[ฟิครับสมัคร] Memorial Core (Update ตอนที่ 4 + รูป)

กระทู้จากหมวด 'Fiction' โดย endlich, 14 พฤศจิกายน 2007.

  1. endlich

    endlich Member

    EXP:
    123
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    16
    Memorial Core : พลิกตำนานสงครามศักดิ์สิทธิ์
    แนว Fantasy / Action / Adventure


    Prologue​


    หลังจากสงครามโลกครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงโลกก็ตกอยู่ในสภาพที่เสียหายเกินจะเยียวยา ทั่วผืนดินเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเปลวเพลิงจากสงคราม ทั่วผืนฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองอันแสนปวดแสบปวดร้อนยามต้องผิวกาย ทั่วผืนน้ำเปี่ยมไปด้วยสารพิษและกัมมันตภาพรังสีจนท้องทะเลกลายเป็นสีดำ

    พวกเราคือชาวโลกกลุ่มสุดท้ายที่ตัดสินใจละทิ้งดาวบ้านเกิดที่ไร้ซึ่งความหวัง โดยสารยาน “อาร์ค” มุ่งหน้าสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่อย่างไร้จุดหมายเพื่อค้นหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ดังเช่นชาวโลกกลุ่มอื่น ๆ ที่ออกจากโลกไปก่อนหน้านี้นานแล้ว

    ดูเหมือนว่าพระผู้เป็นเจ้ายังไม่ทรงทอดทิ้งพวกเรา เพราะหลังจากที่ผ่านการเดินทางอันยาวนานจนมาถึงอีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี่ พวกเราก็ได้พบกับดวงดาวที่มีชั้นบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลก พวกเราจึงตัดสินใจร่อนลงไปยังดาวดวงนั้นพร้อมทั้งตั้งชื่อให้กับมันว่า ดาวอัลฟ่า

    ดาวอัลฟ่ามีทุกสิ่งที่มนุษย์ต้องการในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผืนดินที่เขียวชอุ่มด้วยต้นหญ้าและดอกไม้หลากสี สายลมบริสุทธิ์ที่พัดพาเอาความสดชื่นติดมาด้วยทุกครั้งที่ยามได้สัมผัส และท้องทะเลสีครามที่ไร้ซึ่งมลพิษใด ๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเราประหลาดใจยิ่งกว่า นั่นก็คือ

    ดาวดวงนี้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้นานแล้ว พวกเราเรียกพวกเขาว่า ชาวอัลฟีเรี่ยน

    ลักษณะทางกายภาพของชาวอัลฟีเรี่ยนคล้ายคลึงกับพวกเรามาก มีเพียงดวงตาสีอำพันเท่านั้นที่เป็นเครื่องบ่งบอกความแตกต่างของชาติพันธุ์ พวกเขามีนิสัยรักสงบดำรงชีวิตอยู่อย่างสันติซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พวกเราปรารถนาอย่างที่สุด พวกเราได้เข้าไปเจรจากับพวกเขาเพื่อขออาศัยในดาวอัลฟ่าด้วยซึ่งพวกเขาก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด

    หลังจากที่ได้เรียนรู้อารยธรรมของกันและกันอยู่พักใหญ่ทำให้พวกเราได้รู้ว่า ชาวอัลฟีเรี่ยนนั้นมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับพวกเราและชอบอาศัยอยู่อย่างสงบตามป่าเขาดังเช่นภูติไพร นอกจากนี้พวกเขายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่เคยรู้จักมาก่อน...

    พวกเขามีเวทมนตร์

    เวทมนตร์ของชาวอัลฟีเรี่ยน คือ คริสตัลหลากสีรูปทรงปริซึมขนาดไม่เกินนิ้วหัวแม่มือ ที่มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า คอร์ มันจะปลดปล่อยพลังธาตุชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ภายในตัวเองออกมาเมื่อถูกสัมผัสหรือจับต้อง พวกเราใช้เวลาหลายชั่วอายุคนเพื่อเรียนรู้วิธีการใช้คอร์และใช้มันในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ มากมาย

    รวมไปถึงสิ่งที่พวกเราเรียกกันว่า... สงคราม


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~
  2. endlich

    endlich Member

    EXP:
    123
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    16
    Re: [ฟิครับสมัคร] Memorial Core : พลิกตำนานสงครามศักดิ์สิทธิ์

