ้าเช่นนั้น...” ผมพยายามข่มอารมณ์กล่าว “ศาสตราจารย์ก็คงเป็นชายที่น่าอิจฉาผู้นั้นเช่นกันสินะครับ”
    ได้ฟังดังนั้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งนครลอนดอนก็หัวเราะ
    “โมโหไปได้ อาจารย์Yamato ผมนัดท่านบารอนเอาไว้ต่างหาก มีธุระจะพูดคุยกับท่าน ก็เรื่องที่อยากจะให้ท่านสนับสนุนงานวิจัยของทางมหาวิทยาลัยน่ะแหล่ะ ไม่มีนัยยะอื่นหรอก”
    “มิได้ครับ ผมไม่อาจตั้งข้อสังเกตใดๆกับท่านอธิการบดีหรอก”

    ผมและศาสตราจารย์Rau Le Kleuzeเดินสนทนากันไปยังห้องรับรองของคฤหาสน์ เรื่องราวโดยส่วนใหญ่ก็เป็นการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของผมและครอบครัว เนื่องจากท่านอธิการบดีเป็นผู้รับรองการเข้ารับราชการของผมผ่านการขอร้องจากท่านพ่อ
    “บิดาของคุณ ท่านทูตน่ะ เป็นสุภาพบุรุษและเป็นท่านที่ดี เรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์ดีในสังคมชั้นสูง”เขากล่าวบอกผมพลางจุดซิการ์สูบ “ผมยังดีใจอยู่จนทุกวันนี้ที่ท่านไม่เอาตนเองลงไปเสี่ยงในสนามเลือกตั้งให้แปดเปื้อนรวมกับพวกนักการเมืองในรัฐสภา เพราะอะไรรู้มั๊ย อาจารย์Yamato? เพราะการเป็นเอกอัครราชทูตก็หมายความว่ามีโอกาสที่จะรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักร เป็นการทำงานซึ่งมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองโดยตรง จึงมีอิสระที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง”
    ผมยิ้มนิดๆ และกล่าวแสดงความเห็น
    “ท่านพ่อเองก็คิดเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน แต่ผมมองว่ายังมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่ถนนเส้นนั้นด้วยอุดมการณ์อันมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์สังคม หากการเข้าสู่รัฐสภานั้น โอกาสที่ตนเองจะตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันจากพรรคและนักการเมืองอื่นๆย่อมมี และมักเป็นเช่นนั้น ความเป็นอิสระในการแสดงความเห็นจึงน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟังแล้วก็น่าเศร้า แต่มันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้น”

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอนจึงย้อนถามผม
    “ถ้าเช่นนั้น อาจารย์Yamatoเห็นว่าควรทำเช่นไร? มิเช่นนั้น การเมืองการปกครองของประเทศก็คงเดินวนอยู่กับระบบเดิมๆเช่นนั้น ผมสนใจความเห็นของคุณ”
    ผมนิ่งไป แม้จะมีคำตอบนั้นในใจอยู่แล้ว
    “คงไม่ถึงขั้นให้พวกหัวเก่าตายไปหมดหรอกครับ”
    ผมทำเป็นกล่าวติดตลกไปเช่นนั้น

    เพราะในความคิดของผม แน่นอนว่า สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งฝังรากลึกในสังคมประเทศอาจต้องใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลง ในทางกลับกัน การปฏิวัติทางการเมืองก็จะนำมาซึ่งความรุนแรง
    “คุณคงไม่ได้หมายถึง....การแก้ไขรัฐธรรมนูญ?”
    ดวงตาเรียวใต้กรอบแว่นฉายความแคลงใจ หากผมเพียงแต่เลี่ยงตอบไปว่า
    “ตอนนี้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในมือมากจนเกินไปจนใครก็ตรวจสอบไม่ได้แล้วครับ”
    ศาสตราจารย์Kleuzeสูบซิการ์แล้วปล่อยควันออกมาจางๆ เขานิ่งไปครู่หนึ่งจนทำให้ผมนึกสงสัยในท่าทีนั้น จนกระทั่งกล่าว
    “แต่ว่า....ณ เวลานี้....กลุ่มนักธุรกิจมากมายยังให้การสนับสนุนทางการเงินกับรัฐบาลอยู่ เพราะแน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์แก่กัน”
    “ครับ...กฎหมายมากมายที่ฝ่ายบริหารตราขึ้นในระยะหลังนี้ล้วนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่พวกนักธุรกิจชั้นนำทั้งสิ้น เท่ากับว่า อำนาจทางการเงินยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ชนชั้นนำ ไม่กระจายสู่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง กระนั้น ก็น่าแปลกนะครับ ประชาชนยังคงหลงเชื่อกับความฝันลมๆแล้งๆ ที่คิดว่าพวกนโยบายประชานิยมทั้งหลายที่รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงนั่นจะส่งประโยชน์ให้ ทั้งๆที่ความจริงนั้น....เป็นการตรงกันข้ามโดยแท้”

    ผมกล่าวไปตามความจริงที่ตนพิจารณาเห็น ในตอนนั้น...ไม่คิดว่าจะได้ยินอธิการบดีมหาวิทยาลัยกล่าวขึ้นในประโยชน์ต่อมาว่า
    “แต่ตระกูลAllster....ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนชั้นนำที่เอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลเช่นกัน”
    ผมหยุดนิ่งฟัง ใบหน้าของผู้พูดยามนี้ ช่างยากจะตีความว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
    “โครงการหลายอย่างในกิจการของตระกูล ทั้งการค้าขายที่ดิน ทั้งธุรกิจโรงงานทอผ้า กฎหมายหลายตัวให้ประโยชน์ต่อพวกเขาทั้งสิ้น อาจารย์คงทราบอยู่บ้าง”
    ผมไม่ตอบ เพียงแต่นิ่งคิด
    “คนอย่างพวกAllsterนั้น....ไม่คบหาสมาคมหรือผูกมิตรกับคนที่ไม่เป็นประโยชน์หรอกนะ อาจารย์Yamato”

    คำพูดเหล่านั้นทำให้ผมต้องนึกทบทวนจุดที่ตนเองยืนอยู่ตอนนี้....ผมทำอะไรอยู่กันแน่?
    แม้ท่านพ่อจะไม่เคยเอ่ยถึงตระกูลAllsterในแง่พฤติกรรมกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่หลายครั้งที่ท่านมีสีหน้าหนักใจเมื่ออ่านข่าวของตระกูลนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์ แม้บ้านของเราจะเป็นเพื่อนเก่าแก่กับพวกเขา แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องอุดมการณ์....
    เรายืนอยู่กันคนละขั้วจริงๆ

    ยิ่งไปกว่านั้น
    “บารอนAllsterนั้น แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามุ่งหมายในตัวของLacus พยายามที่จะกดดันโรงละครต่างๆนานาเพื่อจะได้เป็นผู้อุปถัมภ์Rosettaอย่างเต็มตัว....”
    นั่นเป็นคำพูดที่แสดงความห่วงใยในตัวบุตรสาวของดร.Clyneที่กล่าวกับผมไว้อย่างชัดเจน ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเมื่อเกือบหนึ่งเดือนก่อน ดร.Clyne....จะอย่างไรท่านก็เป็นที่เคารพนับถือของผมมากกว่าบุคคลจากตระกูลAllsterอยู่แล้ว และ...

    ทั้งที่สัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องดูแล....เธอคนนั้น....ผมกลับมามัวทำอะไรอยู่ที่นี่?
    ไม่แค่เพื่อรักษาคำสัญญานั่น แต่เพื่อ....

    ประตูเปิดออก ร่างบอบบางในชุดสีม่วงเข้มเหลือบน้ำเงินตัดกับผิวสีขาวจัดกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหา รอยยิ้มและเสียงเรียกจากริมฝีปากสีเบอร์รี่นั้นกลับทำให้ผมนึกถึง....คลื่นผมสีPink Blondพลิ้วไสวยามต้องลม รอยยิ้มบนริมฝีปากสีชมพูอ่อนจาง คำพูดคำจา ความคิด สติปัญญา และเสียงเพลงอันงดงาม

    ถ้าเช่นนั้น...ผมควรจะทำอย่างไร?
    ####################################
  13. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    PHASE 20 : An unexpected dinner party

    กองบัญชาการสก็อตแลนด์ยาร์ดที่ถนนไวท์ฮอลล์ ภายในห้องทำงานประจำตำแหน่งของผช.ส.(ผู้ช่วยสารวัตรงานสืบสวนสอบสวน) ร้อยเอกAthrun Zala

    “สำเนาคดีที่ท่าเรือBank Siteหลายคืนก่อนได้มาแล้วครับผู้กอง ผมเอาใส่แฟ้มเลยนะ”
    “อือ”
    “แล้วก็ รายงานคดีการลับลอบซื้อขายมนุษย์จากทางกองการตรวจคนเข้าเมืองก็ส่งมาถึงแล้วเหมือนกัน”
    “อื้อ”
    “จะให้ผมเตรียมไว้เอาเข้าที่ประชุมพรุ่งนี้เลยมั๊ยครับ?”
    “อื้อ”
    ผมฟังเสียงนั้นไปแบบผ่านๆหู ขณะที่ยัง”พยายาม”ตั้งอกตั้งใจใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือในรายงานบันทึกคดีที่เกี่ยวเนื่องกับพวกกลุ่มนักธุรกิจชื่อBlue Cosmos และเจ้าจอมวายร้ายLord Gibril จอมบงการที่ยังคงลอยนวลอยู่

    เพราะผมสงสัยในพฤติกรรมของทั้งเจ้าหมอนั่น และที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือทีท่าของพวกข้าราชการทหารและตำรวจชั้นสูงซึ่งดูจะไม่ใส่ใจกับคดีใหญ่ที่ท่าน้ำคืนก่อนเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขุดประวัติเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาศึกษาเสียหน่อย เผื่อว่าจะมีเบาะแสดีๆที่จะมัดตัวเจ้านายทุนชั่วนั่นให้ดิ้นไม่หลุดได้
    แต่ดูเหมือน จะกี่เล่มๆ ก็วนเวียนอยู่ในประเด็นเดิมๆ เกี่ยวกับประวัติของกลุ่มทุนBlue Cosmos ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจชั้นนำของประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน ซึ่งหลักๆก็จะประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจเรือเดินสมุทร อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมโรงงานทอผ้าส่งออก อุตสาหกรรมส่งออกเหล็กและโลหะชนิดต่างๆ ธุรกิจอสังหริมทรัพย์....

    และแน่นอนว่าคนเหล่านั้น ถือว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่มีอำนาจต่อรองกับทางการค่อนข้างสูงทีเดียว

    “ผู้กอง!!!ฟังผมพูดอยู่รึเปล่าครับ!โธ่!!”
    เจ้าร้อยตรีหมวดShin Asukaจอมยุ่งร้องเอะอะขึ้น หลังจากอดทนกับท่าทีเฉยชาของผมมานาน ผมจึงเงยหน้าขึ้นในที่สุด
    “โทษที หมวด โทษที.... เอาเป็นว่า นายจัดการตามเห็นสมควรแล้วกัน”
    หมวดAsukaนิ่งมองผมด้วยสีหน้าอึ้งๆ แล้วถอนใจออกมา
    “ผู้กอง....ไม่ค่อยได้นอนเหรอครับ?”
    “หา?”
    “ก็หน้าคุณโทรมๆชอบกลน่ะสิครับ” หมวดว่าพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วไปที่หน้า “ตางี้แดงเชียว”

    มิน่าเล่า....อ่านอะไรเข้าไปเท่าไหร่ๆมันก็ไม่ค่อยเข้าหัว รู้สึกเบลอๆอยู่เหมือนกัน ผมไม่รู้ตัวเลย
    “อ้อ...”ผมยกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมา”อื้อ...ก็...คงงั้นมั้ง”
    แขนขวาที่ถูกยิงเมื่อหลายวันก่อนตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าคล้องไว้กันกระแทกอีกต่อไป เพียงแต่ยังต้องพันผ้าพันแผลเอาไว้และขยับแรงๆไม่ได้เท่านั้น ดังนั้นในช่วงนี้ ผมจึงได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมอยู่ที่ทำงานเท่านั้น ไม่ต้องออกลาดตระเวนทั่วลอนดอนแต่อย่างใด ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ได้พักผ่อนอยู่กับโต๊ะสบายๆหลังจากทำงานหนักมาตลอด

    อันที่จริง หลายวันมานี้การพยายามทำตัวให้มันยุ่งๆเข้าไว้ มันก็ดีเหมือนกัน....
    เพราะทำให้ไม่มีเวลาว่างพอจะไปคิดถึงเรื่องอื่น....ที่มันไม่เป็นสาระ
    เฮ่อ! นั่นไงหล่ะ! คิดถึง”เรื่องนั้น”ขึ้นมาอีกแล้ว!

    “จะว่าไปแล้ว...ผมก็ยังมีเรื่องที่คาใจอยู่นิดหน่อยนะครับ ผู้กอง ยังไม่มีโอกาสถามให้หายข้องใจเลย” หมวดAsukaวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานก่อนถอยออกไปเล็กน้อย
    “ว่ามาสิ”
    ผมว่าพลางก้มหน้าก้มตาเปิดเอกสารชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับ แต่คำพูดต่อมาของเจ้าหมวดรุ่นน้องกลับทำให้ผมต้องเอาหัวโขกโต๊ะอีกรอบโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว
    “เด็กผมทองที่ติดอยู่กับพวกเราตอนนั้น....ตกลงว่าไอ้ที่ผ่านมานั่น เจ้าตัวเป็นเด็กผู้หญิงใช่มั๊ยครับ?”
    โป๊ก!
    “?? ผู้กอง??เป็นอะไรรึเปล่าครับ??”
    มึน....มึนเข้าไปอีก นี่แหล่ะเรื่องที่ผมไม่อยากพูดถึง ไม่อยากจะไปนึกถึงที่สุด .....เรื่องที่ผ่านๆมา เรื่องของ...หล่อน....

    ทำไมผมต้องเป็นแบบนี้ ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองอยู่ดี เรื่องที่เด็กนั่นปิดบังความจริงที่ว่า...ตัวเองเป็น”ผู้หญิง” พูดจริงๆว่า ผมโกรธ ก็โกรธอยู่เหมือนกันล่ะ....แต่มาตอนนี้....พอหวนนึกถึงดวงตาสีอำพันเหมือนลูกแก้วสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว....ผมกลับรู้สึกผิดมากกว่า
    ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะเห็นหน้า ไม่อยากคิดถึง ไม่อยากพูดถึง
    แต่อีกใจหนึ่ง...ไม่สิ...นั่นความจริงต่างหาก....ผมกลับ....รู้สึกในทางตรงกันข้าม

    อยากจะพบ....อีกซักครั้ง....
    เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?

    ในตอนนั้นเองที่ทั้งผมและหมวดAsuka(ที่สงสัยจะยังงงๆกับท่าทีของผมอยู่)ถูกดึงความสนใจด้วยเสียงเคาะประตูห้อง
    และก้าวเข้ามาของคนที่ผม...คุ้นหน้าไม่น้อย
    “พ่อบ้าน!?”
    ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าประหลาดพิลึกออกไปมากน้อยแค่ไหน ตอนเห็นร่างเล็กแกร็นของหัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูลZalaก้าวผ่านประตูห้องทำงานด้วยท่าทางนบนอบเสียจนหมวดAsukaที่ยืนอยู่ด้วย
    ต้องมีสีหน้าเหวอรับประทาน
    “คุณชาย สบายดีหรือขอรับ?”
    “มะ...? “
    ผมลุกขึ้นยืนพรวดอย่างไม่รู้ตัว ปากอยากถามใจจะขาดว่า มาทำอะไรที่นี่?? แต่ไม่ทันจะพูดอะไร กลับพบว่าฝ่ายผู้มาเยือนยื่นซองจดหมายมาให้ตรงหน้า
    “?..อะไรน่ะ?”
    “บัตรเชิญไปร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของท่านนายพลจากตระกูลHawkในคืนนี้ขอรับ นายท่านZalaเห็นว่าคุณชายไม่กลับบ้านเสียที เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ จึงสั่งให้ผมเดินเรื่องมาถึงที่นี่”

    ได้ฟังเหตุผลเท่านั้น ผมก็ส่งจดหมายคืนทันทีแบบไม่ต้องคิด
    “เสียใจ” ผมโบกมือพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานเหมือนเดิม “ฝากไปเรียนท่านพ่อด้วยว่า ชั้นมีงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปสังสรรกับใครที่ไหนหรอก” พูดจบผมก็วางมือลงบนกองเอกสารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
    “ดูนี่ งานวางกองเป็นภูเขาเลากาอยู่เต็มโต๊ะออกแบบนี้ จะให้ชั้นปลีกตัวไปไหนได้อีกหล่ะ?”
    “แต่ว่า....เมื่อครั้งงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของคุณหนูใหญ่ของตระกูลHawk คุณชายก็ปฏิเสธจะไปร่วมงานมาหนหนึ่งแล้ว ถ้าครั้งนี้บ่ายเบี่ยงอีก ผมเกรงว่า นายท่านจะไม่พอใจเอาได้นะครับ”

    ฟังเหตุผลจากอีตาพ่อบ้านผมหงอกหนวดงามแล้ว ผมก็ชักเริ่มมีอารมณ์โมโห แต่ยังพยายามนับเลขสงบใจเอาไว้ หนึ่ง...สอง....สาม

    มันจะ...อะไรกันนักกันหนา??
    “พ่อบ้าน” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วค่อยๆพูดอย่างใช้ความอดทน “ใช่ว่าชั้นไม่สนใจว่านั่นจะเป็นการหักหน้าท่านพ่อ แต่ในฐานะข้าราชการตำรวจในสมเด็จพระราชินี ชั้นมีงานต้องสะสางมากมาย ถ้ากลัวว่าท่านพ่อจะไม่พอใจแล้วหล่ะก็ พ่อบ้านก็ไปออกงานแทนแล้วกัน ชั้นอนุญาต”
    “โธ่!คุณชาย”
    ไม่ทันที่หัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูลZalaจะทันร้องทักท้วงด้วยอะไร ก็มีเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้นช่วยชีวิตผมเสียก่อน
    กริ๊งงงง กริ๊งงงง
    “นั่นไง เห็นมั๊ยล่ะ? พ่อบ้านกลับไปซะเถอะ เพราะงานชั้นยุ่งจนหัวปั่นจะแย่แล้ว นี่นายคงจะโทรมาตามตัวกระมัง?”ผมแกล้งบ่นพลางเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์มาแนบหู

    แต่ว่า...ผมไม่คิดเลยว่าทันทีที่กรอกเสียงคำว่า “Athrun Zalaครับ”ลงไป “โทรศัพท์ช่วยชีวิต”จะกลายเป็นหายนะ เมื่อได้ยินเสียงแผดลั่นดังมาตามสาย และเสียงนั่น ไม่ใช่ใครอื่น
    ท่านนายพล Patrick Zalaนั่นเอง
    “อย่านึกว่าชั้นรู้ไม่ทันแกนะ!!Athrun!!”
    ผมถอยหน้าห่างจากหูโทรศัพท์ทันทีโดยอัตโนมัติ โอย...หูแทบแตก! เสียงดังเป็นฟ้าผ่าดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ถึงขนาดที่ว่าทั้งอีตาพ่อบ้านและหมวดAsukaยังต้องสะดุ้งโหยงไปตามๆกัน

    ท่านพ่อมีพลังจิตหรือไงกัน??ถึงได้รู้ว่าผมจะตอบคนเดินสาส์นว่าอะไร
    “ท่าน...!”
    ผมพูดไม่ทันจะจบดี กลับถูกสวนขึ้นมาโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆทั้งสิ้น
    “ไม่ต้องมาพูดมาก! นี่แกคิดจะหนีเหมือนคราวที่แล้วอีกล่ะสิ? ไม่ต้องมาทำอ้างเรื่องงานเลย เพราะชั้นแจ้งไปทางผู้การDurandalเรียบร้อยแล้ว ยังจะผู้พันHawkอีก ถ้าครั้งนี้แกคิดจะฉีกหน้าชั้นอีก ก็ไม่ต้องมาเรียกชั้นว่าพ่อ!!! เข้าใจมั๊ย!!!”
    “ท่านพ....!!!”
    โครม!!!

    ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบหลังจากที่อีกฝ่ายกระแทกหูวางไป ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้แล้วพิงพนักอย่างหมดแรง หนักใจ..... เหนื่อยใจปนกัน

    ได้ยินเสียงพ่อบ้านประจำตระกูลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ
    “....เป็นอันว่า....คุณชายไม่ปฏิเสธนะครับ?”
    ######################################

    “ดูคุณหนูเหนื่อยๆ”
    ดิชั้นเงยหน้าขึ้นมองดูดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ล้อมกรอบด้วยคลื่นผมสีทองระยับ ดวงตากลมแป๋วสีลูกหว้าจ้องมองมาที่ดิชั้นอย่างห่วงใย ดิชั้นจึงยิ้มตอบ อย่างน้อยก็พยายามยิ้มอย่างสดชื่นที่สุด
    “ชั้นดีใจที่หนูเป็นห่วงนะจ๊ะ” ชั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งพักหลังเวทีหลังจากการฝึกซ้อมบทเพลงกับวงดนตรีออเคสตร้าจบลง ในขณะที่เป็นคิวของพวกนักเต้นจะขึ้นไปยึดพื้นที่บนเวทีแทน “เพียงแต่ทั้งที่เมื่อคืนเลิกงานดึกดื่น ชั้นยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งคุณWalfeldและมาดามFllagaลงเรือไปฝรั่งเศส ก็เลยเพลียนิดหน่อย”
    ดิชั้นตอบไปตามความจริง กระนั้นStellarกลับไม่ยอมปล่อยมือจากพนักเก้าอี้ที่ดิชั้นนั่งอยู่ ดวงตาสีลูกหว้าของแกยังคงเต็มไปด้วยประกายของความกังวลและห่วงใย
    เผอิญกับที่คุณผู้จัดการคณะMr.Martin Darcostaซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆบ่นขึ้น
    “คุณWalfeldนี่ก็เหลือเกินจริงๆนะครับ ทั้งที่คุณผู้หญิงFllagaบอกแล้วแท้ๆว่าหล่อนเกรงใจ ก็ยังจะดื้อรั้นตามไปอีก ฝรั่งเศสเหรอ.... เฮ้อ...ผมได้ยินเสียงระฆังวิวาห์รอบสองของทั้งคู่แล้วสิ”

    ดิชั้นฟังแล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะ นึกถึงตอนที่คุณWalfeldไล่ดิชั้นและคุณDarcostaกลับ
    “ไปๆได้แล้ว! ผู้ใหญ่เค้าจะสวีทกันบ้าง เกะกะขวางทาง!”

    “Stellar!”
    Stellarได้ยินเสียงครูสอนฮาล์ปเรียกก็รีบย่อกายลงเป็นเชิงขออนุญาตดิชั้นและผู้จัดการคณะ เราทั้งสองมองจนร่างเล็กๆวิ่งออกไป คุณDarcostaจึงเอ่ยกับดิชั้น
    “คุณหนูครับ.... อันที่จริง มันอาจไม่ควรเอ่ยตอนนี้ แต่...”
    “คะ?” ดิชั้นเงยหน้าขึ้นถามเขาอย่างล้อเลียน “คุณจะเอ็ดอะไรดิชั้นอีกรึเปล่าคะ เรื่องการแสดง?”
    “ไม่ใช่ครับ” เขาส่ายหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ที่จะเรียนให้ทราบคือ ตอนนี้บารอนAllsterกำลังเดินหน้าทำการบางอย่าง”
    เรื่องของAllsterทำให้ดิชั้นต้องคลายยิ้มลง ใจคิดไปถึงสองพ่อลูกร้ายกาจนั่น
    “ทำไมคะ? เขาจะเอาอะไรจากพวกเราอีก?”

    คุณDarcostaนิ่งไปครู่ก่อนเอ่ย
    “โรงละครอื่นๆเริ่มถูกAllsterเข้าครอบครองแล้วครับ” เขาลดเสียงลงต่ำ เกรงว่าสมาชิกในคณะจะได้ยิน “เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ยินมาว่า เขาเพิ่งเข้าไปเจรจาขอซื้อElizabethan Theatreเป็นผลสำเร็จ”
    เรื่องนั้นทำให้ดิชั้นตกใจนัก ถึงกับต้องอุทาน
    “เป็นไปได้อย่างไรกันคะ?? Elizabethanเป็นโรงละครเก่าแก่ดั้งเดิม และมีผลประกอบการดีเยี่ยมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องมีผู้อุปถัมภ์ใดแท้ๆ ทำไมAllsterถึง....”
    “ใช้กฎหมายบีบบังคับครับ....เพราะElizabethanสามารถหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินมาได้ตลอดด้วยความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบรรดาเจ้าของที่ดิน
    และข้าราชการชั้นสูง แต่หลังการเปลี่ยนรัฐบาล พวกที่เคยสนับสนุนElizabethanก็หมดอำนาจ ทีนี้อิทธิพลของAllsterนั้นมีเหนือรัฐมนตรีบางคนเสียอีก เขาใช้เรื่องที่โรงละครทำบทละครพาดพิงการเมืองและสถาบันเบื้องสูงมาใช้เป็นข้ออ้าง เตรียมจะให้รัฐเอาผิดกับเจ้าของโรงละครและสมาชิกอื่นๆในข้อหาซ่องสุมกำลัง ก่อนยื่นข้อเสนอให้ตนเข้าไปดูแลกิจการของทางโรงละครด้วยตนเองในฐานะผู้อุปถัมภ์”

    ดิชั้นนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้น
    “แล้วโรงละครอื่นๆในระแวกเดียวกับเราหล่ะคะ?”
    “คุณหนูLacusต้องเข้าใจนะครับว่า พวกนั้นกำลังจะฮุบโรงละครต่างๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในเครือของมัน ทั้งๆที่ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงละครควรจะเป็นเอกภาพในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ เราควรจะรวมตัวกันเองเพื่อรักษาอุดมการณ์ของเรา ไม่ใช่ถูกธุรกิจอื่นเข้าครอบงำ!”
    “หมายความว่า...ท้ายที่สุด....Rosettaจะถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตร” ดิชั้นพยักหน้าช้าๆ พยายามสงบจิตใจ “เป็นเช่นนั้นถูกต้องมั๊ยคะ?”

    ผู้จัดการคณะละครหนุ่มรับคำด้วยสีหน้าหนักใจ
    “....ครับ....”

    ในฐานะหุ้นส่วนโรงละครแห่งนี้ ดิชั้นเข้าใจดีถึงความรู้สึกของความหวงแหนและไม่อยากสูญเสีย.....สิ่งที่เรียกได้ว่า ตนเองทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจสร้างมันมากับมือ ไม่ใช่แค่หุ้น30%ที่ถืออยู่ แต่มันหมายถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง และอิสรภาพในการสร้างสรรค์งานศิลปะของRosetta ....ดิชั้นบีบมือตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว

    “คุณWalfeldทราบสถานการณ์นี้รึยังคะ?”
    “แน่นอนครับ ท่านทราบดี” เขาตอบ และอธิบายต่อ “คุณหนูครับ คุณWalfeldไปฝรั่งเศสครั้งนี้ก็เพื่อหาทางช่วยเหลือพวกเรานะครับ ท่านมีพวกพ้องอยู่ทางโน้นเยอะ คิดว่าอาจจะพอหาทางช่วยเหลือพวกเราจากสถานการณ์แบบนี้ได้”
    “ดิชั้นทราบค่ะ....”
    ดิชั้นตอบเสียงแผ่วเบา อดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างเป็นเพราะตนเอง...ดิชั้นยังจำสายตาของบารอนAllsterท่านนั้นที่ต้องการครอบครองทั้งRosettaและ....
    ตัวของดิชั้นเองได้ดี สายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความชั่วร้าย

    โดยสัตย์จริง ดิชั้นไม่สนใจว่า บารอนท่านนั้นจะทำการสิ่งใด เขาจะคดโกงใคร หรือทำร้ายใครเพื่อความร่ำรวยของตระกูลตนมันก็เป็นเรื่องของเขา เพราะทางRosettaก็มีเงินจ่ายค่าเช่าซื้อที่ดินเสมอมาไม่เคยขาดตกบกพร่อง และแม้ว่าจะถูกขึ้นค่าเช่าซื้อที่ดินมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อกดดัน แต่พวกเรา...ไม่ใช่เพียงแต่ดิชั้นหรือคุณWalfeldก็ไม่เคยยอมแพ้ และยังคงตอบโต้การขูดเลือดขูดเนื้อนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน

    ดิชั้นทอดสายตาออกไปท้องฟ้าเหนือกำแพงสูงของโรงละคร คุณWalfeldเคยบอกกับดิชั้นว่า คุณAisha ภริยาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาเองก็เป็นศิลปินนักแสดงที่เก่งมากเข้าขั้นอัจฉริยะคนหนึ่ง เธอหลงรักทิวทัศน์ของแม่น้ำเทมส์สีเทอควอยส์ที่ทอดกายยาวตัดกับสีของท้องฟ้าสีคราม และเงาของแสงที่สาดส่องผ่านหลังคายอดสูงของหมู่อาคารในย่านBank Site สถานที่แห่งนี้...บรรยากาศในทุกๆด้าน เธอรักที่นี่ในฐานะนักแสดง จึงฝันมาตลอดว่า อยากมีโรงละครที่เธอสร้างเองณ ที่แห่งนี้ .....เหมือนคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง

    แต่เธอก็มาป่วยและเสียชีวิตก่อนที่Rosettaจะได้เป็นรูปเป็นร่าง คุณWalfeldจึงทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางที่จะสร้างโรงละครในฝันของภริยาให้เป็นความจริง แม้ที่ดินผืนนี้จะถูกตั้งราคาไว้เป็นมูลค่ามหาศาลเพียงใด เขาก็ยังเต็มใจที่จะสู้ จนในที่สุด ถึงวันนี้ก็สองปีเศษแล้วที่Rosettaมีเกียรติยศชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับทั้งในแง่การนำเสนอทางศิลปะ และความนิยมชมชอบของมหาชน

    สัญญาเช่าซื้อที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น ดิชั้นเองไม่แน่ใจว่าอีกนานเท่าใดมันจึงจะกลายเป็นสมบัติของสมาชิกของโรงละครแห่งนี้อย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็ล้วนอยากจะทำให้ดีที่สุด
    “มีสิ่งใดที่ดิชั้นจะทำได้เพื่อหยุดการกระทำที่คุกคามRosettaแห่งนี้มั๊ยคะ?”
    นั่นเป็นคำถามที่ดิชั้นทั้งตั้งให้กับทั้งตนเอง และบุรุษเบื้องหน้า คุณDarcostaมองดิชั้นนิ่งๆ ในแววตาของเขานั้นจริงจังขณะตอบ
    “ทำทุกอย่างตอนนี้ให้ดีที่สุดครับ คุณหนูไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับคนพวกนั้นเลย
    เรื่องพวกนั้นผมและคุณWalfeldจะจัดการเอง เพียงคุณเป็นดาวจรัสแสงของพวกเรา คอยนำทางและปลอบโยนจิตใจของผู้คนที่อ่อนล้าอย่างที่เป็นมา เพียงเท่านั้นก็พอแล้วครับ”

    เขาวางมือลงบนบ่าของดิชั้นเบาๆเป็นเชิงปลอบโยน แต่ไม่ทำให้จิตใจสงบลงเลยแม้เพียงนิด
    ในเวลาแบบนี้....ดิชั้นกลับรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ หากเป็นเวลาปกติ ดิชั้นคงปรับทุกข์เรื่องนี้กับคุณพ่อ และได้รับคำแนะนำดีๆจากท่านบ้าง
    กระนั้น ดิชั้นกลับไปนึกถึง....ใครอีกคนที่เคยทำให้รู้สึกวางใจพอที่จะจับมือไว้ได้

    เถอะ....ป่านนี้ เขาคงกำลังมีความสุขกับผู้หญิงที่เขารัก สุภาพสตรีผมแดงที่ได้ชื่อว่ากุหลาบงามแห่งลอนดอนผู้นั้น เขาจะมาใส่ใจทำไมว่าครอบครัวของเจ้าหล่อนนั้นสร้างปัญหาให้Rosettaแห่งนี้มากแค่ไหน
    เขาไม่มาสนใจหรอก....
    ######################################

    ชั้นแอบมองชะเง้อชะแง้มาจากมุมประตูห้อง แม้เสียงสนทนาของคุณผู้จัดการคณะตัวโตกับคุณหนูLacusจะไม่ดังมากนัก แต่ชั้นก็พอจะเข้าใจได้จากสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของคุณหนูว่า คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก

    อาจเกี่ยวกับปัญหาที่โรงละครแห่งนี้กำลังเผชิญอยู่? เป็นแบบนั้นหรือเปล่านะ? ชั้นค่อยๆถอยออกจากด้านหลังประตู อดหวนคิดไม่ได้ว่า ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ดูคุณหนูจะแปลกไป....

    ทั้งที่ตลอดเวลาที่คุณหนูรับชั้นมาอยู่ที่Rosettaแห่งนี้ ชั้นสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่คุณหนูมีให้ทุกคน ทุกๆที่ๆคุณหนูก้าวผ่านราวกับจะปลุกให้ความเหน็ดเหนื่อยไร้กำลังกลับคืนสู่ชีวิตชีวา เป็นเช่นนั้นมาเสมอ....
    แล้วทำไมวันนี้...แม้รอยยิ้มจะอ่อนโยน และยังคงขึ้นเวทีแสดงด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมทุกครั้ง แต่...ชั้นกลับรู้สึกว่า บางครั้ง....ดวงตาสีฟ้าครามสวยๆคู่นั้นเหมือนกำลังมองหาใคร...

    ชั้นคิดถึงครูKiraคนใจดีขึ้นมาจับใจ ครูบอกชั้นว่า ครูกับคุณหนูเป็นเพื่อนกัน...เหมือนที่ครูเป็นเพื่อนของชั้น เหมือนที่คุณหนูเป็นเพื่อนของชั้น
    ...ครูเคยบอกว่า...เพื่อนจะไม่ทิ้งให้เพื่อนต้องทุกข์ใจ
    ถ้าอย่างนั้น....ชั้นจะทำอะไรเพื่อคุณหนูได้บ้างหรือเปล่านะ?

    ชั้นเงยหน้าขึ้น เหลียวมองไปด้านหลัง ครูสอนฮาล์ปที่ชั้นอยู่ด้วยคงกำลังจะมาที่ห้องเรียนดนตรี ชั้นกอดฮาล์ปตัวเล็กแน่น ก่อนตัดสินใจปล่อยมันไว้กับพื้นเช่นเดิม ใจสั่นนิดๆที่ตัวเองทำเช่นนั้น ชั้นก้าวด้วยเสียงฝีเท้าที่เบาที่สุดไปปิดหน้าต่างทั้งหมดจนเรียบร้อย แล้วค่อยย่องออกมาจากห้องแห่งนั้นด้วยหัวใจเต้นระทึก

    “งื๊ด?”
    เสียงเล็กๆแหลมๆนั้นทำให้ชั้นสะดุ้งเฮือก!เกือบหลุดเสียงร้องออกมา แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นถอนใจโล่งอกเมื่อพบว่าเจ้าของเสียงคือ หมาน้อยขนฟูสีขาวตัวโปรดของคุณหนูLacusนั่นเอง มันนั่งลงเอียงคอมองชั้นด้วยตากลมโตสีดำแวววาวตัดกับสีขน
    “ตกใจหมดเลย Haloเองเหรอ?”
    ชั้นทรุดตัวลงนั่งลูบหัวมันเบาๆ หางฟูๆกระดิกไม่หยุดขณะที่มันโผเข้าหา ทำให้ชั้นต้องรวบแขนทั้งสองอุ้มมันเอาไว้

    เจ้าHaloตัวน้อยในอ้อมแขนของชั้นทำเสียงงี๊ดๆหงิงๆ ขณะเงยหน้าขึ้นมองชั้น
    “....ไปด้วยกันนะ?”
    ชั้นกอดมันไว้แนบอก ตัวมันอุ่นจัง....ทำให้ชั้นสบายใจขึ้นนิดหน่อย ขณะเริ่มก้าวออกไปอีกครั้ง

    เสียงใจเต้นตึกตักๆทำให้ชั้นนึกถึงเรื่อง....เมื่อก่อน....ใช่....หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่จะได้พบกับทุกคนที่นี่ ก่อนจะได้พบกับ....Shin....
    แต่เสียงใจเต้นแรงตอนนี้ มันเปลี่ยนไปแล้ว แม้จะ....กลัวอยู่บ้างแต่...มันกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมากกว่า

    ทุกคนที่แสนดี ทำทุกอย่างเพื่อชั้นมามากแล้ว เพราะฉะนั้น....ตัดสินใจแล้วว่าจะลอง....ทำเพื่อคนเหล่านั้นบ้าง
    ชั้นจะทำ ถึงจะยังไม่ค่อยแน่ใจนักก็ตาม
    ################################

    “.....ผู้กองครับ”
    “หือ?”
    ผมเลิกคิ้วนิดๆขณะจุดบุหรี่สูบ ภายในห้องโดยสารที่ค่อนข้างกว้างของรถม้าหมวด Asukaทำหน้าตาเหมือนอยากร้องไห้ตอนที่ถามผมว่า
    “ทำไมผมต้องมากับคุณด้วยหล่ะ?”
    “ไม่ดีเรอะ? นี่ชั้นพานายมากินฟรีนะเนี่ย” ผมตอบหน้าตาเฉยพลางปล่อยควันบุหรี่ออกมาจางๆ เจ้าหมวดหนุ่มรุ่นน้องกลับร้องเอะอะโวยวายลั่น
    “ดีเหรอครับ?? ตระกูลHawkเชิญคุณนะครับ ไม่ได้เชิญผม!! ขืนผมเสนอหน้าตามมาด้วยแบบนี้ เป็นได้ถูกท่านนายพลZalaฉีกอกเอาพอดี!!”