    Chapter I : เปิดตำนานวีรบุรุษ

    ปีศักราชใหม่ที่ 1024 (นับปีที่ชาวโลกอพยพมายังดาวอัลฟ่าเป็นปีเริ่มต้น)

    ถนนสายหนึ่งในอาณาจักรแห่งแสง

    บนท้องถนนอันว่างเปล่า สองข้างทางเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีที่เบียดเสียดกันขึ้นคอยให้ร่มเงาแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา มอเตอร์ไซด์พลังงานแสงอาทิตย์คันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนสายนั้นด้วยความเร็วสูงจนใบไม้แห้งที่ร่วงอยู่ตามพื้นถึงกับแหวกเป็นทางเมื่อรถวิ่งผ่าน

    เจ้าของรถเป็นเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสั้นสีน้ำตาลเข้มที่ปลิวไสวยามต้องแรงลม แว่นตากันลมอันใหญ่สะท้อนเงาของท้องฟ้าอยู่เต็มสองเลนส์ ใบหน้าคมเข้มเจือด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยให้กับธรรมชาติรอบกาย เขาหลับตาลงพร้อมกับคลายคันเร่งออกเพื่อซึมซับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าให้ได้มากที่สุด

    แต่เขาก็ทำได้ไม่นานนัก ท้องฟ้าที่กำลังเปิดอยู่ดี ๆ กลับมีเมฆฝนก้อนใหญ่เคลื่อนตัวมาบดบังแสงอาทิตย์จนท้องฟ้ามืดครึ้ม สายลมเย็นที่กระทบใบหน้าก็เริ่มที่จะแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดสายฝนแห่งวสันต์ฤดูก็โปรยปรายลงมา เขาลืมตาขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนที่จะบ่นพึมพำเบา ๆ

    “ให้ตายสิ แม้แต่ฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจรึนี่” พูดจบเขาก็บิดคันเร่งเต็มกำลัง ควบเจ้าสองล้อคู่ใจทะยานไปบนท้องถนนอันเปียกปอนเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด

    ในเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่...

    ณ อาคารสูงสีขาวสะอาดตารายล้อมด้วยเสาหินขนาดใหญ่สีขาวจนดูราวกับว่าเป็นวิหารของเทพเจ้า ที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลูมินัสต้า สถานที่ ๆ ใช้เก็บรวมรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ “ระลึกประวัติศาสตร์อุนดิเนเซีย” จึงไม่แปลกที่ช่วงนี้จะมีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนกันมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย

    คนกลุ่มนี้ก็เช่นกัน พวกเขามานั่งรอพิพิธภัณฑ์เปิดกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมเพรียว เส้นผมสีน้ำเงินอมม่วงซอยสั้นรับกับใบหน้า ดวงตาสีเขียวมรกตกำลังไล่อ่านไปตามหน้าหนังสือ “The Griever Hut” อย่างใจจดใจจ่อ

    ส่วนอีกคนเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยที่ถูกมัดเป็นหางม้าเอาไว้โดยปล่อยให้ปอยผมด้านหน้าตกลงมาเล็กน้อย เธอกำลังเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจพลางชะเง้อคอมองหาใครบางคนในม่านสายฝนที่กำลังโปรยปราย

    “นี่ก็เลยเวลานัดมาชั่วโมงกว่าแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าคุณราเมียร์จะมาเลยนะคะ ถ้ายังไง... เราเอาร่มออกไปรับเค้ากันดีมั้ยคะ?” เด็กสาวถามเพื่อนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ

    “ไม่ต้องกังวลไปหรอกไอริส คนอย่างหมอนั่นไม่เคยผิดนัดใครง่าย ๆ หรอก ที่มาสายก็คงเพราะมัวแต่ชื่นชมธรรมชาติตามสไตล์มันน่ะแหละ” นาโอตอบโดยไม่ละสายตาจากหนังสือ “ถ้าเราออกไปรับอาจจะคลาดกันก็ได้นา”

    “แต่ว่า...”

    “หึ...” นาโอแค่นหัวเราะในลำคอ “ตายยากจริงแฮะ พอพูดถึงก็มาพอดี”

    พูดจบเขาปิดหนังสือในมือเก็บใส่กระเป๋าเป้ ก่อนที่จะชี้ให้เด็กสาวดูเงาตะคุ่มที่กำลังฝ่าสายฝนเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อเข้ามาใกล้ ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นร่างของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มในสภาพเปียกปอนกำลังจูงมอเตอร์ไซด์เข้ามายังบริเวณที่ทั้งสองคนยืนอยู่

    “ดูไม่จืดเลยนี่หว่าราล” นาโอทักขึ้นมาเป็นคนแรก “นี่คงลืมชาร์ตพลังงานสำรองเอาไว้สิท่า พอฝนตกปุ๊บถึงได้พลังงานหมดปั๊บแบบเนี้ย”

    “เดาแม่นนี่หว่านาโอ โชคดีที่พลังงานหมดไม่ไกลนัก ยังพอเข็นมาที่นี่ไหว” ราเมียร์พูดพลางถอดแว่นกันลมที่ชุ่มน้ำออกเผยให้เห็นดวงตาสีเหลืองอำพันแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ชาวอัลฟีเรี่ยนก็ตาม “ถ้าไกลกว่านี้คงต้องทิ้งรถไว้ที่นั่นแล้ว”

    “ชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยนะคะ” ไอริสพูดพลางเดินเข้ามาเกาะต้นแขนของราเมียร์ไว้ พอได้จังหวะเท่านั้นเธอก็หยิกแรง ๆ ไปหนึ่งที เล่นเอาคนถูกหยิกถึงกับน้ำตาร่วงเลยทีเดียว

    “อุ๊บ! อะไร...” ราเมียร์ขยับปากจะถามแต่ก็ถูกฝ่ามือเรียวบางยื่นมาปิดปากเอาไว้ พร้อมกับวงหน้าใสที่ยื่นมากระซิบที่ข้างหู

    “ไหนใครเป็นคนบอกคะว่า ‘อย่ามาสาย’ แล้วนี่มันหมายความว่ายังไงคะ ไม่รู้ล่ะถ้าวันนี้รายงานของกลุ่มไม่เสร็จล่ะก็คุณจะได้ลิ้มรสชาติของคำว่าประวัติศาสตร์อย่างถึงใจเลยทีเดียว” สาวเจ้ากระซิบเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

    “มีอะไรกันเหรอสองคนนั่น?” นาโอถามอย่างสงสัยกับพฤติกรรมของเพื่อนทั้งสอง

    “ไม่มีอะไรค่ะ” ไอริสหันหน้ากลับมาปฏิเสธเสียงหวาน “เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”

    “เอ่อ... ก่อนอื่นชั้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนได้ป่ะ เดินแฉะ ๆ แบบนี้นาน ๆ เดี๋ยวจะเป็นปอดบวมตายซะก่อน” ราเมียร์ขออนุญาตเด็กสาวแบบกล้า ๆ กลัว ๆ

    “เชิญสิคะ รอมาเป็นชั่วโมงแล้ว จะรออีกซักสิบนาทีจะเป็นไรไปเชียว”

    เมื่อได้รับอนุญาต เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจึงฉวยโอกาสพาร่างอันเปียกปอนเดินล่วงหน้าเข้าประตูพิพิธภัณฑ์ไป

    “เราเองก็เข้าไปได้แล้วมั้ง” นาโอพูดพร้อมกับเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองและของไอริสขึ้นมาสะพายไหล่ ก่อนจะเดินนำเด็กสาวเข้าไปด้านใน


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    เมื่อเข้ามาในพิพิธภัณฑ์สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นคือ ห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา เพดานนั้นทำด้วยกระจกใสทำให้สามารถมองเห็นท้องฟ้าภายนอกได้ สถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวในห้องนี้คืออนุสาวรีย์ของบรรพกษัตริย์ทั้งห้าผู้แบ่งแยกดาวอัลฟ่าออกเป็นห้าส่วน แต่ละท่านล้วนแต่มีสีหน้าเคร่งเครียดดุดันราวกับมีชีวิตจริงแม้จะสิ้นพระชนม์มากว่าหนึ่งพันปีแล้วก็ตาม