    ผมเหลือบตามองใบหน้าวิตกจริตของอีกฝ่ายแล้วมันข๊ำขำ อยากหัวเราะเหมือนกันน่ะแหล่ะ
    “มาถึงขั้นนี้แล้วน่าหมวด อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงคฤหาสน์ตระกูลHawkแล้ว เอาเป็นว่าชั้นจะแนะนำนายในฐานะนายตำรวจผู้ติดตามของชั้นแล้วกัน ผู้พันนั่นจะใจร้ายไม่ยอมให้นายร่วมโต๊ะมันก็เกินไปหล่ะ”
    ก็ใครว่าผมอยากจะมานักหล่ะ? ที่ผมเอาหมวดAsukaติดมาด้วยก็เพื่อจะได้มีข้ออ้างเวลาจะขอปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงน่าเบื่อนั่นต่างหาก เพราะหมอนี่ต้องออกลาดตระเวนลอนดอนเหนือตอนห้าทุ่ม
    “นั่นไม่ใช่ประเด็นเลยนะครับผู้กอง โธ่ถัง!!”
    ผมอุดหูพลางเมินหน้าไปทางอื่น ทำเป็นสูบบุหรี่ไม่สนใจเสียงตีโพยตีพายของเจ้าหมวดจอมยุ่ง ตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า หมอกลงจัดเสียจนกลบภาพสายน้ำที่กำลังไหลหลากของแม่น้ำเทมส์ มองอะไรด้านนอกไม่ชัดเสียจนน่าหงุดหงิด

    ในที่สุดเมื่อรถม้าผ่านความมืดไปตามทางโรยกรวดไปตามแนวทึบของทิวต้นสน ทอดผ่านไปจนถึงเห็นคฤหาสน์หินอ่อนที่สว่างไสวด้วยคบเพลิงและตะเกียงแก๊ส ที่หน้าประตูบานใหญ่ ผมเห็นเงาของร่างสูงใหญ่ในชุดข้าราชการสีขาวเต็มยศของท่านพ่อกำลังรออยู่ ท่ายืนกอดอกเชิดหน้าอย่างหยิ่งยะโสอาจทำให้เจ้าหมวดรุ่นน้องที่อยู่ข้างๆถึงกับต้องนั่งตัวลีบด้วยรู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ แต่สำหรับผมแล้ว....ภาพแบบนั้น คิดว่ามันน่ารำคาญมากกว่า

    เด็กรับใช้ของตระกูลHawkกุลีกุจอมาเปิดประตูรถม้าให้ ขณะที่ผมก้าวลงมาโดยมีหมวดAsukaในชุดเครื่องแบบสันติบาลสก็อตแลนด์ยาร์ดตามมาด้วยท่าทีตื่นๆ เบื้องหน้า ท่านพ่อจ้องผมด้วยสายตาแข็งกร้าวเหมือนเวลาท่านมองผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่ามองบุตรชายของตนเอง
    ผมโค้งทำความเคารพขณะกล่าว
    “สายัณห์สวัสดิ์ครับ ท่านพ่อ”

    หมวดAsukaเห็นเช่นนั้นก็รีบโค้งตาม ท่านไม่ได้แม้แต่ชายตามองเจ้าหมวดรุ่นน้องของผม แต่ยังคงยืนจ้องมองมาที่ผมเหมือนรูปสลักหิน
    “ยังดีที่แกรักษาหน้าชั้นด้วยการไม่มาสาย”
    ผมไม่สนใจฟังคำพูดประชดประชันนั่น เพียงแต่ยืดกายขึ้น แล้วเดินตามร่างสูงกร่างนั้นไป ผมเหลือบตามมองเจ้าหมวดAsukaที่ห่อไหล่เดินด้วยท่าทีประหม่าสุดชีวิตเป็นระยะ สงสารหมอนั่นอยู่เหมือนกัน

    “ชั้นได้ยินมาว่าแกบาดเจ็บจากการปะทะกับพวกค้ายาแถบท่าน้ำเทมส์”
    “เป็นเช่นนั้นครับ”
    “แต่ดูเหมือนแกจะไม่เป็นอะไรนักหนานี่ ยังหน้าระรื่นได้”
    “ครับ ก็ไม่มีอะไรมาก”
    “ไปโดนอะไรมาหล่ะ?”
    “ถูกยิงที่แขนขวานิดหน่อยครับ”
    พอผมตอบเท่านั้น ท่านพ่อก็หยุดเดินแล้วหันมามองแขนของผม
    “นิดหน่อยเรอะ?”
    “ครับ ก็แค่กระสุนทะลุ ผมมันพวกอึดทนทายาด เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอกครับ”

    พูดจบผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินแซงร่างสูงใหญ่กว่าของท่านพ่อไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก ขณะที่หมวดAsukaรีบวิ่งตามหลังมาทันที

    “...อวดดีไปเถอะ....!”
    ผมได้ยินท่านพ่อพึมพำเสียงต่ำ แต่ก็ไม่สนที่จะตอบโต้อะไร

    ที่สำคัญ....ผมลืมไปแล้วว่า...มันตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่...เราสองคนไม่สามารถมองหน้าหรือพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ รู้แต่ว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้พูดคุยกันด้วยเหตุผลอย่างพ่อลูกคนอื่นๆทำกัน มันก็นานมาแล้ว

    ตั้งแต่ตอนนั้นล่ะมั้ง....เมื่อ5-6ปีก่อน ก่อนที่ผมจะตัดสินใจสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์....หลังจากนั้น ผมกับท่านพ่อก็มีปัญหากันมาตลอด ยิ่งมาช่วงหลังที่สุขภาพร่างกายของท่านแม่ไม่ค่อยดีและต้องย้ายไปพักผ่อนต่างเมือง
    ดังนั้น....มันถึงไม่แปลก ที่ตอนนี้จะมีเพียงท่านนายพลPatrick Zalaผู้เดียวที่ยังคงอาศัยอยู่ใต้หลังคาของคฤหาสน์หลังงามประจำตระกูลZalaอยู่

    บ้าน....ไม่เป็นบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
    ######################################

    เป็นไปอย่างที่ผมคาดเอาไว้ ไม่ทันจะก้าวพ้นประตูห้องโถงดี นายร้อยตรีหนุ่มรุ่นน้องของผมก็ถูกพวกทหารรับใช้ของคฤหาสน์กันไว้ด้านนอกรวมกับพวกสารถีและFoot man(เด็กคุมท้ายรถม้า)คนอื่นๆ แต่เจ้าตัวก็ดูจะไม่ขัดข้องว่าอะไร คงเพราะเกรงๆสายตาของท่านนายพลZalaอยู่แล้ว แต่นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจอยู่เหมือนกัน
    “หมวดAsukaไม่ใช่พวกเดียวกับพวกคนรับใช้นะครับ”
    ผมพยายามข่มอารมณ์ขณะกล่าวกับท่านพ่อ
    “ไม่ต้องมาทำเสียงเข้มแบบนั้นกับชั้น” ท่านสวนกลับ ไม่แม้แต่เหลือบตามองผม “ชั้นไม่มีทางปล่อยให้แกเอาร้อยเวรหน้าห้องกระจอกๆมาเสนอหน้าร่วมโต๊ะกับพวกตระกูลHawkหรอก”

    ผมได้แต่ยืนนิ่งอึ้งก่อนหันกลับไปมองหมวดAsukaที่เดินออกไปเงียบๆ แต่ก็ไม่วายหันกลับมาโบกมือให้ผม ยังจะยิ้มแฉ่งอีกแน่ะ เจ้านั่น....
    ผมลอบถอนใจหนักๆ หนักใจกับไอ้ความเจ้ายศเจ้าอย่างไม่มีลดราของบิดานัก

    ที่โต๊ะอาหารค่ำคืนนั้นที่มีแขกผู้มีเกียรติผู้มีหน้ามีตาทางสังคมมากมายมาร่วม กระนั้นเจ้าภาพของงานเช่นผู้พันHawkกลับแสดงท่าทีเอาอกเอาใจท่านพ่อและผมเป็นพิเศษ ทั้งยังแนะนำบุตรีทั้งสองที่ยังเยาว์วัยให้เราได้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกด้วย คุณหนูคนโตที่ชื่อLady Lunarmariaนั้นเพิ่งอายุครบสิบแปดไปเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่Lady Merin คุณหนูคนเล็กก็กำลังจะอายุครบสิบห้าปีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรื่องรูปโฉมนั้นคงไม่ต้องอธิบายทั้งสองพี่น้องว่าสวยสง่าเช่นไรเนื่องจากแม้ผมจะไม่เคยได้พบพวกหล่อนเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ก็พอจะทราบมาบ้างจากคำคุยโวของบิดาหล่อนที่มักเอ่ยถึงบุตรีทั้งสองด้วยความภาคภูมิใจ ในส่วนของกิริยามารยาทของสุภาพสตรีทั้งสองนั้นหรือก็เรียบร้อย และดูออกแทบจะในทันทีว่าพวกหล่อนย่อมได้รับการอบรมมาอย่างดีอย่างแน่นอน

    “ยินดีเหลือเกินค่ะ ที่ผู้กองZalaอุตส่าห์ปลีกตัวจากภารกิจที่รัดตัวมาร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเราคืนนี้” คุณหนูคนโตเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนที่คนน้องจะกล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
    “ใช่ค่ะ ท่านพ่อดูจะโปรดปรานคุณมาก ท่านกล่าวชมคุณให้พวกเราฟังเสมอเลย จริงมั๊ยคะ?ท่านพ่อ”
    ผู้พันHawkหัวเราะเบาๆ และกล่าวต่อ
    “การได้เป็นสหายกับตระกูลZalaนั่นนับว่าเป็นเกียรติของผมจริงๆ ท่านนายพลซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพสหราชอาณาจักรก็ให้ความเมตตากับตระกูลเรามาเสมอ ตัวผู้กองZalaผู้บุตรชายก็เป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถเป็นที่เลื่องลือแห่งมหานคร นี่ผมก็เพิ่งได้ยินข่าวลือมาว่า ผลงานที่น่าชื่นชมล่าสุดของคุณก็คือเรื่องที่เข้าต่อกรกับพวกองค์กรค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างกล้าหาญเมื่อเร็วๆนี้ จะกรุณาเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นนั้นให้พวกเราได้ฟังในคืนนี้ได้หรือไม่?”

    เหล่าผู้ร่วมโต๊ะอาหารทำเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที อันที่จริงผมรู้สึกอึดอัดขัดเขินมาตั้งแต่ได้ฟังการสรรเสริญเยินยอของนายพันHawkแล้ว ยิ่งมาขอร้องให้เล่าถึงเรื่องราว....ในคืนนั้นด้วยแล้ว....ผมยิ่ง....อยากจะทำให้ตัวเองจมหายไปกับไอ้เก้าอี้ตัวนี้มันให้รู้แล้วรู้รอดไปซะเลยทีเดียว

    ภาพตึกสูงทะมึน ควันไฟ....ผืนน้ำสีดำมะเมื่อม และ....ดวงตาสีอำพันที่ทอแสงในความมืดนั้น....ย้อนกลับมาให้หวนคิดถึง

    เสียงระดมถามอย่างสงสัยใคร่รู้ของเหล่าผู้คนแปลกหน้าร่วมโต๊ะอาหารในเวลานี้กลับเป็นเพียงเสียงแผ่วเบาที่ลอยมาจากที่ห่างไกล
    “เป็นความจริงหรือคะ?ผู้กองZala”
    “ช่างน่ากลัวเสียจริง อาชีพตำรวจต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตขนาดนี้เชียวหรือนี่??”
    “แต่ผมเห็นว่า นั่นเป็นเรื่องกล้าหาญอย่างน่าชื่นชมนะ ที่คนหนุ่มอายุน้อยจะกล้าเข้าเผชิญอันตรายเพื่อผดุงความถูกต้องแบบนั้น”
    ผมเพียงแต่นั่งนิ่งเงียบงัน ที่หางตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มกระตุกที่มุมปากของท่านพ่อ

    รอยยิ้มที่ดูจะเต็มไปด้วยความพออกพอใจเสียเหลือเกิน!

    มือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นขึ้นเพื่อเตือนสติตัวเองให้รู้ว่า “ละคร”ยังต้องดำเนินต่อไป ดังนั้น ผมจึงเล่าเฉพาะเรื่องที่จำเป็นต่อเนื้อเรื่องคร่าวๆ และรวบรัดตัดความให้มากที่สุด
    แต่...ทุกวินาทีที่กล่าวถึงเรื่องราวในค่ำคืนอันวุ่นวายนั้น ผมกลับต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะ...สลัดภาพของเส้นผมสีบลอนด์น้ำผึ้งที่พาดผ่านผิวแก้มใสๆเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน...นั้นออกไป
    ....ทั้งที่ในความเป็นจริง ให้ตายสิ! ถ้าคิดให้ดี....เราไม่ได้รอดตายจากคืนนั้นมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะ...เจ้าสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจเราอยู่ตอนนี้หรอกหรือ??

    “ยอดเยี่ยม!”
    หนึ่งในสุภาพบุรุษผู้ร่วมโต๊ะอาหารปรบมือขึ้นก่อนจะตามด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวจากแขกท่านอื่นๆ และถ้อยคำที่พรั่งพรูแสดงความชื่นชมออกนอกหน้าจนผมอดนึกสงสัยในความจริงใจเหล่านั้นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปนอกจากยิ้มรับจางๆ ทั้งที่ความจริง เพียงแต่อยากให้มันจบๆลงไปเท่านั้นเอง
    “สมแล้วกับที่เป็นบุตรชายของวีรบุรุษแห่งกองทัพ”
    “เป็นวีรกรรมที่น่าจดจำ ถึงความเด็ดเดี่ยวของเหล่าตำรวจสก็อตแลนด์ยาร์ดอีกเรื่องหนึ่งนะครับ”
    “ผมรับประกันได้เลยว่า ผลงานในครั้งนี้ จะต้องทำให้คุณกลายเป็นบุคคลชั้นนำของกรมตำรวจลอนดอนที่จะถูกกล่าวขานต่อไปในอนาคตแน่นอน”

    ...ปานนั้นเชียว? ผมยิ้มหยันให้กับตัวเอง....เป็นเช่นนั้นจริงรึ?
    “ไม่หรอกครับ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย”
    ...ถ้าจริง....และไม่มีข้อกังขาใดๆ....ทำไมเราถึง....
    ”ไม่ใช่เพราะผมคนเดียวที่ทำให้ภารกิจลุล่วง แต่เพราะ....เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความตั้งใจจริงต่างหาก”
    ผู้พันHawkลุกขึ้นยืนพร้อมแก้วบรั่นดีในมือ เหล่าแขกผู้มีเกียรติคนอื่นๆจึงลุกขึ้นตามแทบจะพร้อมกัน
    “การได้รับฟังเรื่องราวอันน่าประทับใจเช่นนี้ในวันเกิดของตัวเอง ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกิน ถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่าชิ้นหนึ่งทีเดียว ฉะนั้น ทุกท่านครับ เพื่อยกย่องการกระทำอันหาญกล้าของหน่วยสก็อตแลนด์ยาร์ดและคุณ ผู้กองAthrun Zala ผมขอให้เราดื่มเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา”

    แก้วบรั่นดีในมือผู้พันถูกยกขึ้น ขณะที่เขากล่าว
    “แด่ความกล้าหาญของท่าน”
    แขกผู้มีเกียรติต่างกล่าวตามพร้อมกันเต็มเสียง
    “แด่ความกล้าหาญของท่าน”
    ผมยิ้มนิดๆขณะยกแก้วบรั่นดีขึ้นจรดริมฝีปาก

    นึกสมเพช....ความสามารถในการใส่หน้ากากตีสองหน้าของตัวเอง จนอยากจะอาเจียน!

    ทั้งที่ใจจริง....ผมอยากให้เวลามันผ่านไปเร็วๆเหลือเกิน แต่ยิ่งปรารถนาเช่นนั้น ก็ดูเหมือนว่า...เวลามันจะยิ่งเดินไปอย่างเชื่องช้า ...น่ารำคาญ
    ผมมองไปรอบๆด้วยสายตาว่างเปล่าพอๆกับการยิ้มรับยามเข้าสู่วงสนทนาด้วยเรื่องเล่าไร้สาระของเหล่าผู้คนชั้นสูง ซึ่งก็ต่างอยู่ในเครื่องแต่งกายอันหรูหรางดงาม หากน้ำคำแต่ละอย่างที่ออกมากลับมีแต่เรื่องโกหก การตีสองหน้า การนินทาว่าร้ายลับหลัง เรื่องฉาวโฉ่สกปรก....
    งานสังคมของคนพวกนี้...จะที่ไหนก็เหมือนกัน ผมบอกตัวเอง ตลกดีนะ....ทั้งที่ผมก็โตมากับสิ่งเหล่านี้...ถึงกระนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็ทำตัวให้เคยชินไปกับมันไม่ได้เสียที

    และคงไม่มีวันจะเคยชินได้แน่

    ขณะที่ครอบครัวของเจ้าภาพกำลังสนทนากับผมและท่านพ่อในประเด็นต่างๆอย่างออกรสนั้น ผมคิดว่า....เห็นสายตาของคุณหนูบุตรีตระกูลHawkทั้งสองลอบมองมาทางผมบ่อยๆ พอผมมองตอบ พวกหล่อนก็รีบหลบตาทันที ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นแดงซ่านด้วยสีกุหลาบ ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกันสองคนพี่น้อง เป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน จนผมแน่ใจว่า....คงไม่ได้คิดไปเอง
    เรื่องนั้น...จะว่าไป ผมก็ไม่แปลกใจกับท่าทีของสุภาพสตรีน้อยทั้งสองเท่าไรนัก คงเพราะ ผมเองก็มักจะถูกบรรดาสาวๆจับจ้องแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นอกจากนี้ ก็พอจะรู้อยู่เหมือนกันว่า ท่านนายพลZalaหมายจะให้เราสองตระกูลได้เกี่ยวดองกันทางเครือญาติ

    ....เอ้า! เอาเลย จะทำอะไร คาดหวังอะไร ก็ตามใจท่านเถอะ!

    “คุณหนูLunarคะ จะให้ดิชั้นจัดสำรับให้พวกสารถีกับFoot manเลยมั๊ยคะ?”
    สาวใช้คนหนึ่งก้าวเข้ามาหาเลดี้Lunarmaria Hawkด้วยอย่างนอบน้อม คุณหนูคนโตของตระกูลจึงหันไปตอบด้วยกิริยาอ่อนโยน
    “ดีจ้ะ อย่าให้ขาดตกบกพร่องนะ ชั้นจะเข้าไปดูงานในครัวด้วยเสียหน่อย”
    หล่อนลุกขึ้นแล้วย่อกายลงเป็นเชิงขออนุญาต
    “ลูกขอตัวเดี๋ยวเดียวค่ะ ท่านพ่อ”
    “อย่านานนักนะลูก เพราะนักดนตรีของเราก็มากันพร้อมแล้ว”
    ผู้พันHawkบอกแก่บุตรสาวคนโต ขณะที่หล่อนหัวเราะพลางกล่าวเย้าบิดาอย่างอารมณ์ดีว่า
    “ลูกจะเสียสละให้น้องได้เปิดฟลอร์กับท่านพ่อไปก่อนแล้วกันค่ะ”

    ร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีฟุชเชียย่อกายลงเบื้องหน้าผม ก่อนช้อนตาขึ้นกล่าวเสียงใส
    “ผู้กองZalaคะ ดิชั้นคงต้องขอเสียมารยาท วิ่งไปดูงานในครัวเดี๋ยวเดียวนะคะ ทั้งที่กำลังคุยกันสนุกทีเดียว”
    “เชิญตามสบายเถอะครับ คุณหนู”
    หล่อนส่งยิ้มให้ผมอีกครั้ง ก่อนเดินนำสาวใช้คนสนิทไป ผมได้ยินเสียงบิดาของหล่อนเปรยให้ฟัง
    “Lunarmaria ลูกสาวคนโตของผมค่อนข้างจะเคร่งครัดนิดหน่อยน่ะครับ เพราะต้องเป็นนายหญิงใหญ่ของบ้านมาตั้งแต่แม่ของแกเสียไป”
    “ใช่ค่ะ พี่Lunarน่ะเข้มงวดมากกับเรื่องการบ้านการเรือน โดยเฉพาะเวลาที่เราได้กลับมาจากคอนแวนต์ด้วยแล้ว ถ้าบ้านไม่สะอาดเรียบร้อย หรือสวนดอกไม้ไม่ได้รับการดูแล พี่Lunarจะโมโหมากเลยล่ะ”
    คุณหนูคนน้องเสริมให้ฟังอย่างกระตือรือร้น ผมฟังแล้วพยักหน้ารับยิ้มๆไปตามเรื่อง
    “เช่นนั้นหรือครับ เป็นเพราะต้องดูแลเรื่องภายในบ้านแทนท่านผู้หญิงที่สิ้นไปนี่เอง คุณหนูใหญ่จึงดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวนัก”
    “แม้แต่เรื่องการเรียนที่คอนแวนต์ด้วยค่ะ” คุณหนูMerinเอ่ยบ่นขึ้น “พี่Lunarน่ะนอกจากจะเรียนเก่งกว่าใครในระดับเกรด12แล้ว ยังกวดขันดิชั้นซึ่งเป็นน้องสาวด้วยค่ะ แหม ดิชั้นก็รู้หรอกว่า พี่Lunarน่ะเป็นห่วง ก็เรามีกันแค่สองคนพี่น้องนี่คะ”

    ...คอนแวนต์....รึ....?
    เอาแล้วไงหล่ะ! ไปคิดถึง”เรื่องนั้น”เข้าอีกแล้ว!!!

    ผมสะบัดหน้าพรืด พยายามไล่ความคิดนั้นออกไป ให้ตายเถอะ!! ไม่ว่าจะไปที่ไหน “เรื่องนั้น”ก็ยังตามมาวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    “?ผู้กองZala เป็นอะไรไปหรือคะ?”
    “เปล่าครับ เปล่า ไม่มีอะไร ....”