    “อืม... เริ่มจากที่ไหนก่อนดีล่ะ” นาโอพูด เนื่องจากทางที่เชื่อมต่อจากห้องโถงมีหลายทาง สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ที่นี่อย่างนาโอก็ต้องมีสับสนบ้างเป็นธรรมดา

    “ตามแผนที่บอกว่าห้องจัดนิทรรศการให้ขึ้นบันไดทางซ้ายมือ” ไอริสอ่านป้ายแผนที่ให้เด็กหนุ่มฟัง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองว่าควรจะไปยังทิศทางใด “ทางนั้นไงคะ”

    ทั้งสองคนเดินขึ้นบันไดซ้ายมือตามที่แผนที่บอกไว้ก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่อีกห้อง ซึ่งห้องนี้แม้จะปูพื้นด้วยหินอ่อนสีขาวเหมือนกับห้องแรก แต่ทั้งฝาผนังและฝ้าเพดานกลับถูกประดับประดาด้วยธงสีน้ำเงินที่มีลายเส้นเป็นรูปนางเงือกสีเงินกำลังเริงระบำอยู่อย่างร่าเริงราวกับว่าห้องนี้ได้กลายเป็นวังบาดาลของพวกเธอไปแล้ว

    “วันนี้คนน้อยจังเลยแฮะ เรามาผิดห้องรึเปล่าเนี่ย” นาโอพูดเมื่อสังเกตเห็นว่าภายในห้องโถงอันกว้างใหญ่กลับมีคนยืนจับกลุ่มกันเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

    “สีประจำอาณาจักรแห่งน้ำคือสีน้ำเงิน ต้องเป็นห้องนี้ไม่ผิดแน่ค่ะ” ไอริสสันนิษฐาน “ที่คนน้อยคงเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้ามากกว่า”

    “เอาล่ะค่ะท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน…” ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้ทำอะไร ก็ได้ยินเสียงของไกด์สาวคนหนึ่งกำลังอธิบายแต่ละจุดภายในห้องนี้ให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งฟัง

    “สิ่งที่ทุกท่านจะได้เห็นต่อไปนี้มีชื่อเรียกว่า คอร์ มันเป็นหินที่สามารถปล่อยพลังออกมาได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดยามที่ถูกมนุษย์สัมผัส ในอดีตถือเป็นของที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ในชีวิตประจำวันอย่างมาก ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษย์เราไม่ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์”

    ไอริสและนาโอเดินเข้ามาจดคำอธิบายของไกด์สาวใกล้ ๆ พร้อมกับชะโงกมองสิ่งที่อยู่ในตู้กระจกเบื้องหน้าไปด้วย มันเป็นก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือที่ทั้งแตกร้าวและผุพัง ไม่เห็นจะแปลกประหลาดอย่างที่ไกด์คนนั้นพูดเลยสักนิด

    “หากแต่ว่าพลังงานที่มากมายมหาศาลนั้นกลับก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงพลังงานครั้งใหญ่ระหว่างอาณาจักรแห่งไฟกับอาณาจักรทั้งสี่ แม่ทัพของอาณาจักรแห่งไฟในสมัยนั้นคือ ควอโทร อาร์ เพอร์ดิเทียร์ เค้าคือชายที่ได้ชื่อว่าเป็นนักรบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน กองกำลังอัศวินแดงชาดของเขาไม่เคยปราชัยในสมรภูมิใด ๆ”

    “เพื่อที่จะหยุดสงครามที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทางสภาสูงที่ประกอบไปด้วยปราชญ์ยี่สิบสี่คนที่รวบรวมมาจากทั่วดาวอัลฟ่าและตัวแทนของแต่ละอาณาจักรอีกห้าคน จึงได้ทำการลงมติให้ทำลายคอร์ที่มีอยู่บนโลกทิ้งให้หมดอย่าให้เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยว”

    “แต่ทว่าการที่จะทำลายคอร์จำนวนมากมายมหาศาลได้นั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเวลาที่มากมายเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการยกกำลังไปถ่วงเวลากองกำลังอัศวินแดงชาดไว้ก่อน ซึ่งกองกำลังที่ถูกเลือกก็คือ กองกำลังอัศวินฟ้าครามของอาณาจักรแห่งน้ำ”

    ถึงตรงนี้ไกด์สาวก็เดินนำนักท่องเที่ยวมาหยุดอยู่ตรงรูปภาพรูปหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าฝาผนัง ภายในรูปเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งกำลังยืนหันหลังชนกันอยู่ท่ามกลางสนามรบ แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีอาวุธครบมือ สวมเกราะสีน้ำเงินเข้มที่มีร่องรอยบาดแผลอยู่เต็มไปหมด ที่โดดเด่นที่สุดคือคนที่กำลังขี่ม้าตะโกนสั่งการอยู่ตรงกลางภาพ สีหน้าของเขานั้นเกรี้ยวกราดและดุดันราวกับว่าจะตามเข่นฆ่าศัตรูไปจนถึงชาติภพหน้า

    “ภาพที่ท่านเห็นอยู่นี้คือ กองกำลังอัศวินฟ้าครามภายใต้การนำของแม่ทัพวาฮัน อิซาก้า ผู้เก่งกาจ ท่านได้นำกองกำลังที่มีอยู่น้อยนิดขึ้นต้านกองกำลังอัศวินแดงชาดของแม่ทัพควอโทรได้อย่างเหลือเชื่อเป็นเวลาถึงสามเดือนเต็ม จนในที่สุดคอร์ทั้งหมดก็ถูกทำลายลงพร้อม ๆ กับธงรบผืนสุดท้ายของอาณาจักรแห่งน้ำที่หักสะบั้นลงเฉกเช่นเดียวกัน...”

    “ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลงจึงได้มีการจัดงานระลึกประวัติศาสตร์อุนดิเนเซียขึ้นทุกปี โดยจะจัดหมุนเวียนกันไปตามสามอาณาจักรที่เหลือ เพื่อเป็นการระลึกถึงการจากไปอย่างวีรบุรุษของเหล่าอัศวินแห่งอุนดิเนเซีย”

    “สุดยอดไปเลยนะคะ แม่ทัพวาฮันเนี่ย” ไอริสพูด แววตาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส “ทั้งกล้าหาญ สูงส่งและเสียสละ”

    “นั่นสินะ เอ... นี่ก็ตั้งนานแล้วทำไมเจ้าราลยังไม่มาอีก ไม่ช่วยกันจดเดี๋ยวรายงานก็ไม่เสร็จกันพอดี”

    “ถ้างั้นเราไปตามเค้ากันดีมั้ยคะ ห้องน้ำก็อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง” ไอริสเสนอความเห็น

    “ก็ดี งั้นไปกันเหอะ”


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    ภายในห้องน้ำอันเงียบสงัดและค่อนข้างมืด สายฝนด้านนอกยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสายอีกทั้งยังมีฟ้าร้องครืนดูน่ากลัว ที่บริเวณอ่างล้างมือที่อยู่หน้ากระจก ราเมียร์กำลังบรรจงถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นเผยให้เห็นมัดกล้ามสมส่วนที่ชุ่มไปด้วยน้ำสะท้อนแสงไฟสลัวเป็นมันวาว

    “อูย... ยัยไอริสหยิกเจ็บเป็นบ้า เล่นซะเนื้อเขียวเลย” เด็กหนุ่มพูดพลางลูบต้นแขนของตัวเองไปมา ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ชุ่มน้ำไปอังที่เครื่องเป่าลม

    ช่วยด้วย...” จู่ ๆ เสียงโหยหวนซึ่งไร้ที่มาก็ดังขึ้น

    “ใครวะ!?” ราเมียร์ตะโกนถามด้วยความตกใจ ดวงตาสีเหลืองอำพันกลอกไปมาเพื่อหาที่มาของเสียงนั้น

    มาทางนี้...

    “เฮ้ย! มีชวนด้วย ท่าไม่ดีแล้วแฮะ” ราเมียร์ถอยหลังพิงกำแพงเพื่อกันไม่ให้มี “บางสิ่ง” โผล่มาจะเอ๋ด้านหลัง จากนั้นจึงค่อยสวมเสื้อกลับทั้งที่ยังไม่แห้งดีนัก

    มาทางนี้...

    เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่สนใจเดินไปหยิบกระเป๋าที่หน้ากระจกก่อนที่จะผลุนผลันเดินออกไปจากห้องน้ำทันที ในใจก็ภาวนาว่าอย่าได้ตามมาหลอกหลอนกันเลย

    มาทางนี้...

    ไหล่ของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมจิตใจของเขาเรื่อย ๆ ราเมียร์สลัดหัวเพื่อขับไล่ความกลัวนั้นออกไป ก่อนที่จะกัดฟันตัดสินใจกลับหลังหันเดินเข้าไปหาที่มาของเสียงปริศนานั่น

    “เอาวะ ถ้าไม่ใช่ผีล่ะก็ พ่อจะกระทืบให้ง่อยกินไปเลย”

    เมื่อเดินตามเสียงมาเรื่อย ๆ ราเมียร์ก็พบว่าตัวเองนั้นได้เดินเข้ามาอยู่ในห้อง ๆ หนึ่งที่ทั้งมืดและกว้าง ใจกลางของห้องนั้นมีแท่นสำหรับวางวัตถุโบราณตั้งเอาไว้อยู่ สิ่งที่วางอยู่บนแท่นถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินยาวจรดพื้นปักเป็นรูปนางเงือกสีเงินดูงดงาม

    ในขณะที่เขากำลังเอื้อมมือเปิดผ้าคลุมนั่นเอง...

    มือปริศนาก็เอื้อมมาแตะไหล่ของเขาจากด้านหลังเล่นเอาคนโดนแตะถึงกับเสียวสันหลังวูบขนลุกเกรียวไปทั้งตัว

    “ทำอะไรน่ะ?” เจ้าของมือที่ว่าคือเพื่อนสนิทของเขา นาโอ รันเซ่ และเพื่อนร่วมชั้น ไอริส ฟอร์ซ นั่นเอง

    “เอ่อ... ก็... กำลังจะดูว่าผ้ามันคลุมอะไรอยู่” ราเมียร์พูดเสียงสั่น “ไม่ใช่ว่ากลัวผีอะไรหรอกนะ”

    “แล้วมันคืออะไรคะ ของในผ้าคลุมนั่นน่ะ?” เด็กสาวถามท่าทางอยากรู้อยากเห็น

    “ก็กำลังจะเปิดอยู่นี่แหละ พวกนายดันมาขัดซะก่อน”

    พูดจบราเมียร์ก็กระชากผ้าคลุมออกเผยให้เห็นสิ่งของด้านใน มันเป็นสร้อยคอที่ทำขึ้นจากโลหะสีเงินเงาวาวขัดกันเป็นเกลียวเถาวัลย์งดงาม ตรงกลางของสร้อยนั้นประดับด้วยคริสตัลรูปทรงปริซึมสีฟ้าใสมีประกายเจิดจรัสอยู่ภายในดุจดวงดาวบนท้องฟ้า ทั้งหมดบรรจุอยู่ภายในกล่องคร่ำคร่าสีทองที่สลักลวดลายอักขระโบราณอยู่ทั่วกล่อง

    “เมโมเรียลคอร์” นาโอเอ่ยชื่อของสิ่งนั้น

    “อะไรน่ะ รู้จักด้วยเรอะ?” ราเมียร์ถาม

    “เปล่า” นาโอตอบหน้าซื่อ “ก็อ่านชื่อมันที่แท่นนั่นน่ะ เค้าบอกว่าเป็นคอร์ที่ระลึกตอนสถาปนาห้าอาณาจักรครั้งแรกและจะตกทอดเป็นสมบัติของราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักรทั้งห้าอย่างไม่มีเงื่อนไข มีทั้งหมดห้าชิ้นแต่ปัจจุบันขุดพบในซากเมืองเก่าของอาณาจักรแห่งน้ำเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น”

    “ชั้นว่าเรารีบไปกันก่อนดีกว่ามั้ยคะ ถ้ามีใครมาเห็นเราตอนนี้เค้าอาจจะนึกว่าเราเป็นขโมยก็ได้”

    “จะบ้าเรอะ! แค่ดูไม่มีใครเค้าคิดว่าเป็นขโมยหรอกเว้ย ยัยเบื๊อก! อุ๊ฟ!” เป็นราเมียร์ที่โดนหยิกเป็นครั้งที่สอง

    ช่วยด้วย...” จู่ ๆ เสียงปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    “เสียงอะไรน่ะ?” นาโอร้องทักขึ้นบ้าง “ไอริสเหรอ?”