    เฮ้อ....อยากสูบบุหรี่เป็นบ้าเลย(เว้ย!)
    ##########################################
  14. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0

    “แย่หน่อยนะผู้หมวดที่ต้องมานั่งแกร่วรวมกับพวกเราน่ะ”
    ลุงแก่เคราเฟิ้มที่แกแนะนำตัวว่าเป็นสารถีประจำรถม้าของบ้านตระกูลใหญ่โตตระกูลหนึ่งเอ่ยขึ้นกับผมพลางสูบกล้องยา ควันจากปล้องไปป์ทำให้ผมนึกถึงก้อนเมฆขึ้นมายังไงไม่รู้
    “ไม่แย่หรอกครับ” ผมยิ้มกว้างพลางตอบ “ผมไม่คิดอะไรอยู่แล้ว ก็เจ้าบ้านเค้าไม่ได้เชิญผมนี่นา ขืนเสนอหน้าไปก็ดูเสียมารยาทแย่น่ะสิ”
    “เออ มันก็อย่างว่าแหล่ะ เรากับคนพวกนั้นมันคนละระดับกันนี่นะ” ลุงสารถีรถม้าคนเดิมเปรยขึ้นลอยๆ ผมจับความจากน้ำเสียงแกได้ว่า ไม่ได้เป็นการบ่นเพราะน้อยใจในโชคชะตา หรือเพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเสมอภาคจากสังคมใดๆ หากเป็นคำพูดที่มาจากการ”ยอมรับ”ต่อสถานภาพทางชนชั้นของตนอย่างดุษฎีมากกว่า

    ผมมองไปรอบๆห้องนั่งรอของเหล่าFootmanและพวกสารถีซึ่งเป็นลานคอนกรีตกว้างๆว่างเปล่าที่มีหลังคากระเบื้องยื่นออกมา
    ในลักษณะเหมือนกันสาด ไม่มีกำแพงล้อมรอบ ไม่มีหน้าต่าง ทำให้ลมเย็นๆภายนอกพัดเข้ามาได้โดยไม่มีอะไรกั้น มีโต๊ะไม้หยาบๆและม้านั่งตัวเล็กๆไม่กี่ตัวซึ่งตอนนี้ถูกพวกที่รวมกลุ่มกันเล่นหมากรุกยึดไปเรียบร้อย หลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนิทสนม อาจเพราะวนเวียนพบกันตามงานต่างๆที่บรรดาเจ้านายของพวกเขาไปพบเจอกันนั่นเอง หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องภายในครอบครัวของตน เรื่องเงินๆทองๆที่ค่อนข้างจะขัดสน และในที่สุด ก็ลามไปจนถึงเรื่องภายในบ้านเจ้านายของตัวเอง

    เรื่องนินทาว่าร้ายนี่ มีมันทุกหนทุกแห่งจริงๆแฮะ....
    ผมคิดขณะที่ได้ยินFootmanคนหนึ่งกำลัง”เปรยๆ”ถึง เรื่องที่เลดี้บุตรสาวของเจ้านายเก่าหลอกใช้นักศึกษาหนุ่มหล่อรวยอนาคตไกลเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของบิดาตน ฝ่ายเจ้าหนุ่มก็คลั่งไคล้สาวเจ้าขนาดที่ว่าพอถูกสลัดรักเข้าก็ทำใจไม่ได้ ต้องหนีไปเลียแผลใจไกลถึงฝรั่งเศสโน่น แถมไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างแล้วด้วย
    ผมไม่ได้ตั้งใจจะฟังหรอกนะ ก็หูมันไปได้ยินเองนี่นา เฮ้อ....

    มันก็ไม่แปลกหรอกที่ครอบครัวตระกูลใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยเหลือกันปิดข่าวสุดชีวิตไม่ให้ไปถึงพวกนักหนังสือพิมพ์ ดังนั้น สิ่งที่หลงเหลือและล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็คือเรื่องเล่าปากต่อปากของพวกสารถี Footman แล้วก็บรรดาสาวใช้ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร”วงใน”ต่อกัน
    และที่สำคัญ ไอ้เรื่องทำนอง”นินทา”หรือ”เล่าสู่กันฟังปากต่อปาก”นี่แหล่ะ ที่เป็นตัวทำลายชื่อเสียงของแต่ละฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำได้ดีมากกว่าการตีข่าวลงหนังสือพิมพ์เกรดสามอีกกระมัง?

    ในยุคสมัยของพวกเรานั้น สำหรับพวกคนระดับCelebrityแล้ว หน้าตาทางสังคม เกียรติยศเกียรติศักดิ์และความร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองนั้นมีค่าความสำคัญมากมายเหลือเกิน เรื่องนี้ทำให้ผมนึกสงสัยว่า....

    จะมีสักกี่คนในหมู่คนที่จำต้องสวมหน้ากากใส่กันนี้กันนะที่จะ.....ทำทุกอย่างเพื่อความปรารถนาและความฝันของตน
    โดยไม่ใส่ใจต่อสิ่งจอมปลอมเหล่านั้นบ้าง?

    ผมปลีกตัวออกจากกลุ่มคนขับรถม้าและพวกFootmanหลังจากปฏิเสธการชวนไปรับอาหารมื้อค่ำที่ทางเจ้าภาพจัดมาเลี้ยงอย่างสุภาพ โดยให้เหตุผลตามตรงว่ายังไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไหร่
    “ไม่ต้องหวังว่าจะเหลือไว้ให้หรอกนะ ผู้หมวด”
    “คร้าบๆ เชิญตามสบายเลย”

    ดังนั้น ตอนนี้ผมถึงมาพบว่าตัวเองกำลังยืนรับลมอยู่คนเดียว ที่ระเบียงทางเดินทอดยาวไปสู่โรงครัว ซึ่งตอนนี้ผมได้ยินแต่เสียงเอะอะมะเทิ่งของเหล่า”ชาวก้นครัว”และบรรดา”คนขับรถม้าและFootman”
    ทะเลาะกันเรื่องอาหารการกินที่เจ้าภาพจัดไว้ให้ ตามด้วยเสียงเคาะกระทะก๊องแก๊งๆ ฟังแล้วอดจะแอบหัวเราะขำไม่ได้

    ผมทอดสายตามองออกไปบนท้องฟ้ากรุงลอนดอนหัวค่ำน ี้ที่มองเห็นดาวประกายพฤกษ์ส่องแสงอยู่ไกลๆได้ค่อนข้างชัดเจนมากกว่าดาวนับแสนล้านดวงข้างบนนั้น ลมคืนนี้พัดเพียงแผ่วๆเย็นสบายมากกว่าจะเป็นสายลมเย็นเฉียบเหมือนวันนั้น....

    ....ดาวเหรอ.....?ผมนึกถึงใครบางคนที่ชื่อของหล่อนก็หมายถึง....ดวงดาว ก่อนยิ้มให้ตัวเองเบาๆเมื่อคิดถึงดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย และหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาตามแก้มใสๆเมื่อตอนที่หล่อนตามมาหาผมถึงที่สำนักงาน หลังจากที่อีตาผู้กองตัวแสบไปปากโป้งพูดเรื่องที่พวกเราเจ็บตัวกันมาให้แม่สาวน้อยคนสำคัญคนนั้นของผมฟัง เฮ้อ.....กว่าจะอธิบายให้Stellarเข้าใจได้และหยุดร้องไห้ ผมก็แทบแย่แน่ะ

    ผมเพิ่งเข้าใจไม่นานมานี้เองว่า...ไม่อยากจะเห็นหล่อนต้องร้องไห้อีกแล้ว
    ....แม้จะไม่ค่อยได้พบกัน แต่ทุกครั้งที่ผมมีเวลาแวะไปหาหล่อนที่Rosetta ผมอยากให้เรามีแต่รอยยิ้มให้กัน ผมยัง...อยากจะฟังเสียงที่ปลายนิ้วเล็กๆทั้งสิบนั้นบรรเลงบทเพลงใสๆจากเส้นสายของฮาล์ปตัวโปรดของหล่อนอีก มากขึ้น....มากขึ้น....

    “ทำอะไรอยู่นะตอนนี้....?”
    ผมรำพึงถามกับตัวเองอย่างสงสัยแล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้Stellarอาจจะกำลังซ้อมบทเรียนฮาล์ปประจำวันอยู่กระมัง?
    หรือไม่ก็ อาจจะกำลังเรียนอ่านบทกวีกับคุณครูKiraคนโปรดของหล่อนอยู่ก็ได้....

    แต่ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั่นเอง ผมกลับได้ยินเสียงๆหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
    “....Shinเหรอ?”
    อื๋อ?
    นั่นมันชื่อเรานี่??
    ผมขมวดคิ้วอย่างสงสัยพลางหันขวับไปตามเสียงเรียกชื่อนั่น กลับพบว่าที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักกลับเป็นร่างบางระหงของสุภาพสตรีสาวน้อยคนหนึ่งในชุดราตรียาวผ้าไหมสีชมพูอมแดงปักมุกขาวนวล ใบหน้าสวยได้รูปที่รับกับผมสีเออร์เบิร์นนั่นฉายความแปลกประหลาดและสงสัยใจยิ่งนัก
    ผมได้แต่ยืนงงและพยายามที่จะนึก...ว่าเคยเจอหล่อนที่ไหน?
    “เอ้อ....?ขอประทานโทษนะครับ คุณผู้หญิง...คือ.....?”
    กลับได้ยินเสียงหล่อนร้องขึ้น
    “เสียงนี่ใช่จริงๆ!!Shin Asukaใช่มั๊ย??”
    อ้าว!ทีนี้กลายเป็นว่า ทั้งชื่อทั้งนามสกุลเลยสิ!! ผมพยายามมองดวงหน้านั้นใต้แสงตะเกียงที่ระเบียงทางเดิน สีของดวงตากลมโตสีน้ำเงินโคบอลต์นั่น....ผมเคยเจอ...
    ชักจะ....คุ้นๆ....

    “เอ๋??”
    “จะมา”เอ๋”อะไรกันล่ะ! อย่าบอกนะว่าลืมกันแล้ว นี่Lunarไง!! Lunarmaria Hawkที่เป็นพยาบาลอาสาสมัครรุ่นเยาว์ที่โรงพยาบาลแฮมิลตันเมื่อสี่ปีก่อนไง!!”
    สิ่งที่สุภาพสตรีในชุดราตรีสีฟุชเชียร้องบอกผมนั้น ราวกับเพื่อทบทวนความทรงจำ และ....นั่นก็เหมือนจะช่วยกระตุ้นความทรงจำเรื่องที่ผม....เกือบจะลืมไปหมดแล้ว

    “L…Lunarเหรอ??Lunarmariaที่ชอบอาสาลงมาถือตะเกียงเยี่ยมคนไข้ตอนดึกๆจนถูกเอ็ดเอาน่ะเหรอ???”
    “ใช่ๆ!!โธ่!เธอไม่ได้ลืมซักหน่อยนี่นา!!”
    หล่อนร้องขึ้นอย่างยินดี ขณะที่ผมทั้งแปลกใจทั้งดีใจที่ได้พบสาวน้อยที่เรียกได้ว่าเป็น”เพื่อนเก่า”อีกครั้ง หลังห่างหายขาดการติดต่อกันไปเป็นเวลานาน

    นึกไม่ถึงเลยว่า เราสองคนจะได้มาพบกันอีกครั้งในลักษณะนี้....
    “เธอ....นี่เธอเป็นลูกสาวของผู้พันHawkหรอกเหรอ?”
    ผมเพ่งมองหล่อนในแสงสลัวของตะเกียงทางเดินอย่างแทบไม่เชื่อสายตา ภาพของLunarmariaที่ผมเคยรู้จักเมื่อสี่ปีก่อนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ เด็กผู้หญิงแก่นๆในชุดกระโปรงเครื่องแบบอาสาสมัครของโรงพยาบาลสีขาวคาดทับด้วยผ้ากันเปื้อนติดระบายฟูฟ่อง สวมหมวกผ้าสักหลาดสีขาวใบโต ชอบทำตัววุ่นๆวิ่งไปวิ่งมาช่วยงานพวกนางพยาบาลที่ห้องผู้ป่วยรวม....ตอนนี้กลับกลายเป็นเลดี้ที่สวยสง่าขนาดนี้เชียว?
    “ชั้นต่างหากที่ต้องถาม นายตำรวจที่ติดตามผู้กองZalaมา ก็คือเธอเหรอเนี่ย??” หล่อนร้องเสียงสูงพลางตรงเข้ามาจับแขนผมเขย่าแรงๆอย่างดีอกดีใจ “โอ๊ยตายๆๆ!! ตาเปี๊ยกตอนนั้นตัวสูงขึ้นตั้งเยอะ!!แล้วดูสิ...! ยังจะเครื่องแบบสก็อตแลนด์ยาร์ดนี่อีก!!”
    ผมหัวเราะอย่างเขินๆ นึกถึงเรื่องที่เคยพูดกันไว้เล่นๆที่สวนป่าหลังตึกผู้ป่วยในบ่ายวันนั้นเมื่อสี่ปีก่อน
    “....เธอทำได้จริงๆด้วย”
    ดวงตาสีน้ำเงินโคบอลต์คู่นั้นเป็นประกายสดใส ผมต่างหากที่รู้สึกเก้อเขินจนพูดหรือทำอะไรไม่ถูก

    ....”ถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธอจะทำอะไรต่อไปเหรอ?”
    Lunarmariaในชุดเครื่องแบบขาวนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นแมกโนเลียต้นใหญ่กับผมเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
    “นั่นสิ....ตามหาพวกนั้นหล่ะมั้ง?”
    “พูดตลกจัง เธอจะไปตามหาคนพวกนั้นได้ยังไง?อังกฤษออกจะกว้างใหญ่ ดีไม่ดี พวกนั้นลงเรือหนีออกนอกประเทศไปแล้วด้วย”
    “ได้สิ ถ้าชั้นเป็นตำรวจ”
    “ยังกับว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆแน่ะ”
    “ว่าแต่เค้า Lunarนั่นแหล่ะ ถ้าเรียนจบไฮสคูลแล้วจะทำอะไรล่ะ?”
    “แน่นอน ก็ต้องเป็นพยาบาลสิ จะเป็นให้ได้เลย”

    หล่อนพูดกับผมในวันนั้นด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม แม้สาวน้อยพยาบาลฝึกหัดเมื่อสี่ปีก่อนจะเติบใหญ่กลายเป็นสุภาพสตรีผู้สวยสง่าเบื้องหน้าผมตอนนี้แล้ว แต่ดวงตาคู่และรอยยิ้มจริงใจนี้ ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
    “เล่ามาหน่อยสิว่า ไปไงมาไงเธอถึง....”
    Lunarmaria หรือที่ผมชอบเรียกหล่อนสั้นๆว่าLunarดันตัวขึ้นนั่งบนขอบระเบียงทางเดินด้วยท่าทางสบายๆขัดกับชุดราตรียาวหรูหราที่เจ้าตัวกำลังสวมใส่ ผมมองดูภาพนี้แล้วอดนึกถึงเรื่องสมัยก่อนไม่ได้ เวลาที่ผมแอบหลบออกจากห้องพักฟื้นมานั่งเล่นที่สวน ก็มักจะมีLunarมานั่งคุยเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆเสมอ

    “เรื่องมันยาวหน่อย....หลังจากLunarฝึกงานจบและกลับไปคอนแวนต์ ชั้นก็ยังเคว้งๆอยู่” ผมหัวเราะเบาๆพลางเล่าต่อ “พอดีหมอที่ดูแลชั้นเค้ารู้จักกับพวกตำรวจอยู่บ้าง เลยให้ชั้นไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย ชั้นก็ไม่คิดว่าจะสอบติดหรอกนะ จับพลัดจับผลู มันดันสอบได้นี่สิ ดวงจริงๆ”
    หล่อนพยักหน้าช้าๆพลางยิ้มกว้าง
    “ไม่ใช่ดวงหรอกย่ะ อย่ามาทำถ่อมตัวไปหน่อยเลย เธอน่ะหัวดีอยู่แล้ว ตอนที่ขยับตัวไปไหนไม่ค่อยไหว ยังลุกขึ้นมาอ่านหนังสือยากๆได้เลยนี่นา”

    ผมยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเองแก้เก้อขณะที่หัวเราะกลบเกลื่อน เรื่องราวเมื่อสี่ปีก่อนซึ่งผมแทบไม่เคยเอ่ยให้ใครฟัง หลังจากที่....ครอบครัวของเราต้องแตกสลายลง ทำให้ผมต้องสูญเสียทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวคนเล็กไป แม้เวลาจะผ่านมานานจนบาดแผลและความเกลียดชังเบาบางลงบ้างแล้ว แต่ผม....
    ผมก็ไม่เคยลืม
    “ชั้นไม่มีอะไรเหลือแล้วนี่นา ทรัพย์สมบัติที่เหลือก็มีแต่พวกหนังสือของพ่อแล้วก็...นี่เท่านั้นเอง”
    ผมดึงนาฬิกาล็อกเก็ตที่หล่อจากเงินขึ้นเปิดดูอีกครั้ง กระจกหน้าปัดมีรอยร้าวเล็กๆ หากเข็มบอกเวลายังคงเดินต่อไป ที่ฝาอีกด้านมีภาพถ่ายคนสำคัญในครอบครัวของผมทั้งสามคน แม้บัดนี้สีจะซีดจางลงมาก หากความทรงจำที่ยังแจ่มชัด

    “.....เธอ....เธอยังตามล่าคนพวกนั้นอยู่หรือ?”
    เป็นคำถามที่ทำให้ผมต้องนิ่งงัน....ตามล่ารึ? ใช่ นั่นคือแรงผลักดันให้ผมเข้าสู่วงการข้าราชการตำรวจ สิ่งที่ทำให้ผมลืมตาลุกขึ้นจากเตียงผู้ป่วยอาการหนักขั้นตรีทูตได้
    คำตอบของผมคือ....จะต้องตามหาพวกที่ทำลายครอบครัวของเราให้ได้!
    แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป....
    “ถ้าได้เจอพวกนั้นจริง มันก็คงดี....”ผมหลับตาลง ภาพค่ำคืนที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยสีแดงฉานยังติดตา แต่...ก็ไม่ทำให้ต้องฝันร้ายอีกต่อไปแล้ว” ชั้นจะได้ถามว่า ทำไม?....ทำไมถึงต้องทำลายครอบครัวของเรา ทำไมถึงต้องฆ่าคนดีๆอย่างคุณพ่อ? ทำไมต้องฆ่าคุณแม่ที่คนพวกนั้นไม่เคยรู้เลยว่ามือของท่านอ่อนโยนแค่ไหน? แล้วก็...ทำไมถึงต้องฆ่าMayu? ทั้งๆที่แกก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว....”
    “แค่ถามหรือ?”
    ดูLunarmariaจะแปลกใจที่ผมเพียงแต่พยักหน้ารับเบาๆ
    “การเป็นตำรวจสอนชั้น....เราเป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ใช่คนตัดสินถูกผิด ถ้าชั้นเจอคนพวกนั้น....แน่นอน ชั้นยังเคียดแค้นพวกนั้น แต่ถึงจะแค้น ชั้นก็จะไม่ฆ่าพวกมัน ชั้นจะไม่ทำอย่างที่พวกมันทำกับครอบครัวของชั้นเด็ดขาด แต่จะให้กระบวนการยุติธรรมของศาลตัดสิน ถึงตอนนั้น....”