    “ชั้นเปล่านะคะ” ไอริสพูดมองไปที่วัตถุโบราณด้านหน้า “เสียงดังมาจาก... เมโมเรียลคอร์”

    “อืม... รู้สึกว่าจะใช่นะ” ราเมียร์พูดก่อนจะยื่นมือออกไปเพื่อที่จะแตะเมโมเรียลคอร์ที่บัดนี้เริ่มมีประกายแสงสีฟ้าระยิบระยับพร้อมกับลมกรรโชกที่พัดเสียจนสิ่งของในห้องสั่นไหวแม้ว่าในห้องนี้จะไม่มีช่องที่กว้างพอให้ลมจากภายนอกพัดเข้ามาก็ตาม

    “จะดีเหรอ ชั้นว่าอย่าดีกว่ามั้ง” นาโอเอื้อมมือไปรั้งมือของราเมียร์เอาไว้

    “ถ้ามีผีล่ะก็ เราจะได้เห็นกันล่ะ” ราเมียร์พูดอย่างมั่นใจ

    “หึ...” นาโอแค่นหัวเราะออกมาก่อนที่จะยื่นมือออกไปเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นเราก็แตะพร้อมกัน”

    “ระวังตัวนะคะ” ไอริสพูดก่อนที่จะเอื้อมมือมาเกาะหลังราเมียร์

    ทันทีที่มือของสองหนุ่มสัมผัสกับเมโมเรียลคอร์ ก็บังเกิดแสงสว่างวาบจนห้องที่มืดจนแทบมองไม่เห็นนั้นกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ทั้งสามคนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยออกไปด้านนอกทั้งที่ยังยืนอยู่ โคลงเคลงราวกับกำลังยืนบนเรือที่กำลังแล่นอยู่ มืดมนราวกับกำลังดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งรัตติกาล ในสติอันรางเลือนมีเพียงสีขาวที่ขาวเสียจนมองไม่เห็นร่างกาย มองไม่เห็นจิตใจ มองไม่เห็นแม้แต่... อนาคตของตัวเอง


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    Special Thanks
    - Ramiar Alaxxer [~~MaSaLaN~~]
    - Iris Force [!+~Hell~+!]
    - Nao Runse [Naoki Kagami : PEACEMAKER]
    - Vahan Yzaga [Evan Ψzac £ เดอะ ริปเปอร์]
    - Quattro Revan Perditior [PAIA : The King of Kings]
  3. endlich

    endlich Member

    EXP:
    123
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    16
    Re: [ฟิครับสมัคร] Memorial Core : พลิกตำนานสงครามศักดิ์สิทธิ์

    Chapter II : การพบกันของคนสองยุคสมัย

    ปีศักราชใหม่ที่ 624

    ป่าวงกต อาณาจักรแห่งดิน

    แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมากระทบกับหยาดน้ำค้างบนใบไม้สะท้อนเงาเป็นประกายระยิบระยับ สายลมบริสุทธิ์พัดพากลีบดอกไม้หลากสีปลิวตกลงไปในลำธารใสที่มองเห็นปลาน้อยใหญ่ดำผุดดำว่ายกันอย่างเริงร่า ที่นี่คือป่าวงกต สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอัลฟีเรี่ยนที่มนุษย์หน้าไหนก็มิอาจย่างกรายเข้ามาได้ เว้นแต่...

    ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองมัดรวบไว้ด้านหลัง ผู้ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งที่เจริญเติบโตสูงกว่าต้นไม้ใด ๆ ว่ากันว่าหากได้ขึ้นมานั่งอยู่บนยอดของมันล่ะก็จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของป่าวงกตได้เลยทีเดียว ในมือข้างหนึ่งของเขาถือขนมปังอบที่มีรอยกัดเล็กน้อย ส่วนมืออีกข้างถูกยกขึ้นมาป้องแสงแดดจ้าเพื่อให้สายตาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ไกลที่สุด

    “คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ปีนขึ้นมากินมื้อเช้าบนนี้... เนอะ เซชส์” เขาหันไปพูดกับแฟรี่ตัวน้อยที่นั่งตัวสั่นอยู่บนหัวไหล่