    ผมไม่พูดต่อ แต่คิดว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจ Lunarmariaนิ่งไป ก่อนเอื้อมมือมาแตะบีบที่บ่าของผมเบาๆ เหมือนทุกครั้งที่หล่อนมักทำเพื่อให้กำลังใจผม
    “ชีวิตดำเนินต่อไปนี่นา และเธอก็ทำมันได้อย่างเข้มแข็งด้วย ดูสิ”
    ผมหันมายิ้มให้หล่อนอีกครั้งพลางแตะมือบอบบางแทนคำตอบ
    “ขอบใจ...”
    “เธอคิดได้แบบนั้น....นี่แสดงว่า มีคนสำคัญแล้วล่ะสิ?”
    หล่อนเอานิ้วชี้จิ้มแก้มผมอย่างหยอกเย้า ทำเอาผมสะดุ้งเฮือก หน้าร้อนผ่าวและใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
    “อ๊ะ....!!อ่า!!!มะ....ไม่ใช่นะ!!!”
    แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่หยุดพูด ยิ่งล้อผมหนักเข้าไปอีก
    “อย่ามาทำพูดเลย ชั้นอยากเห็นหน้าคนที่ทำให้นายShin Asukaคนนั้น เปลี่ยนไปจัง”
    “ปัดโธ่!!!Lunar!!!เชื่อกันบ้างสิ!!!”
    “อ่ะแน่ะ!หน้าแดงแจ๊ดขนาดนี้ ยังจะปฏิเสธอีกเรอะ??นี่ๆๆ หล่อนเป็นใครเหรอ?บอกหน่อยสิๆๆ!นะๆๆ”
    ผมได้แต่ร้องโหวกเหวกอย่างจนหนทางจะโต้เถียง แต่ยัยLunarmariaยังไม่ยอมเลิกซะอย่างนั้นแน่ะ

    แล้วหล่อนจึงเปลี่ยนเรื่องถามต่อด้วยท่าทางกระตือรือร้น
    “แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนหล่ะ? ชั้นหมายถึงประจำอยู่ที่ไหน เผื่อจะไปเยี่ยม เอาขนมนมเนยที่คอนแวนต์ไปฝากบ้าง”
    “ตอนนี้ชั้นอยู่หน้าห้องผู้กองZalaแหล่ะ ที่สำนักงานใหญ่ของสก็อตแลนด์ยาร์ด” พูดมาถึงตรงนี้ ผมก็อดจะแอบงึมงำบ่นไม่ได้ “ถึงจะเรียกว่าหน้าห้องก็เถอะนะ จริงๆก็คือลูกไล่ คอยรับหน้าแทนเวลานายถูกด่าต่างหาก”
    “? หือ? อะไรนะ?”
    ยัยนี่หูดีไม่เปลี่ยนเลยแฮะ รีบหันขวับมาทำหน้าสงสัยทีเดียว ผมเลยรีบแก้ตัวแทบไม่ทัน
    “เปล่าๆ! ไม่มีอะไร ฮะๆๆๆ”

    พูดมาถึงตรงนี้ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า จุดประสงค์แฝงที่ผู้พันHawkจัดงานเลี้ยงวันเกิดขึ้นใหญ่โตเช่นนี้ก็เพื่อให้บุตรีทั้งสองได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ....ผู้กองAthrun Zalaของผมนี่
    งั้นก็หมายความว่า....
    “....แล้วทางLunarล่ะ?”
    “เอ๋?”
    “เธอชื่นชมฟลอเรนซ์ ไนติงเกลนี่นา” ผมหมายถึงนางพยาบาลชื่อดังฉายา”สุภาพสตรีผู้ถือตะเกียง”คนนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะหัวหน้าคณะพยาบาลในศูนย์รักษาทหารและข้าราชการพลเรือนในสงครามไครเมียอันโด่งดัง และLunarmariaยังเคยบอกกับผมบ่อยๆว่า อยากจะเป็นให้ได้อย่างหล่อน “ตอนนี้....ผ่านมาสี่ปี ก็เท่ากับว่า เธอใกล้จะจบเกรดสิบสองแล้วสินะ? ได้คุยกับท่านพ่อเรื่องที่จะเรียนต่อวิทยาลัยพยาบาลบ้างหรือยังล่ะ?”
    พอได้ฟังผมพูดมาถึงเรื่องนี้ ผมกลับสังเกตเห็นว่าคนร่าเริงที่พูดจ๋อยๆเมื่อครู่นิ่งไป หล่อนเสมองไปทางอื่นแม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่ในแววตากลับหวั่นไหว

    “....Shin....หลายอย่างในชีวิตคนเรา ความฝันกับความจริงก็ไม่สามารถทำร่วมกันได้นะ”
    “Lunar?”
    เพื่อนรักที่ผมได้พบอีกครั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยต่อ
    “ชั้นพูดเรื่องนั้นกับท่านพ่อไม่ได้หรอก”
    “?ทำไมหล่ะ?”
    ดวงหน้าใสๆหันกลับมาทางผมอีกครั้ง Lunarยังยิ้ม แต่ไม่ใช่ยิ้มอย่างที่ผมเคยรู้จัก
    ยิ้มอมเศร้า....
    “Shinน่ะเป็นผู้ชาย....ดีจังนะ....ถ้าจะไล่ตามความฝันของตัวเองก็คงไม่มีใครห้ามได้อยู่แล้ว แต่ชั้นกับน้อง...เราเป็นผู้หญิงนะ”

    ....ผู้หญิง....?
    “Lunar....ชั้นไม่เคย....”
    “ชั้นไม่ได้อิจฉาShinหรอก ชั้นก็พอจะเข้าใจท่านพ่อนะ ท่านคงทำใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้บุตรสาวต้องออกไปทำงานข้างนอกบ้าน เนื่องจากท่านเห็นว่าสตรีที่ทำงานนอกบ้านนั้นเป็นสัญลักษณ์ความล้มเหลวในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ชาย ท่านพ่อน่ะ....อ่อนโยนนะ ท่านรักครอบครัว รักท่านแม่ที่จากไป รักชั้น รักMerin ชั้นทำให้ท่านผิดหวังไม่ได้หรอก....เพราะฉะนั้นนะ....”
    ดวงตาสีน้ำเงินสวยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าราตรีอย่างว่างเปล่า
    “สิ่งที่ชั้นจะทำได้ ในฐานะบุตรสาวคนโต ก็คือทำให้ท่านภาคภูมิใจ ถ้าการที่ชั้นออกเรือนไปกับบุรุษที่มีเกียรติและเป็นคนดี จะทำให้ท่านพ่อที่รักชั้นมากเหลือเกินมีความสุขและสบายใจ ชั้นก็จะทำ....”

    ผมพูดอะไรไม่ออก นี่หรือภาระหน้าที่ของสตรีที่สังคมบุรุษเป็นใหญ่ยัดเยียดให้?
    แล้วหัวใจของพวกหล่อนหล่ะ?ความปรารถนาที่แท้จริงของพวกหล่อน ....จะอยู่ที่ไหน?
    “Lunar....”
    “แต่ผู้กองAthrun Zalaก็เป็นคนดีนี่นา” หล่อนหันมายิ้มกว้างให้ผม รอยยิ้มนั้นดูสดชื่นขึ้นกว่าเก่า “ไม่ใช่เพียงแต่เป็นสุภาพบุรุษที่มีหน้าที่การงานอันน่านับถือ ยังเป็นผู้ที่รักความยุติธรรมอย่างยิ่ง ถ้า.....ท่านพ่อเห็นชอบจะให้ชั้นหรือน้องสาว คนใดคนหนึ่งฝากชีวิตไว้กับเขา....ชั้นเองก็คงไม่ขัดข้อง....หล่ะมั้ง....?”
    น้ำเสียงท้ายประโยคจะฟังดูแผ่วเบาและไม่มั่นใจนัก แต่....ผมกลับนึกคำพูดที่จะเอ่ยให้กำลังใจหล่อนบ้างไม่ใคร่ออก

    แม้แต่....คนที่เคยมีความฝัน มุ่งมั่นและตั้งใจอย่างLunarmaria กลับต้องละทิ้งสิ่งนั้นไป...ทั้งๆที่....หล่อนเกิดมาในครอบครัวของชนชั้นสูง ที่มีความเพียบพร้อมในทุกๆด้าน น่าจะมีโอกาสมากกว่าใครๆ แต่กลับกลายเป็นว่า ความเพียบพร้อมนั้นแหล่ะที่กักขัง”อิสรภาพ”ของตน

    ผมเอื้อมมือไปบีบไหล่ทั้งสองของหล่อนเบาๆ หากหนักแน่น สบตากันอย่างที่เคยทำเมื่อสี่ปีก่อน
    ตอนนั้น ผมลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง....เพราะมีLunarอยู่ข้างๆ มาตอนนี้....ผมอยากจะ....เป็นแรงให้หล่อนบ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
    “....ผู้กองZala....เป็นคนดีมากนะ Lunar (ถึงจะเป็นคนแปลกๆบ้างในบางครั้งก็เถอะ)ถ้าเธอลงเอยกับเขาจริงๆ ชั้นเชื่อว่า เขาคงทำให้เธอมีความสุขได้”
    “....Shin....”
    “แต่ว่านะ....” ผมยิ้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าในแสงสลัวเพียงเท่านี้ Lunarจะมองเห็นยิ้มนี้บ้างหรือไม่? แต่ผมมองเห็นดวงตาสีน้ำเงินโคบอลต์คู่สวยนั้นชัดเจน “ชั้นก็ไม่เห็นว่า Lunarจะต้องละทิ้งความฝันนั้นเลยนี่นา....ความฝัน....อาจทำไม่ได้ในวันนี้....แต่วันข้างหน้า....”

    ไม่ทันจะพูดจบ ร่างเล็กบอบบางในเดรสสีฟุชเชียก็โผเข้าหา แขนเล็กทั้งสองโอบรอบคอของผมแน่นขณะที่ใบหน้านั้นซบอยู่ที่บ่าของผมราวต้องการซ่อนมันจากโลกภายนอก

    ผมได้แต่นิ่งงงงัน เมื่อรู้สึกถึงความชื้นจากหยาดน้ำตาอุ่นๆบนแก้มของหล่อนที่ค่อยๆไหลซึมผ่านเนื้อผ้าชุดเครื่องแบบของผม ก่อนที่....จะตัดสินใจยกมือขึ้นลูบศีรษะเรือนผมสีแดงเออเบิร์นนั้นเบาๆ
    ทั้งสงสารและเห็นใจสถานภาพของสหายรัก ทั้งเจ็บใจตัวเอง ที่ไม่สามารถทำได้มากไปกว่าปลอบโยนหล่อนให้คลายความโศกเศร้านี้ลง.....
    ###################################

    ผมรู้สึกรำคาญความหูดีของตัวเองอยู่ไม่น้อย ทั้งๆที่เสียงเพลงในท่วงทำนองของเวียนนีซ วอลซ์ยังคงบรรเลงกระหึ่มฟลอร์เต้นรำแท้ๆ และทั้งๆที่ผม”พยายาม”ที่จะใจจดใจจ่อกับคู่เต้นรำเยาว์วัยเช่นเลดี้Merin Hawkซึ่งอยู่เบื้องหน้า แต่กลับได้ยินเสียงพูดคุยกันอย่างถูกคอเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยของนายทหารระดับสูงทั้งสองท่าน ราวกับพยายามจะให้มาเข้าหูผมให้ได้กระนั้น

    ซึ่งผมย้ำอีกครั้งว่า.... มันน่ารำคาญเป็นบ้า!
    “บุตรีของท่าน....คุณหนูทั้งสองช่างสวยน่ารักเหลือเกิน กิริยามารยาทรึก็อ่อนหวานสมกับเป็นกุลสตรี”
    “ต้องขอบคุณการอบรมที่เข้มงวดของคอนแวนต์นะครับ พูดก็พูดเถอะ มีลูกสาวมันก็ดีอย่างนี้แหล่ะ ท่านนายพล ความน่ารักของพวกแกจะคอยปลอบประโลมจิตใจที่แข็งกระด้างของผู้ชายอย่างพวกเรา ผมมีความสุขทุกครั้งนะครับที่ลูกๆได้กลับบ้านในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ Lunarนั้นโตขึ้นนับวันจะเป็นสุภาพสตรีที่ดีพร้อม ผมได้ยินพวกสุภาพบุรุษหนุ่มๆกล่าวขวัญหล่อนถึงเป็นประจำ ส่วนMerin แม้จะยังเป็นน้องเล็กแต่ก็อย่างที่ท่านเห็น แกสดใสน่ารักเหมือนดวงอาทิตย์ สติปัญญารึก็เฉลียวฉลาดไม่แพ้ใคร คิดแล้วก็น่าปลื้มใจ”
    ท่านพ่อฟังแล้วก็หัวเราะอย่างพออกพอใจ
    “ช้าก่อนๆ! ผู้พัน ท่านทำเอาผมสับสนเสียแล้วนา เพราะทั้งคุณหนูใหญ่และคุณหนูคนเล็กก็ล้วนแต่เป็นสุภาพสตรีที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเป็นที่หมายปองของใครต่อใคร คนหนึ่งก็ช่างแสนดี อีกคนหนึ่งก็แสนจะน่ารัก แหม! ผมชักจะหนักใจแทนลูกชายซะแล้วสิ”
    “อย่ากังวลไปเลยครับ ท่านนายพล” ผู้พันHawkยกแก้วแชมเปญขึ้นเบื้องหน้าพลางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ไม่ต้องรีบร้อนเร่งรัดบุตรชายของท่านให้ตัดสินใจหรอกครับ เพราะอย่างไรเสีย ผมก็ไม่อาจเห็นบุรุษอื่นใดที่จะมีคุณสมบัติเหมาะสมกับลูกสาวของผมมากไปกว่าคุณชายAthrunอยู่แล้ว เอาอย่างนี้ ผมเห็นว่าเป็นการดีถ้าจะปล่อยให้บุตรชายของท่านได้ทำความรู้จักและเลือกคู่ชีวิตโดยอิสระจะดีกว่านะครับ”

    ผมฟังแล้ว....รู้สึกว่ามันพิลึกยังไงพิกล
    อิสระเรอะ?
    เหอะ!พูดเป็นเล่น? แบบนี้อิสระตรงไหน?

    ดูเหมือนว่าการสนทนาเมื่อซักครู่จะทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองท่านชอบใจกันยิ่งขึ้นไปอีก แชมเปญหมดไปอีกแก้ว ขณะที่ดูเหมือนการสนทนาจะยังดำเนินต่อไปไม่จบสิ้นลงง่ายๆเหมือนบทเพลงวอลซ์นี้ที่ยังดำเนินต่อไป
    “ผู้กองZalaเต้นเวียนนีซวอลซ์เก่งจังเลยนะคะ น่าทึ่งจัง”
    เสียงใสแจ้วของคู่เต้นทำให้ผมจำต้องดึงสติกลับมาที่ฟลอร์อีกครั้ง
    “ขอบคุณที่ชมครับ คุณหนูMerin คุณเองก็เหมือนกันนะครับ ดูคล่องมากทีเดียว” ผมกล่าวตอบยิ้มๆ ขณะที่เลดี้เยาว์วัยหมุนร่างในชุดกระโปรงบานผ้าไหมสีพีชสดใสกลับมาวางมือเล็กลงบนฝ่ามือของผมอีกครั้ง
    “เพราะดิชั้นชอบวิชาลีลาศมากน่ะค่ะ Madameที่สอนวิชานี้ก็น่ารักมาก ไม่ดุ ไม่เอ็ดพวกนักเรียน ต่างจากMadameที่สอนวิชาอื่นๆเลยล่ะค่ะ” หล่อนหัวเราะคิกคัก ดูมีความสุขมากทีเดียวที่ได้เล่าเรื่องในรั้วโรงเรียนของตน

    “เพราะว่าคอนแวนต์นั้นเป็นโรงเรียนสตรีล้วนที่เหล่าซิสเตอร์ได้รับมอบหมายให้ปกครองดูแลบุตรีของเหล่าผู้มีเกียรติทางสังคมชั้นสูงนี่ครับ คงเป็นเรื่องปกติกระมังที่คุณครูซิสเตอร์จะต้องให้ความสำคัญกับการอบรมพวกคุณให้มาก”
    ผมให้คำอธิบาย ขณะที่หล่อนทำสีหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้
    “แหมแต่ว่าก็ว่าเถอะนะคะ ขนาดที่ว่าบรรดาซิสเตอร์ผู้ดูแลของพวกเราออกจะเฮี้ยบขนาดนี้ พวกที่ชอบทำตัวแหกกฎระเบียบก็ยังมีให้เห็นบ่อยไป เมื่อเร็วๆนี้ก็เพิ่งมีคดีใหญ่ที่คอนแวนต์ไปนะคะ เล่นเอาบรรดาซิสเตอร์นั่งไม่ติดกันทีเดียวหล่ะค่ะ”
    เรื่องที่หล่อนเล่าทำให้ผมต้องทวนคำถามอย่างสงสัย
    “คดีใหญ่?”
    “ดิชั้นก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียดมากหรอกค่ะ พี่Lunarได้ยินก็เล่ามาให้ฟังอีกทีเหมือนกัน ทำนองว่า มีรุ่นพี่เกรด11คนนึงหายออกจากหอพักไปทั้งคืนโดยไม่แจ้ง เจอตัวอีกครั้ง หล่อนก็กลับมาเช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว เห็นว่าแอบหนีออกไปเที่ยวนอกคอนแวนต์มากระมัง พวกที่อยู่กลุ่มเดียวกับหล่อนเลยโดนหางเลขถูกลงโทษขนานใหญ่เลยเชียวหล่ะค่ะ ช่วยไม่ได้นี่นา กฎระเบียบไม่ได้มีไว้เพื่อละเมิดเสียหน่อย”

    ....ทำไม....ฟังเรื่องนี้แล้วมันถึง....รู้สึกแปลกๆ....
    คุ้นๆ....ชอบกล.....
    “?ผู้กองZala?เงียบเชียว?มีอะไรหรือคะ?”
    “อ๊ะ!!เอ้อ!!เปล่าครับ ไม่มีอะไร แปลกดีนะครับ ฮะๆๆๆ”

    ถึงกระนั้น หล่อนก็ยังชวนผมคุยต่อไปอย่างไม่รู้จักเบื่อ
    “อืม...ขออนุญาตเรียกว่าคุณAthrunได้มั๊ยคะ? ชั้นอยากมีเพื่อนเต้นรำเก่งๆอย่างนี้มานานแล้วหล่ะค่ะ”
    ผมหัวเราะเบาๆให้กับคำถามซื่อๆนั้น
    ....เพื่อนรึ?
    ผมนึกชื่นชมความสามารถในการเสแสร้งระดับมืออาชีพของตัวเองขึ้นมาอีกแล้วสิ.....สงสารแม่สาวน้อยตรงหน้าขึ้นมาจับใจ หล่อนไม่รู้เลยสินะว่า....ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าหล่อนตรงนี้ มันจอมปลอมสิ้นดี....
    “ตามสะดวกปากเถอะครับ หากนั่นเป็นความปรารถนาของคุณ ผมก็ไม่ขัดข้อง”
    “แหมดีจัง!” หล่อนร้องขึ้นอย่างยินดี ดวงตาสีน้ำเงินโคบอลต์สดใสเฉกเช่นเดียวกับรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น จะเป็นการรบกวนหรือไม่คะ?ถ้าดิชั้นจะเอ่ยขอร้องคุณAthrunสักเรื่อง ขอร้องแทนพี่Lunarด้วย”
    “ว่ามาเถอะครับ อย่าเกรงใจกันเลย”

    ใบหน้าของหล่อนแดงขึ้นเล็กน้อยขณะที่น้ำเสียงที่พยายามจะรักษาให้มั่นคงสั่นนิดๆ
    “คือว่า...มันเป็นธรรมเนียมของทางคอนแวนต์ของเราน่ะค่ะ ที่หนึ่งปี.....จะเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้สนุกสนานกับงานเลี้ยงเต้นรำในค่ำคืนที่จะก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งก็คือ คืนหลังการสอบภาคปลายการศึกษาแรกจบลงนั่นเอง...เพราะฉะนั้น....คุณAthrunคะ ดิชั้นกับพี่ก็เลย....เอ้อ...”
    “ครับ?”
    “เอ้อ แหม.....จะเป็นการรบกวนหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณก็ออกจะมีงานการต้องทำเยอะ” หล่อนเอ่ยเสียงตะกุกตะกักขณะพยายามจะหลบสายตาจากผม
    “อะไรกันครับคุณหนู? ถ้ามีสิ่งที่ผมช่วยเหลือได้ก็เอ่ยออกมาเถอะครับ”
    “...เพราะทั้งดิชั้นและพี่Lunar เรายังไม่มีคู่หมั้นคู่หมายกันทั้งคู่.....ดิชั้นเลยอยากจะขอร้องคุณว่า....”
    “?”

    เสียงเพลงเวียนนีซวอลซ์มาถึงช่วงสุดท้าย ก่อนจะจบลงด้วยการโค้งรับของเหล่าคู่เต้น เลดี้เยาว์วัยเบื้องหน้าผมยืดกายขึ้นช้าๆ ดวงหน้านั้นยังแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้กระนั้นผมก็พอจะดูออกว่าเจ้าตัวต้องรวบรวมความกล้ามากทีเดียว ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับผมด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
    “ถ้าคุณไม่รังเกียจ....เอ้อ....ถ้าคุณจะกรุณาให้เกียรติ.....”
    “?ครับ?”
    “ไปร่วมงาน....”
    “?ฮ๊ะ?”

    ดังนั้น....ประโยคต่อมาผมถึงได้ยินหล่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด แทบจะเป็นตะโกน
    “ไปร่วมงานเต้นรำครั้งนี้กับพวกเรา ดิชั้นและพี่จะดีใจมากเลยค่ะ!!”

    ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าเหวอรับประทานออกไปมากแค่ไหน แต่แล้วก็รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นปรกติ
    ....เพราะขืนปฏิเสธออกไป....สุภาพสตรีน้อยๆเบื้องหน้าผม คงอับอายขายหน้าเป็นแน่แท้
    ผมจึงเพียงแต่ยิ้มรับเบาๆ และตอบไปว่า
    “เรื่องเท่านี้เอง ไม่น่าเกรงใจกันเลยนะครับ”
    เลดี้คนเล็กสุดแห่งตระกูลHawkเงยหน้าขึ้นทันที ดวงหน้าที่แดงซ่านด้วยสีกุหลาบกระจ่างขึ้น“’งั้นนี่ก็...แสดงว่า....คุณตอบรับหรือคะ?”
    “ครับ ผมยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้รับใช้คุณหนูทั้งสองครับ”

    เลยตามเลยแล้วกัน....
    จะว่าไป....มันก็ดีเหมือนกันกระมัง?ได้ไปเปิดหูเปิดตาดูสตรีสวยๆอื่นบ้าง....ยังไงก็น่าจะดีกว่า นั่งจมอยู่กับอารมณ์หดหู่และกองเอกสารที่ออฟฟิศล่ะมั้ง?

    “แหม!!!ดิชั้นดีใจเหลือเกินที่คุณไม่ปฏิเสธ พี่Lunarต้องดีใจมากแน่ๆ”
    หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจขณะวางมือลงบนฝ่ามือของผม ก่อนที่ผมจะนำหล่อนเดินออกจากฟลอร์เต้นรำเพื่อกลับไปยังโต๊ะที่บิดาของเราทั้งสองนั่งสนทนากันอยู่
    “ว่าแต่....ถึงจะรับปากตกลงไปแล้ว ผมก็ยังไม่ทราบเลยนะครับว่างานเลี้ยงเต้นรำครั้งนี้จะจัดขึ้นเมื่อไหร่?และที่สำคัญ...
    คอนแวนต์ที่คุณหนูMerinและคุณหนูLunarmariaเรียนอยู่ตอนนี้ชื่ออะไร? มิฉะนั้น ผมคงไปรับทั้งสองไม่ถูกแน่”

    ผมถามยิ้มๆ ทำให้เลดี้Merin Hawkต้องร้องขึ้นอย่างนึกขึ้นได้
    “ตายจริง!ดิชั้นยังไม่ได้เรียนคุณเลยนี่นา มัวแต่ตื่นเต้นดีใจจนลืมตัว ยังไม่ได้มอบบัตรเชิญให้ด้วยสิ!ข้ามขั้นตอนไปเสียเยอะ!ต้องขออภัยด้วยนะคะ”
    “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร อย่าคิดมากเลย”ผมกลั้นหัวเราะเบาๆขณะที่มองหล่อนรีบย่อกายลงเพื่อขอโทษขอโพยผม ดูๆไปก็น่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย

    ผมพาหล่อนกลับมายังเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร โดยพยายามจะไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมาของท่านนายทหารระดับสูงทั้งสองท่านมากนัก
    ....มองอะไรกันนักหนาเนี่ย? แล้วยิ้มแบบนั้นมันอะไรน่ะ? ผมคิดอย่างหงุดหงิด
    “งานเลี้ยงเต้นรำจะจัดในวันศุกร์หน้านี้น่ะค่ะ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การปิดเทอรมภาคฤดูร้อน ส่วนคอนแวนต์ของที่พวกเราอยู่กัน คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างเพราะเป็นคอนแวนต์เก่าแก่ ก่อตั้งมาเกือบแปดสิบปีแล้วล่ะค่ะ”
    “งั้นหรือครับ?”ผมยิ้มแล้วพยักหน้ารับไปแกนๆ

    คอนแวนต์งั้นหรือ....โรงเรียนนางชีแบบนั้นมีออกมาจะมากมายในลอนดอนแห่งนี้นี่นา
    ...เราบ้ารึเปล่า? คอนแวนต์ไม่ได้มีแห่งเดียวเสียหน่อย เป็นบ้าไปแล้วรึไง? ผมนึกรำคาญตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ

    แต่....
    “ค่ะ คุณคงเคยออกไปลาดตระเวนแถบถนนSt.Georgeมาบ้างสินะคะ คอนแวนต์ใหญ่หลังรั้วอิฐสูงๆสีแดงที่ล้อมรอบด้วยต้นแมกโนเลียน่ะค่ะ”
    .....คำตอบที่ได้ฟังนั้นทำให้ผมคิดว่า.....ตัวเองนิ่งไป แทบลืมหายใจ

    อะไรนะ?
    ....ถนนอะไรนะ??
    “เอ๊ะ....”

    “ชื่อว่า St.Angela Ursuline Conventน่ะค่ะ “
    ######################################

    Lunarmariaไม่ได้กลับไปที่ส่วนของงานเลี้ยงอีก แต่ยังคงเดินเล่นอยู่กับผมที่สวนหย่อมยามค่ำคืนที่ประดับด้วยตะเกียงส่องแสงวับวาว เราสนทนาเรื่องเก่าๆของที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน แม้เวลานี้....สถานภาพของทั้งผมและหล่อนจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนก่อนที่ผมเคยเป็นแค่...คนไข้อาการสาหัสที่โรงพยาบาลแฮมิลตัน ส่วนLunarก็เป็นอาสาสมัครพยาบาลรุ่นเยาว์ที่เข้ามาฝึกงานที่ชั้นผู้ป่วยรวม แต่กระนั้น....ก็น่าแปลกเสียจริง...ที่ทั้งผมและLunarกลับไม่รู้สึกว่า ระยะเวลาที่ไม่ได้พบกันถึงสี่ปี จะทำให้มิตรภาพอันบริสุทธิ์ใจของเราสองคนจะเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้เพียงนิด

    เรื่องนั้นผมรู้ดี จากเสียงหัวเราะที่เรามีให้กันซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติและไม่ขัดเขินของเราทั้งคู่....

    และ...ผมกับหล่อนคงมีเรื่องคุยกันประสาเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานานไปอีกตลอดทั้งคืนถ้าผมจะไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากตึกใหญ่
    “นั่นแกจะไปไหน!!Athrun!!”
    “เรามีงานต้องทำกันครับ!”
    “แกจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!ชั้นยังไม่อนุญาตนะ!!!”
    ก่อนจะตามด้วยเสียงเรียกชื่อผมเองดังลั่นเหมือนฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงใหญ่!
    “หมวดAsuka!!หมวดShin Asuka!!! แอบหนีกลับไปก่อนแล้วรึไง!!!??”
    เสียงลั่นๆที่ทะลุขึ้นมากลางบรรยากาศสงบสุขนั่นทำเอาผมเกือบล้มหน้าคะมำหัวฟาดพื้น!! แต่สงสัยมันจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติเวลาผมได้ยินนายเรียกมั้ง? พอตั้งสติได้ผมเลยต้องรีบสวมหมวกแล้วขานเสียงรับด้วยระดับเสียงเท่าเทียมกัน
    “คร้าบบบ!!!อยู่ๆๆๆ!!อยู่ตรงนี้ครับผู้กอง!!!”

    ผมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเทร้นท์โค้ทสีกรมท่าเกือบดำของผู้กองAthrun Zalaก้าวลงมาจากบันไดหน้าคฤหาสน์รวดเร็วเหมือนพายุ ในแสงสลัวผมมองเห็นใบหน้านั้นไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจับได้จากน้ำเสียงที่ดูจะเคร่งเครียดไม่น้อยว่า....เจ้าตัวคงจะอยู่ในภาวะ”อารมณ์ไม่ปกติ”แหงๆ
    “ไปกันได้แล้ว!”
    เขาพูดเสียงสั้นห้วนจนผมต้องสะดุ้งตกใจ
    “?เอ๋?หา?ไป?ไปไหนครับ?”
    “ก็ได้เวลาลาดตระเวนแล้วน่ะสิ!ยังจะมาทำหน้างงอีก!!”
    พูดจบเขาก็หมุนตัวก้าวฉับๆนำหน้าผมไปทันที อ้าว!นี่มันอะไรกันอีกหล่ะเนี่ยตาคนนี้??อีตอนจะมาที่นี่
    อยู่ๆก็สั่งให้ผมตามขึ้นรถม้าทีหนึ่งแล้ว พอขาจะกลับก็มาสั่งๆแล้วก็เดินไปเลย ตามอารมณ์ไม่ทันวุ้ย!!

    ผมหันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูก Lunarmariaเองก็ถึงกับต้องทำหน้างงไปเลยเหมือนกัน
    “อะ...เอ้อ Lunar....ชั้น....”
    “สงสัย ผู้กองZalaจะรีบอยู่กระมัง?รีบตามไปสิ เดี๋ยวก็โดนดุเอาหรอก”
    หล่อนออกความเห็นขณะที่ผมยังลังเลอยู่ แล้วทันใดนั้น อีตาผู้กองตัวแสบก็หยุดฝีเท้าก่อนจะเดินหวนกลับมาด้วยความเร็วสูงเหมือนพายุไซโคลนอีกลูกใหญ่
    “เฮ่ย!” ผมผงะไปเล็กน้อยขณะที่ผู้กองมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมและLunarก่อนจะเอ่ยกับเพื่อนสาวของผมว่า
    “ต้องขอเสียมารยาทกลับก่อนนะครับ คุณหนูLunarmaria”
    น้ำเสียงนั้นจริงจังเสียจนLunarยังต้องงงงัน
    “เอ้อ...?ค่ะ...”
    “ราตรีสวัสดิ์ครับ”
    พูดจบผู้กองก็เอื้อมมือมาคว้าคอเสื้อผมฉุดกระฉากลากถูโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ร่ำลาLunarเลย ผมเห็นหล่อนทำหน้าตาแสดงความ”งง”แล้วอดจะสงสารไม่ได้

    แต่ที่น่าสงสารมากกว่า สงสัยจะเป็นตัวเรานี่เอง โธ่ถังเอ๋ย!ปี๊บเอ๋ย!!!

    “ไปกันได้แล้วหมวด อย่ามัวแต่โอ้เอ้!”
    “อ้าวๆ!!เดี๋ยว!!เดี๋ยวสิครับผู้กอง!เฮ้ย!!”
    “พูดมากน่า ไปๆ”
    “โธ่!ผู้กองครับ!!นี่มันอะไรอีกหล่ะครับเนี่ย?? แล้วท่านนายพลZalaกับผู้พันHawkหล่ะครับ?? ยังจะแขกผู้มีเกียรติท่านอื่นๆอีก!!แบบนี้ไม่ถูกมองว่าไร้มารยาทแย่เหรอครับ??” ผมทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากโวยขอความเป็นธรรมจากคนที่กำลังใช้อำนาจ”ลาก”ผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนวัวเหมือนลาอย่างไม่ปราณีปราศรัยเท่านั้น

    แถมยังได้ยินเสียงเอ็ดตะโรไล่หลังจากบิดาของเขาด้วยว่า
    “ไอ้ลูกเวร!! นี่แกคิดจะฉีกหน้าชั้นอีกแล้วเรอะ!!!ไอ้....!!!”
    คราวนี้ผู้กองAthrun Zalaไม่พูดอะไรกับผมอีก จนกระทั่งรถม้ามาจอดเทียบแล้วเจ้าตัวก็ก้าวพรวดๆเข้าไปนั่งอย่างรวดเร็ว
    ผมอดคิดไม่ได้ว่า... ท่าทางเหมือนเจ้าตัวไปกินรังแตนที่ไหนมาสุดๆ
    อันที่จริงแล้ว อยู่หน้าห้องผู้กองมาตั้งนาน ไอ้ท่าทางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่พูดไม่จากับใครแบบนี้ ผมเองก็เพิ่งจะเคยเจอกับตัวเป็นครั้งที่สองเอง

    ครั้งแรกก็....เมื่อคืนนั้น....หลังจากเรากลับจากการปะทะกับพวกยามเฝ้าโกดังสินค้าของBlue Cosmos...แล้วจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า เขาโมโหเรื่องอะไร?

    “....ชั้นเพิ่งคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้น่ะ....”
    เขาเอ่ยขึ้น สีหน้านั้นยังคงเฉยเมย ติดจะเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
    “หา??”
    “เมื่อกี๊เอง ชั้นเพิ่งตัดสินใจได้ ไม่น่าปล่อยให้ตัวเองลังเลใจแบบนี้อยู่นานเลย”
    เฮ่ย?พูดอะไรของเขา(วะ)? ไม่เข้าใจอ่ะ
    “ระ....เรื่องอะไรครับ?”
    “ชั้นรู้แล้ว ชั้นควรจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ใช่ๆ”
    เอ้า??อะไรหล่ะเนี่ย??
    “หา?”

    แล้วผมก็ได้ยินเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ท่าทางจริงจังเคร่งเครียดสุดๆ
    “พรุ่งนี้เช้า”
    “ครับ?”
    “ชั้นจะไปขอLacus Clyneแต่งงานอีกครั้ง”

    หา????

    อะไรนะ???
    #####################################
  15. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    PHASE 21: The Pretty Young Lady ,Be my Guest?

    ถ้าเป็นยามปกติของช่วงเกือบๆจะสี่ทุ่มแล้วเช่นนี้ สมาชิกของRosettaคงจะกลับบ้านไปพักผ่อนกันหมด แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าดิชั้น ณ เวลานี้คือความสับสนวุ่นวาย เสียงเอะอะ การวิ่งเข้าออกห้องต่างๆและขึ้นลงบันไดชนิดที่ว่าแทบจะปะทะกันกระเด็นไปคนละทิศคนละทางเสียให้ได้
    “เจอมั๊ย??”
    คุณDarcostaร้องถามกลุ่มนักแสดงชายที่วิ่งขึ้นไปถึงด้านบนดาดฟ้าและเพิ่งจะวิ่งลงมารวมกันที่ห้องโถงกลางด้วยน้ำเสียงร้อนรนใจ แต่ละคนถือทั้งตะเกียงเจ้าพายุและโคมไฟกระสือสาดแสงสว่างวาบจนค่ำคืนเดือนมืดของโรงละครแห่งนี้แทบไม่ต่างจากยามกลางวัน ดิชั้นเห็นดวงหน้าของแต่ละคนชัดเจนยิ่งนักว่าเต็มไปด้วยความปริวิตกเพียงใด
    “ไม่ครับ!ผู้จัดการ!! ไม่พบเลย!!ที่ดาดฟ้าก็ไม่มี!!”
    ขณะที่พวกAuelกับStingซึ่งแยกกันไปตามหาด้านนอกรอบๆโรงละครก็ผลักประตูวิ่งเข้ามาสมทบ
    พลางตะโกนบอกเสียงแหบแห้งด้วยความเหนื่อยล้า
    “ที่สวนก็ไม่มีครับ!ที่บ่อน้ำก็ไปดูแล้ว!!”
    “ไม่มีร่องรอยของเจ้าหมาHaloนั่นด้วยครับ!!”

    คำตอบที่ได้รับนั้น ทำให้สมาชิกโรงละครที่ออกตามหาบุคคลที่หายตัวไปอย่างลึกลับต่างต้องมีสีหน้าหนักใจกันยิ่งขึ้น .....หากคนที่ใจเสียยิ่งกว่าก็คือ....ดิชั้นเอง....

    “ไม่มีเรอะ??เป็นไปได้ยังไง??เด็กตัวเล็กนิดเดียวจะหายไปไหนได้??”คุณDarcostaเอ็ดลั่นอย่างหัวเสีย คุณAliceกุมมือทั้งสองของดิชั้น ขณะได้ยินเสียงGovernessสูงวัยปลอบเสียงสั่น
    “คุณหนูLacusคะ ใจเย็นๆค่ะ บางที ตอนนี้....แกอาจจะแค่มัวแต่เล่นอะไรเพลินอยู่ที่ไหนก็ได้นะคะ”
    ดิชั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณAlice ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย เมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องของวันนี้หลังจากStellarออกจากห้องพักหลังเวทีการแสดงเพื่อไปเรียนฮาล์ป ดิชั้นก็หยุดคุยกับคุณDarcostaเกี่ยวกับปัญหาของโรงละครอีกครู่ใหญ่ หลังจากนั้นก็ไปซ้อมละครต่อตามปกติโดยไม่ได้เอะใจเลยว่า แม่หนูชาวยิวตัวน้อยคนนั้น หายตัวไปโดยไม่ได้เข้าชั้นเรียนฮาล์ป

    ยิ่งกว่านั้น เจ้าหมาน้อยHaloก็หายไปด้วยพร้อมๆกับแม่หนูคนนั้นด้วย

    ดิชั้นมองไปทางโซฟาตัวยาวที่อยู่มุมห้อง สงสารครูสอนฮาล์ปซึ่งก็อายุมากแล้วเหลือเกิน ร่างผอมบางนอนพังพาบสูดยาดมเพราะเป็นลมพับไปหลายรอบโดยมีสาวๆนักแสดงอีกหลายคนรุมนวดเฟ้นเป็นการใหญ่ แม้กระนั้นดิชั้นเองก็ยังคิดไม่ตกว่า Stellarจะหายไปที่ไหนได้?? จะว่าเป็นร้านรวงในย่านโรงละครนี้หรือ? ดิชั้นก็ไม่เคยเห็นหล่อนออกไปข้างนอกคนเดียวเสียที อย่างน้อยก็ต้องมีดิชั้นหรือพวกAuelนั่นแหล่ะไปด้วยกัน

    ลอนดอนนั้น....เป็นเมืองใหญ่ เป็นมหานครที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด โดยเฉพาะยามดึกดื่นเช่นนี้....
    โธ่!แม่หนูชาวยิวคนนั้นช่างไม่รู้เสียเลยว่า อันตรายมันมีมากขึ้นกว่าช่วงกลางวันมากแค่ไหน ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆด้วยแล้ว....

    “....Stellar....หนูหายไปไหน?...”
    เสียงนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว คุณDarcostaหยุดสั่งงานแล้วจึงเดินเข้ามาหาดิชั้นพลางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงห่วงใย
    “คุณหนูครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเถอะครับ ผมแล้วก็พวกผู้ชายคนอื่นๆจะออกตามหากันอีกที ถ้ายังหาไม่เจอ ผมจะไปตามหมวดAsukaมาเอง”
    “เวลาแบบนี้ ถึงบังคับให้หลับ ดิชั้นก็หลับไม่ลงหรอกค่ะ”ดิชั้นเอ่ยค้าน รู้เลยว่าตัวเองใจไม่ดีเลย สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ “ยังไงคืนนี้ ดิชั้นก็จะอยู่ตรงนี้จนกว่าจะรู้ว่าStellarปลอดภัยดี”
    “คุณหนู.....”

    ดิชั้นทราบว่าคงจะทำให้คุณผู้จัดการคณะหนักใจไม่น้อย แต่ดิชั้นก็ทนไม่ได้ที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านสบายๆทั้งที่ยังไม่รู้ว่า เด็กคนนั้นตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

    จนกว่าเด็กคนนั้นจะกลับมา และได้รู้ว่าแกปลอดภัยดีทั้งกายและใจ ดิชั้นก็จะยังอยู่ที่นี่!

    “เอ้า!!พวกกลุ่มStingลองแยกไปตามหาทางริมฝั่งแม่น้ำนะ เอาโคมไฟกระสือไปด้วย กลุ่มพวกนักแสดงผู้ชายแล้วก็คุณArmafieมากับผม เดี๋ยวเราจะลองไปดูตามซอกซอยที่แยกจากถนนใหญ่ดู ส่วนพวกผู้หญิง รออยู่กันที่นี่นะ พวกเราจะกลับมาก่อนเที่ยงคืน ใครคิดว่ายังไม่เหนื่อยไม่เพลียก็ลองตามหาดูในนี้แหล่ะ ดูให้ทั่ว อาจจะมีที่ๆเรายังไม่ได้ไปดูอีกก็ได้ แล้ว....ถ้าไม่เจอจริงๆ...ถึงตอนนั้น คงต้องพึ่งพวกตำรวจแล้วหล่ะนะ”
    เขาสั่งงานยืดยาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ประโยคสุดท้ายเขาเหลือบมามองที่ดิชั้นนิดนึง พวกที่ได้รับมอบหมายงานแยกกันไปตามที่ได้รับคำสั่ง ดิชั้นเห็นว่าหลายคงพกมีดพับติดตัวไปด้วยเผื่อป้องกันตัวจากภัยยามค่ำคืน ดิชั้นยิ่งใจคอไม่ดี

    ....เป็นห่วงแม่หนูน้อยชาวยิวคนนั้นเหลือเกิน ยิ่งคิดถึงภาพในตอนนั้นที่แกถูกหมวดAsukaพามาที่Rosettaแห่งนี้ด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำ ดิชั้นก็ยิ่ง.....

    ดิชั้นตามไปส่งเหล่าสมาชิกหนุ่มของโรงละครที่หน้าประตูใหญ่ ซึ่งพวกเขาจะกระจายกลุ่มกันออกไปตามหาStellarให้พบ ในความมืดของคืนนี้....มือทั้งสองบีบกันแน่นจนเจ็บ....ดิชั้นพยายามนึกบทสวดมนต์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าให้คุ้มครองเด็กคนนั้นด้วย แต่ก็ไม่มีสมาธิพอ ด้วยจิตใจนั้นว้าวุ่นเสียเหลือเกิน!!
    #######################################

    “เอาหล่ะ!เรียบร้อยแล้ว เชิญเลยจ้า”

    ชั้นมองสิ่งที่อยู่ในจานตรงหน้าด้วยความรู้สึกพิศวงสงสัยระคนอยากลิ้มลอง เจ้าก้อนเค้กทรงสามเหลี่ยมเล็กๆส่งกลิ่นหอมหวานของวนิลาที่ลอยมากับควันอุ่นๆวางอยู่บนจานกระเบื้องเคลือบลายกุหลาบเถา ตรงกลางของชิ้นสอดใส้ราสเบอร์รี่สีแดงราดด้วยครีมสดสีขาวนวล ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่สดฉ่ำลูกโตที่สุดเท่าที่ชั้นเคยเห็นและใบมิ้นท์หอมเย็นๆสีเขียว ใกล้ๆจานเจ้าขนมที่”คุณสุภาพสตรี”ตรงหน้าจัดมาให้ คือนมร้อนหอมฉุยในถ้วยกระเบื้องเคลือบเข้าชุดกับจาน และช้อนคนที่ทำจากเงินแวววาว
    “? อ้าว? ทำไมหล่ะจ๊ะหนู? ไม่หิวเหรอจ๊ะ?”
    ชั้นจ้องเจ้าขนมเค้กหอมกรุ่นและตกแต่งอย่างสวยงามนั้นตาไม่กระพริบ ทั้งกลิ่นและรูปลักษณ์นั้นเย้ายวนใจให้กระเพาะที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เมื่อบ่ายที่ผ่านมาต้องส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ แม้แต่เจ้าหมาน้อยขนฟูที่ชั้นอุ้มไว้แนบอกก็ยังท้องร้องอุทรณ์ตามไปด้วยดัง.....

    ....จ๊อก....

    คุณสุภาพสตรีแสนสวยที่นั่งอยู่ตรงข้ามชั้นถึงกับต้องกลั้นหัวเราะคิกคักจนหน้าแดง ชั้นก็เลยต้องก้มหน้าลงงุด ก็แหม....คุณหนูเคยสอนชั้นนี่ว่า ต้องไม่รับประทานของที่คนแปลกหน้านำมาให้ เอ้อ....อันที่จริง คุณหนูก็สอนด้วยนี่แหล่ะว่าไม่ให้ไปไหนมาไหนกับคนแปลกหน้า แต่พอมามองสถานที่ๆชั้นกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ ห้องรับแขกหรูหราที่ไม่คุ้นตา ยังรวมทั้งบุคคลที่ชั้นไม่รู้จักถึงสองท่านตรงหน้า ก็ทำให้ชั้นต้องหวนคิดถึงสาเหตุที่ตนเองมานั่งอยู่ที่นี่

    หลังจากที่ชั้นตัดสินใจแอบออกมาจากRosettaพร้อมกับเจ้าหมาน้อยHaloเพราะคิดว่าอยากจะเจอครูKira แม้จะไม่เคยออกไปไหนข้างนอกคนเดียวเลย แต่ชั้นก็พอจะจำถนนหนทางด้านนอกBank Siteได้บ้างอยู่หรอก...
    ยิ่งไปกว่านั้น ชั้นเคยได้ยินมาว่า ครูKiraเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคมคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น เลยคิดเอาเองว่าอาจจะมีคนรู้จักบ้านของครูก็ได้ แต่โชคไม่ดีที่หลังจากเที่ยวถามคนโน้นคนนี้ที่เดินผ่านไปมาจนอ่อนใจ ก็กลับพบว่า ไม่มีใครรู้จักบ้านของครูKira Yamatoเลยสักคน

    ระหว่างทางตอนนั้นซึ่งก็เริ่มมืดลงมากแล้ว ชั้นเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา และก็กำลังคิดจะถอดใจแล้วด้วย เผอิญว่าชั้นเดินหลงทางไปถนนสายใหญ่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคย ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินหาทางออกอยู่นั้น ชั้นก็ไปชนเข้ากับผู้ชายท่าทางไม่น่าไว้วางใจคนหนึ่งเข้า เขามากับเพื่อนกลุ่มใหญ่และชั้นได้กลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ปนมากับกลิ่นปากของคนพวกนั้นที่ทำจะเอาเรื่องชั้นด้วย เจ้าHaloทั้งเห่าทั้งแยกเขี้ยวขู่ พอคนเมากลุ่มนั้นโกรธและทำท่าจะเข้ามาตีมัน ชั้นก็รีบห่อตัวกอดเจ้าขนฟูไว้แน่น

    ตอนนั้น....ชั้นกลัวขึ้นมามากจริงๆจนต้องหลับตาปี๋ แม้จะจำคำพูดที่ถูกข่มขู่ไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ชั้นหวนนึกถึง....เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น...ที่คฤหาสน์น่ากลัวหลังนั้น....

    แต่ทันใดนั้น ก็มีรถม้าคันใหญ่มาจอดเทียบและสามีภรรยาในชุดแต่งกายภูมิฐานคู่หนึ่งก็ก้าวลงมาและกล่าวว่า
    “ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกับบุตรสาวของพวกเราหรือเปล่าครับ?”
    เมื่อชั้นเงยหน้าขึ้นมองจึงพบว่า เจ้าของเสียงนั้นเป็นสุภาพบุรุษวัยกลางคนในชุดโค้ทสูทสีดำสนิท ใบหน้าคมสันและดูอ่อนโยนใจดีหากแฝงแววตาแข็งกร้าวไว้ขณะจ้องมองกลุ่มคนเมานั้น ในเวลาเดียวกันนั้น คุณสุภาพสตรีในชุดเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้มเกือบดำก็รี่ตรงมาที่ชั้นและคลี่ผ้าคลุมครึ่งหนึ่งโอบรอบตัวชั้น
    พลางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลที่ทำให้ชั้นอดจะนึกถึงคุณหนูLacusไม่ได้
    “ถ้าไม่ชอบไปงานเลี้ยงแบบนี้ ก็บอกพ่อกับแม่ดีๆก็ได้นี่นา พวกเราเป็นห่วงกันมากเลยนะจ๊ะ”

    ชั้นมองคนแปลกหน้าทั้งสองอย่างงุนงง พวกคนเมากลุ่มนั้นยิ่งโวยวายเสียงดัง แต่สุดท้ายพอเห็นตราหน้าตาแปลกๆที่รถม้าก็ถึงกับหน้าซีด และถอยกลับไปไม่เป็นกระบวนเลยทีเดียว

    “เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะหนู? โถ....ตัวสั่นเชียว”
    คุณสุภาพสตรีเอ่ยถามชั้นอย่างห่วงใยขณะที่โอบชั้นเข้าไปนั่งในรถม้าคันงามที่ยังจอดไว้ ชั้นส่ายหน้าเบาๆแทนการปฏิเสธ เจ้าHaloทำจมูกฟุดฟิดๆแล้วจึงยื่นหน้าไปเลียมือของคุณผู้หญิงแสนสวย ซึ่งให้เธอหัวเราะกิ๊กกั๊กอย่างพอใจ
    “แหม ช่างประจบประแจงเสียจริง เจ้าหนูน้อยตัวนี้ นะคะ คุณ”
    หล่อนหันไปขอความเห็นจากสามี เขาไม่ตอบนอกจากยิ้มๆแล้วก้าวเข้ามาสมทบอีกคน แล้วเอ่ยถามชั้นบ้าง
    “ปลอดภัยดีนะคุณหนู?”
    ชั้นพยักหน้าหงึกๆ ยังไม่กล้าสบตาคนแปลกหน้าทั้งสองนัก สองสามีภรรยามองหน้ากันเองแล้วในที่สุด คุณผู้หญิงที่ชั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนก็กล่าวบอกชั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง
    “สุภาพสตรีไม่ควรออกมาเดินคนเดียวนอกบ้านโดยไม่มีผู้ติดตามนะจ๊ะ ว่าแต่นี่....หนูตั้งใจจะไปที่ไหนกัน? บอกให้พวกเรารู้ได้มั๊ยจ๊ะ?”

    ชั้นช้อนตามองหล่อนอย่างชั่งใจ ได้ยินเสียงสามีของหล่อนเอ่ยเสริมเพื่อให้ความมั่นใจกับชั้น
    “ไม่ต้องกลัวพวกเราหรอกนะ ชั้นกับภรรยาค่อนข้างจะรู้จักถนนหนทางในลอนดอนดีพอสมควร รับรองว่าเราพาหนูไปส่งได้แน่”
    ชั้นนิ่งมองคนโน้นทีคนนี้ที ดวงตาของทั้งสองดูเหมือนใครบางคนที่ชั้นรู้จัก
    ใช่แล้ว....ท่วงท่าและแววตาอ่อนโยนเช่นนี้ เหมือนจัง เหมือนครูเลย.....

    “ครูKiraน่ะค่ะ....”
    “เอ๋?”
    “รู้จักบ้านของครูKira Yamatoมั๊ยคะ?”
    ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ชั้นว่า ชั้นเห็นสีหน้าของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปเป็นแสดงความแปลกประหลาดใจและงุนงง
    “ครูเหรอ?”
    คุณผู้หญิงพึมพำก่อนจะหันไปมองสามีของตน ชั้นเห็นเขาแกล้งมองไปทางอื่นเหมือนทำไม่รู้ไม่ชี้
    “ค่ะ คุณ....เอ้อ....ทั้งสองท่านรู้จักครูKira Yamatoมั๊ยคะ? Stellar...เอ้อ....ดิชั้นเคยได้ยินมาว่า ครูค่อนข้างเป็นที่รู้จักของคนในลอนดอนบ้าง”

    คุณผู้หญิงนิ่งฟังชั้นแล้วจึงค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา หล่อนกุมมือชั้นไว้หลวมๆพลางกล่าว
    “รู้จักสิจ๊ะหนู พวกเราน่ะ รู้จักคุณครูของหนูดีเชียวหล่ะ”

    ดังนั้น....ชั้นจึงมานั่งอยู่ในห้องรับแขกแห่งนี้ ต่อหน้าคนแปลกหน้าใจดีสองคน น่าประหลาดใจ ชั้นมักจะกลัวคนแปลกหน้าเสมอ แต่มาตอนนี้....บรรยากาศของคนทั้งสอง กลับทำให้ชั้นสบายใจจัง
    “หนูยังไม่ได้ทานอะไรเลยใช่มั๊ยจ๊ะ? อย่างน้อยก็จิบนมอุ่นๆก่อนสิจ๊ะ จะได้มีแรง นะ?”
    คุณผู้หญิงกล่าวคะยั้นคะยอพลางเลื่อนถ้วยนมร้อนให้ ชั้นจึงเอื้อมมือไปรับมาโดยไม่ลืมกล่าวขอบคุณหล่อน
    กลิ่นหอมของวนิลาและเปลือกส้มทำให้ชั้นอดใจไม่ไหวที่จะค่อยๆละเลียดจิบมัน คุณผู้หญิงและสามีมองมาที่ชั้นอย่างพอใจ แล้วฝ่ายภริยาจึงเอ่ยชวนคุย
    “ชั้นยังไม่รู้จักชื่อหนูเลย”หล่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มละไม “ชั้นชื่อCalidaจ้ะ แล้วนี่ก็สามีชั้น เผอิญเราสองคนออกไปธุระด้วยกันข้างนอกกำลังจะกลับกันก็มาเห็นหนูกำลังลำบากพอดี”
    เมื่อหล่อนกล่าวเช่นนั้น ก็ทำให้ชั้นต้องนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเสียมารยาทอย่างร้ายแรงไปแล้วที่ยังไม่ได้เอ่ยขอบคุณในความกรุณาที่ทั้งสองได้ช่วยเหลือชั้นไว้เลย
    “ขะ...ขอประทานโทษค่ะ!”ชั้นรีบลุกขึ้นแล้วถอนสายบัวให้ทั้งคู่ทันที “ยังไม่ได้กล่าวขอบพระคุณทั้งสองท่านเลยที่ได้ช่วยเหลือStell.....เอ้อ....ดิชั้นเอาไว้”

    สองสามีภรรยาเห็นท่าทีล่กๆของชั้นแล้วก็พากันกลั้นหัวเราะเต็มที่ ชั้นอดหน้าแดงด้วยความประหม่าไม่ได้ นึกตำหนิตัวเองเสียเหลือเกินที่มัวแต่งงจนทำอะไรผิดๆถูกๆไปหมด
    “เอ้อ...ดิชั้นชื่อStellarค่ะ Stellar Loussier”
    “ชื่อเพราะ....”คุณผู้หญิงที่แนะนำตัวว่าชื่อCalidaยิ้มชื่นชม แล้วถามต่ออย่างอ่อนโยน “หนูอยู่ที่ไหนจ๊ะ?แล้วทำไมถึงมาตามหาคุณครูเอามืดค่ำป่านนี้? ที่บ้านไม่เป็นห่วงแย่แล้วเหรอ?”
    เจ้าHaloกระโดดจากตักของชั้นเพื่อไปหาหล่อนแทน มาดามแสนสวยและสามีหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจก่อนจะหันมาทางชั้นอีกครั้ง

    “คือ....Stellarอยู่ที่Rosettaค่ะ “ชั้นเริ่มต้นเล่าเรื่องราว “คุณหนูLacus Clyneเป็นนักร้องที่นั่น เธออยากให้Stellarมีความรู้อย่างอื่นติดตัวบ้างนอกจากเรื่องดนตรี คุณหนูจึงขอให้ครูKiraเข้ามาสอนพิเศษตอนเย็นให้Stellarทุกวันค่ะ ครูKiraน่ะค่ะ ครูเป็นคนใจดีนะคะ สอนก็สนุก แต่ว่า....ช่วงหลังๆมานี้....”
    ชั้นก้มหน้าลงต่ำ คิดถึงรอยยิ้มซึ่งเคยสดใสของคุณหนูLacusและครูขึ้นมา...พลางชั่งใจว่าจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลตรงหน้าฟังดีหรือไม่?

    แต่ ...บางอย่างก็กระซิบบอกใจตัวเองว่า ให้ลองไว้ใจทั้งสองคนดู....

    “ครู....หายไปน่ะค่ะ ไม่มาสอนหนังสือให้Stellarแล้วก็เด็กๆที่โรงละครอีกเลย สองอาทิตย์แล้วล่ะค่ะ....Stellarก็เป็นห่วง เอ้อ แล้วก็กังวลด้วยน่ะค่ะ ว่าครูไม่พอใจอะไรพวกเราหรือไม่? คุณหนูLacusกับคนอื่นๆก็....ถึงแม้จะไม่พูด แต่Stellarรู้นะคะว่า ครูกับพวกเราเป็นเพื่อนกัน!”

    ชั้นเอ่ยคำว่า “เพื่อน”ออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำและไม่มีความลังเล น่าแปลกเหลือเกิน....

    “ถ้ามีสิ่งใดที่Stellarทำให้ครูไม่ชอบใจ....Stelllarก็อยากบอกครูว่า Stellarขอโทษ....และจะไม่ทำให้ครูต้องลำบากใจอีก....”
    พูดมาถึงตรงนี้ ชั้นก็เริ่มรู้สึกตื้อๆ แล้วน้ำอุ่นๆก็ปริ่มออกมาที่ขอบตา พยายามจะกลั้นไว้สุดแรงจนเสียงเริ่มจะสั่น
    “แล้วก็....ยิ่งไปกว่านั้น Stellarไม่สบายใจเลย ที่Rosettaตอนนี้ก็ดูจะมีปัญหา Stellarไม่รู้หรอกค่ะว่ามันเรื่องอะไร เวลาถามใครก็มักจะได้คำตอบว่า ไม่ใช่เรื่องของเด็กทุกที....คุณหนูLacusดูจะเครียดมากด้วย Stellarรักคุณหนูมากนะคะ รักครูKiraด้วย....เพราะฉะนั้น StellarจึงอยากจะเจอครูKiraอีกครั้งค่ะ เพื่อจะบอกเล่าทุกอย่างให้ครูฟัง ครูเป็นคนเก่ง....อาจจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่มีตอนนี้ก็ได้ค่ะ เพียงแต่ถ้า....ได้เจอครูอีกครั้ง....”

    ชั้นหยุดพูดเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือนุ่มและอบอุ่นวางบนศีรษะแผ่วเบา แล้วคุณผู้หญิงCalidaก็ดึงชั้นไปกอดอย่างนุ่มนวล
    “เอาหล่ะจ้ะ....ชั้นเข้าใจแล้ว....”
    หล่อนเอ่ยเบาๆ หากน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน จริงใจและชั้นสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ในอ้อมกอดนั้น
    “ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ อีกเดี๋ยวKiraก็จะกลับมาแล้ว อีกเดี๋ยวเดียวหนูก็จะได้คุยกับคุณครูที่รักของหนูแล้วล่ะจ้ะ”
    คำกล่าวปลอบโยนนั้น ทำให้ชั้นสบายใจขึ้นในตอนแรก แต่แล้วกลับต้องรู้สึกงุนงงสงสัยแทน

    Kiraนั่น....เป็นชื่อของครูนี่นา...?

    ชั้นเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันงดงามของคุณผู้หญิงตรงหน้า แล้วจึงพบว่าหล่อนยิ้มละไมแทนคำตอบ
    “เอ๋?”
    “อ้าว ตายจริง” หล่อนหันไปทางสามีที่นั่งอยู่ใกล้ๆ “นี่พวกเรายังไม่ได้บอกแม่หนูคนนี้เหรอคะว่า....”
    เขาทำหน้าเหมือนพูดอะไรไม่ถูก ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ จนในที่สุดคุณผู้หญิงCalidaก็หันมากล่าวกับชั้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงแจ่มใส

    “คุณครูของหนู Mr.Kira Yamatoน่ะ เป็นลูกชายคนเดียวของพวกเราจ้ะ”
    คำตอบนั้นทำให้ชั้นได้แต่นิ่งตะลึง
    “ชั้นเป็นแม่ของเขา ส่วนท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้” หล่อนเบือนหน้าไปทางสามีที่เพียงแต่ส่งยิ้มเฝื่อนๆมาที่ชั้น “ก็คือคุณพ่อ”

    ชั้นได้แต่ทำตาโตด้วยความตกใจ ทั้งตกใจทั้งแปลกใจ ก่อนจะต้องหันไปมองรอบๆห้องรับแขกโอ่โถงและหรูหราที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่
    “งั้นก็หมายความว่า....”
    แล้วชั้นก็ได้รับคำตอบว่า
    “ที่นี่แหล่ะจ้ะ บ้านของคุณครูKiraของหนูน่ะ”
    ##################################

    คืนนี้...มันช่างเป็นคืนที่วุ่นวายเสียจริง..... ผมคิดอย่างเหนื่อยใจขณะมองไปยังร่างบอบบางในชุดผ้าไหมชีฟองสีไวน์แดงก่ำซึ่งตอนนี้นั่งคอพับพิงไหล่ผมอย่างสบายอารมณ์ ภายในห้องนั่งของรถม้าคันงามที่วิ่งฝ่าความมืดมิดแห่งมหานครลอนดอนหลังจากที่ผมและLady Fllay Allsterได้ไปร่วมงานเลี้ยงเต้นรำที่สหายทางธุรกิจของท่านบารอนจัดขึ้น

    ....อ่า....อันที่จริง ต้องพูดว่า ผมถูกดึงไปร่วมต่างหาก หลังการตรวจข้อสอบปลายภาคของบรรดานักศึกษาตัวแสบทั้งหลาย ผมก็ล้าเสียจนอยากจะกลับบ้านนอนให้มันสะใจ แต่แล้วขณะที่กำลังเก็บข้าวเก็บของด้วยวามรู้สึกเงียบเหงาในใจ เลขานุการภาควิชาก็เดินเข้ามาบอกผม
    “มีสุภาพสตรีมาขอพบครับ อาจารย์”
    สิ่งแรกที่ผมนึกออกเมื่อได้ยินคำว่า...สุภาพสตรีคือ...ภาพของเรือนผมสีPink Blondที่พลิ้วไสวพร้อมกลิ่นกุหลาบหอมอ่อนๆยามต้องลม....นั่นทำให้ผมใจเต้นแรงแทบทะลักออกมานอกอก เกือบจะต้องวิ่งตัวปลิวออกจากห้องทำงาน!

    ...ผมไม่รู้ตัวเลยว่า การไม่ไปพบ ไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง .....แค่คิดถึงหน้าเธอคนนั้น มันก็ทำให้ทรมานใจได้ขนาดนี้
    ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรคิดถึงหล่อนเช่นนั้นเลย ไม่ควรเลย....แต่....

    แต่เมื่อผมลงไปถึงห้องรับรอง กลับพบสุภาพสตรีร่างบางในชุดเสื้อคลุมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองหรูหราอย่างคนเตรียมตัวไปงานราตรีสโมสรแทน เรือนผมสีแดงเหมือนเปลวเพลิงถูกเกล้าสูงเปิดให้เห็นลำคอขาวระหงที่ประดับด้วยเครื่องเพชรชิ้นงามส่องประกายแวววาว หากนั่นมิได้ทำให้ผมรู้สึกแปลกประหลาดใจมากไปกว่าสีหน้าดีอกดีใจยามได้พบผม
    และคำออดอ้อนขอให้ผมไปเป็นคู่เต้นรำงานเลี้ยงในคืนนี้ด้วย

    ผมอยากปฏิเสธ หากก็รู้สึกเหมือนคนน้ำท่วมปาก จึงตกปากรับคำไป ตลอดงาน ผมพยายามทำตัวให้รู้สึกสนุก แต่แท้จริงแล้ว พบว่าตัวเองเพียงแต่ “ฝืน”ทำเป็นสนุกไปกับรอยยิ้มของสุภาพสตรีคู่เต้นคนงามเท่านั้น

    แม้จะเป็นงานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นเพื่อหน้าตาทางสังคมก็เถอะ....แม้จะมีผู้คนมากมาย ต่างพูดคุยกันด้วยความสนิทสนม แต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงความจริงใจจากดวงตาและน้ำคำเหล่านั้นเลยแม้เพียงนิด

    ดวงตาหลับพริ้มให้ขนตาทาบลงบนผิวแก้มแดงเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ขณะที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏยามหล่อนพึมพำ
    “คืนนี้ ดิชั้นมีความสุขจังเลยค่ะ Kira....”
    “เอ้อ....ครับ...”
    “ขอบคุณนะคะ ที่มางานเลี้ยงวันนี้เป็นเพื่อนดิชั้น” ลำแขนบางทั้งสองใต้ถุงมือผ้าไหมยาวสีเดียวกับชุดราตรีกอดกระชับแขนของผมมากยิ่งขึ้น นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกวางตัวไม่ถูก

    “อยากอยู่แบบนี้นานๆเหลือเกิน”
    ผมว่า....สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน เอ้อ...ไม่ได้เป็นคู่หมั้น คนรัก หรือสามีภรรยา มานั่งแนบชิดกันเช่นนี้...เอ้อ....

    มันดูไม่ดีมั้ง....?

    ผมคิดอย่างลังเลใจ ทำอะไรไม่ถูก จะเอื้อมมือไปโอบตอบรับมันก็ยังไง หรือจะขยับแขนหนีเรอะ? โอ้ย!นั่นก็ยิ่งเป็นท่าทีที่เสียมารยาทหนักเข้าไปอีก แล้วจะปล่อยให้ตัวเองต้องนั่งตัวแข็งทื่อแบบนี้ตลอดทางจนถึงบ้านหล่อนเรอะ?? ไม่ใช่ใกล้ๆนะนั่น!!!
    ขณะที่ตัวเองนั่งเกร็งเหงื่อแตกพลั่กๆ ผมกลับได้ยินเสียงเลดี้Allsterหัวเราะคิกๆ
    “ทำตัวตามสบายก็ได้นี่คะ Kira แหม....กลัวดิชั้นเหรอ?”
    ถูกเผงเลยหล่ะ! เอาเป็นว่าตอนนี้ ผมคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมสุภาพสตรีผมแดงที่นั่งซบบ่าผมอยู่ตอนนี้จึงได้ชื่อว่า กุหลาบงามแห่งลอนดอน

    เพราะนี่ไงหล่ะ....เสน่ห์เร่าร้อนที่หล่อนรู้จักใช้กับบุรุษอื่นให้แทบสยบราบคาบ ทั้งแววตา ถ้อยคำ น้ำเสียง และที่สำคัญรูปโฉมอันงดงามนั้น....
    “เอ้อ...เปล่า...เปล่านี่ครับ ผมแค่....”ผมลอบมองดวงหน้าเย้ายวนนั้น ดวงตาสีฟ้าอมเทาฉายแววเว้าวอน ขณะที่ปอยผมสีแดงตกเคลียแก้มระเรื่อ....
    โอ๊ย!ตาย! ผมเป็นผู้ชายนะ!!!
    ผมกระแอมเบาๆพลางกล่าว “Lady Allster คุณคงจะเมามากแล้วนะครับ”พูดจบผมก็ยกไม้เท้ากระทุ้งหลังคาเพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอกสารถี “คุณสารถีครับ มุ่งหน้าไปคฤหาสน์Allsterเลยนะครับ ดึกแล้ว คุณหนูจะ...”
    แต่พูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงตะโกนแทรกขึ้นมาจากสตรีร่างบอบบางในชุดสีไวน์แดงที่นั่งเบียดผมอยู่ตอนนี้
    “ไปคฤหาสน์Yamato เร็วๆนะ ชั้นเหนื่อยแล้ว”

    คำกล่าวนั้นทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง
    “เลดี้ Alls...??”
    “Fllayสิคะ Kira....”หล่อนเงยหน้าขึ้นบอกผมด้วยน้ำเสียงหวานปานจะหยด ดวงตานั้นปนรอยเศร้า “คืนนี้ถึงจะกลับบ้านไป ท่านพ่อก็คงยังสังสรรค์กับเพื่อนๆของท่านอยู่จนเช้าอยู่ดี ดิชั้นก็ต้องอยู่คนเดียว..... ดิชั้นไม่อยากอยู่คนเดียวเลยค่ะ”
    นั่นเป็นคำพูดที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะออกมาจากปากของสุภาพสตรีวัยสาว ซ้ำยังเป็นบุตรีของบารอนผู้สูงศักดิ์ด้วย ผมได้แต่นิ่งอึ้งเหมือนถูกสาป เหงื่อกาฬแตกพลั่ก หน้าเหน้อหูเหอแดงไปหมด รู้สึกว่าแขนของตัวเองถูกร่างบอบบางบดเบียดมากยิ่งขึ้นไปอีก

    พุทโธ ธรรมโม สังโฆ...ผมได้แต่หลับตาภาวนาให้ตัวเองมีสติสัมปะชัญญะครบถ้วนจนกว่ารถม้าจะวิ่งไปถึงที่บ้านก่อน!!
    ใจเย็นๆKira Yamato! บททดสอบความอดทนจากเหล่าสาวงามทั่วปารีสนายก็ผ่านมาได้แล้วนี่!!(คืนเลี้ยงส่งที่ย่านมงมาร์ตตอนนั้นไงเล่า!!) ใจเย็นๆไว้ก่อน!! สติ....สติ....

    และในที่สุด ผมคงต้องขอบคุณบทสวดมนต์สารพัดบทที่งัดขึ้นมาสวดภาวนาในใจตลอดเส้นทางที่เลดี้ผมแดง”จงใจ”นั่งเบียดผมเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง นั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมต้องลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโล่งใจเมื่อพบว่า ในที่สุด รถม้าก็วิ่งเข้าสู่ถนนโรยกรวดที่ทอดยาวสู่คฤหาสน์ตระกูลYamatoเสียที

    แม้กระนั้น....ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ผมจะต้องประคองร่างกระปลกกระเปลี้ยด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่หล่อนดื่มระหว่างงานเลี้ยงลงมาจากรถม้า
    อย่างทุลักทุเล
    แล้วผมก็ต้องยิ่งเกร็งเข้าไปใหญ่เมื่อบุตรีบารอนAllsterคล้องแขนทั้งสองรอบคอผมแนบแน่น ซ้ำยังจงใจบดเบียดกายเข้าหาผมอีกด้วย!
    “อืม....”

    และผมคงจะยืนนิ่งอึ้ง ตัวแข็งเป็นหิน ทำอะไรไม่ถูกไปอีกนาน จนเมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก และร่างสูงของท่านพ่อก้าวออกมาพร้อมใบหน้าเครียดขึ้ง
    “ทะ...ท่านพ่อ??”
    “กลับมาแล้วหรือKira?” ท่านปรายตาไปที่เลดี้ผมแดงซึ่งซบหน้าอยู่กับอกของผม แขนเรียวทั้งคู่ก็ยังโอบรอบคอผมอีกต่างหาก “แล้วนั่น....?”

    อ๊าก! ไม่นะ!!อย่าเพิ่งเข้าใจผิดกันแบบนั้น!!

    “มะ...ไม่ใช่นะครับท่านพ่อ!ผมไปงานเลี้ยงของท่านบารอนHarberton เอ้อ!สหายของท่าบารอนAllsterอย่างไรหล่ะครับ! ทีนี้คุณหนูเธอดื่มไปเยอะ ผมก็เลย....”
    แต่แล้ว คุณหนู”ดื่มไปเยอะ”คนที่ผมว่า กลับดันตัวออกจากอ้อมแขนของผมและเงยหน้าขึ้นกล่าวกับท่านพ่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง “อ้า....ท่านลุงYamatoนี่เอง....สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ”
    ท่านเอกอัคราชทูตYamatoฝืนยิ้มรับอย่างเยือกเย็นขณะกล่าวตอบ “คุณหนูFllay.....คงเหนื่อยมากสินะครับ?”
    “ค่ะ ท่านลุง” อ้าว!แล้วไหงต้องซบผมอีกรอบด้วยล่ะเนี่ย?? ผมได้ยินหล่อนกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวานยืดยาว
    “ดิชั้นเหนื๊อยเหนื่อย ถ้าอย่างไรคืนนี้...คงต้องรบกวนขอใช้คฤหาสน์ของท่านลุงเป็นที่พักพิงแล้วล่ะนะคะ”

    ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าตกใจมากไปแค่ไหน แต่คำกล่าวของเลดี้Allsterก็ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ
    อะไรนะ?? อย่าบอกนะว่า....นี่คือ....
    การขอค้างอ้างแรมกับบุรุษอื่น????

    ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอ อยากจะพูด แต่มันพูดไม่ออก ในที่สุด เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ สิ่งที่ผมต้องพบกลับกลายเป็น สายตาที่ยากจะตีความของท่านมาแทนที่
    นั่นยิ่งทำให้ผม....อึดอัด...
    “....ถ้าเช่นนั้น เข้ามานั่งพักข้างในเสียก่อนเถอะครับ น้ำค้างคืนนี้ดูจะลงแรงเสียด้วยสิ”
    ท่านพ่อกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
    “เรื่องปกติของชายหนุ่มสินะ พ่อก็เข้าใจอยู่หรอก”

    เรื่องปกติอะไรกัน?? ไม่ใช่นะครับท่านพ่อ! เข้าใจผิดไปถึงไหนแล้ว!!
    “จะยังไงก็ช่างเถอะ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของลูก พ่อก็ไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่าย” ท่านเอ่ยเหมือนบอกลมบอกฟ้า ไม่สนใจจะหันมาดูใบหน้าที่ตอนนี้คงจะซีดเหมือนไก่ต้มของผมเลยสักนิด
    “แต่สงสัย....ลูกจะต้องเสียเวลาพักผ่อนเยอะซักหน่อย”
    “เอ๋??”
    ยิ่งฟังผมยิ่งไม่เข้าใจ ท่านพ่อคิดจะบอกอะไร?

    “คืนนี้....คงจะอีกยาวนานล่ะนะ....”

    แล้วคำตอบ...สิ่งที่ผมสงสัยก็รออยู่ไม่ไกลจากหลังประตูคฤหาสน์ที่ถูกเปิดออก ให้มองเห็นแสงสว่างจากตะเกียงในครอบแก้วภายในเรียงรายไปตามทางเดิน ซึ่งทำให้ห้องโถงรับแขกยามค่ำคืนสว่างมากพอที่จะมองเห็นทั่วทั้งห้อง ผมประคองร่างบางระหงในชุดราตรีสีไวน์แดงก่ำอย่างเก้ๆกัง ๆ ก่อนจะพาหล่อนไปนั่งคอพับคออ่อนที่เก้าอี้รับแขกตัวเล็กซึ่งวางอยู่ชิดผนังกำแพง ใต้ภาพเขียนกรอบทองขนาดใหญ่

    ผมถอนใจเฮือกเบาๆขณะที่อีกฝ่ายดูจะยังไม่คลายจากอาการเมาไวน์บอร์โดซ์ที่ถูกนำมาเสิร์ฟตลอดงานเลี้ยงอันหรูหรา ใบหน้าเอียงพับแนบกับพนักเก้าอี้ แนวขนตาหนาทาบทับลงบนแก้มนวลที่ระเรื่อด้วยสีแดงมากกว่าปกติ
    ดูๆไปก็...น่าสงสาร....ทำไมสุภาพสตรีสูงศักดิ์เช่นหล่อน จึงต้องดื่มจัดเช่นนั้น

    ....หล่อนก็มีเพื่อนฝูงมากมาย กลับดูเหมือนจะไม่มีใครที่พร้อมจะรับฟังหล่อนอย่างแท้จริง

    ผมถอยออกมา ไม่ทันได้สังเกตว่าท่านพ่อแยกตัวไปเงียบๆนานแล้ว ขณะที่กำลังคิดว่าจะเรียกแม่บ้านหรือสาวใช้คนไหนให้ช่วยมาจัดการดูแลสุภาพสตรีผู้มาเยือนดีหรือไม่ ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตรงมาอย่างรีบร้อน
    ตึ่กๆๆๆๆๆๆๆ
    ผมหันไปตามเสียงที่ได้ยินนั้นทันที แรกสุด ผมคิดว่าเจ้าของฝีเท้านั้นต้องเป็นท่านแม่แน่ๆ สมองผมหมุนเร็วจี๋ขณะคิดหาคำอธิบายแก้ตัวกับท่านเอาไว้ซักร้อยแปดได้กระมัง แต่แล้วเมื่อประตูห้องโถงใหญ่เปิดออก ผู้ที่ผมได้พบกลับ....
    กลายเป็นสุภาพสตรีตัวน้อย....ลูกศิษย์ของผมในชุดกระโปรงบานผ้าพลิ้วยาวแค่ข้อเท้าสีเหมือนลูกเชอร์รี่ ปกบัวสีขาวนวลปักลูกไม้และติดกลางอกด้วยโบว์ลูกไม้สีเดียวกันขนาดใหญ่ ดวงหน้าเล็กที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีทองเป็นลอนอ่อนๆฉายความรู้สึกตื่นเต้นดีใจออกมาในที่สุด

    ผมได้ยินเสียงเล็กๆของแม่หนูน้อยชาวยิวคนนั้นร้องเรียก
    “ครูคะ!!ครู!!!”
    ไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรออกมาเพราะมัวแต่ตกตะลึง แกก็โผเข้าหาผมในทันที
    “Stellar??Stellarเหรอ??”
    “ครูKiraคะ!!!”

    แขนเล็กของแม่หนูที่โอบรอบตัวผมสั่นนิดๆจนทำให้ต้องก้มลงลูบหลังและไหล่บางๆคู่นั้นตอบ
    ....แม้ในความจริง....ผมจะได้แต่ตกตะลึง ทั้งแปลกใจทั้งงงงัน
    ทำไม....เด็กคนนี้จึงมาอยู่ที่นี่ได้??

    ที่บ้านของผมเนี่ยะนะ???
  16. whitewing

    whitewing New Member

    EXP:
    120
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    PHASE 22 :Break Away

    ผมก้มลงมองใบหน้าเล็กๆที่กดแนบอยู่ที่เอวของผม แม่หนูชาวยิว ลูกศิษย์ตัวน้อยที่ผมรักและห่วงใยมากที่สุดคนหนึ่ง ทำไม? ทำไมแกจึงมาอยู่ที่นี่ได้??
    ที่บ้านของผม ในยามวิกาล ใกล้เข้าวันใหม่แบบนี้น่ะนะ???

    “S…Stellar??นี่หนู....??”
    “ครูคะ Stellarอยากพบครูมากเลย”
    แกเงยหน้าขึ้นมองผม ในแสงสว่างของห้อง ผมเห็นดวงตาสีลูกหว้าคู่นั้นฉายประกายสดใสของความยินดี แม้จะมีน้ำตาใสๆคลออยู่เต็ม

    คงจะ...เป็นเพราะดีใจมากกระมัง...ที่ได้พบผม
    ทั้งๆที่....ผมมัน...เป็นครูที่ใช้ไม่ได้แท้ๆ
    “ทำไมกัน? ทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่ในเวลาดึกดื่นป่านนี้ได้หือ??ไหนบอกครูมาซิ”
    ผมรีบถามทันทีที่ตั้งสติได้ เมื่อมองไปรอบๆ เลยไปถึงด้านหลัง ผมก็ไม่เห็นใครอื่น ....เอ้อ....ถึงในความจริงลึกๆ ผมคิดว่า...จะมีใครมานั่งรอพร้อมกับStellarด้วย แต่กลับเห็นแต่เงาตะคุ่มๆของอะไรบางอย่างขนฟู ตัวป้อมๆ...กำลังมุ่งหน้ามาสมทบด้วยความเร็วสูง
    คุ้นๆ...
    ยิ่งได้ยินเสียงเห่าแหลมๆดังฮ่งๆ พร้อมกับเร่งสปีดเท้าทั้งสี่ของมัน ผมยิ่งแน่ใจว่านั่นคือ เจ้าลูกหมาพุดเดิ้ลสีขาวของRosettaที่ชื่อ Haloแน่นอน!!!

    “แกด้วยเหรอ?Halo!!”
    มันเห่าฮ่งๆตอบรับ สองขาหน้าตะกุยตะกายพันแข้งพันขาผมกับแม่หนูลูกศิษย์ไม่หยุดจนเราแทบจะหกล้มเสียให้ได้ หางฟูๆที่กระดิกเร็วถี่บ่งบอกชัดเจนว่า เจ้าตัวยุ่งดีใจแค่ไหนที่เจอผม
    “ฮ่งๆๆ!!ฮ่งๆๆๆ!!”
    “เออน่า!รู้แล้วๆ! อ๊า!นี่มันอะไรกันเนี่ย?? งงไปหมดแล้วนะ”
    ผมเริ่มจะโวยขึ้นมามั่ง แต่กลับได้ยินเสียงร้องถามแทรกขึ้นมาแทนที่
    “อะไรกันคะ??นั่นมันดิชั้นต่างหากที่ต้องถาม!!”
    ผมหันไปตามเสียงนั้น เลดี้บุตรสาวของท่านบารอนAllsterค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ผมพาไปนั่งพักเมื่อครู่ ก่อนจะเดินโงนเงนๆมาหา

    “เด็กคนนี้เป็นใครกันคะ Kira?? ยังจะเรียกคุณว่าครูด้วย!!”
    เสียงแหลมสูงทำให้ร่างเล็กจ้อยต้องสะดุ้งตกใจเฮือกใหญ่ ผมจึงเอื้อมมือไปโอบบ่าเล็กๆของแกไว้
    “นี่...Miss Stellar Loussierครับ” ผมเอ่ยแนะนำ “เธอเป็นลูกศิษย์ของผมเอง”
    ผมนึกหวั่นใจในสายตาคมกริบของLady Fllay Allsterที่จ้องเขม็งไปยังลูกศิษย์ตัวน้อย ดวงตาที่ดูจะไม่แสดงถึงความเป็นมิตรนัก

    “ลูกศิษย์....เหรอคะ? คุณเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่นา แล้วเด็กนี่....!!”
    “สอนพิเศษตอนเย็นน่ะครับ” ผมพยายามอธิบายอย่างใจเย็น “ผมมีเพื่อน....เอ้อ....เป็นผู้ปกครองของแม่หนูคนนี้ เธออยากให้ผมสอนวิชาที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ ผมก็เลย....”
    “ให้คุณมาสอนเหรอคะ?? ตายจริง!ทำไมจึงไม่จ้างGovernessมาดูแลหล่ะ??ถึงขนาดต้องว่าจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้มีเกียรติเช่นคุณมาสอนหนังสือเด็กเล็กแค่นี้!!
    โอ!ช่างน่าละอายเหลือเกิน!!”
    เลดี้ผมแดงเพลิงร้องขึ้นอย่างตกใจระคนไม่ใคร่พอใจ ทั้งยังจ้องมอง