    แฟรี่ (Fairy) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามากนัก เพศชายจะมีปีกที่ใสเหมือนปีกของแมลงปอที่กลางหลังส่วนเพศหญิงจะมีปีกที่สวยงามเหมือนปีกของผีเสื้อ มักสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากใบไม้หรือกลีบดอกไม้ มีความสามารถพิเศษในการจดจำเส้นทางในป่าได้อย่างดีเยี่ยม

    “แต่เซชส์กลัวนี่เจ้าคะ มิ้ว~” เจ้าตัวน้อยพูดพลางเอามือปิดหน้า “เซชส์ว่าเรารีบลงกันดีกว่านะเจ้าคะ มิ้ว~”

    “อะไรกันเซชส์ เจ้าเองก็บินได้แท้ ๆ ยังจะกลัวความสูงอีกเหรอ” ชายหนุ่มพูดอย่างนึกเอ็นดู “ไม่ไหวเลยน้า”

    “ก็เซชส์ไม่เคยบินสูง ๆ นี่เจ้าคะ มิ้ว~” เจ้าตัวน้อยตัดพ้อ “ที่เคยบินก็แค่ระดับดอกไม้เองนะเจ้าคะ มิ้ว~”

    “เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวข้าลงก็ได้ แต่ขอจัดการกับมื้อเช้าให้เสร็จก่อนนะ”

    ในขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่นั้น สายลมที่เคยพัดอย่างอ่อนโยนก็เริ่มที่จะพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มเมฆฝนก้อนหนาเคลื่อนที่ตามแรงลม หมุนวนเข้ามาบดบังพระอาทิตย์จนท้องฟ้าที่เคยสว่างกลับมืดครึ้มในพริบตา ฝูงสัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างวิ่งหนีกันอลหม่านราวกับว่ากำลังมี “บางสิ่ง” ที่มีพลังกดดันมหาศาลกำลังมาที่นี่

    “นี่มันอะไรกันเนี่ย!?”

    ทันใดนั้น ลำแสงสีขาวขนาดมหึมาก็พุ่งทะลุใจกลางเมฆลงมาจากฟากฟ้าราวกับน้ำตกจากสรวงสวรรค์ เปล่งรัศมีเจิดจ้าจนชายหนุ่มต้องยกมือขึ้นบังสายตาของตัวเองและสายตาของภูตตัวน้อยเอาไว้ ลำแสงประหลาดนั้นสว่างวาบอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่จะสลายไปพร้อม ๆ กับความสงบสุขของป่าที่คืนกลับมาอีกครั้ง

    “นี่มัน... ปรากฏการณ์เวทมนตร์” ชายหนุ่มพูดพร้อมอย่างหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด “ใครกันที่กล้ามาปล่อยพลังซี้ซั้วในป่าวงกตแบบนี้”

    “ข้าจะลองไปดูลาดเลาซักหน่อย เซชส์เจ้าลงไปคอยที่ม้าก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะกลับมา” ชายหนุ่มให้สัญญากับภูตตัวน้อยก่อนที่จะฉวยหอกคู่ใจกระโดดลงไปยังผืนป่าเบื้องล่างทันที


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    ห่างออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรบริเวณที่ลำแสงดังกล่าวสาดส่องลงมา บัดนี้สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงต้นไม้ที่คุกรุ่นไปด้วยควันที่เกิดจากการแผดเผาด้วยความร้อนสูง ผืนหญ้าโดยรอบถูกกวาดล้างผิวหน้าออกไปกลายเป็นผืนดินนุ่ม ๆ มีควันจาง ๆ จากการระเหยของดินลอยขึ้นมา ร่างของเด็กหนุ่มนามราเมียร์ และเด็กสาวนามไอริสกำลังนอนไม่ได้สติอยู่กลางผืนดินนั้น

    “อา...” เป็นราเมียร์ที่ฟื้นขึ้นมาก่อน เขาชันกายลุกขึ้นนั่งพร้อมกับสลัดศีรษะเพื่อขับไล่ความมึนงงออกไป

    “เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย พอแตะไอ้ผลึกนั่นก็วูบไปเลย” ราเมียร์บ่นเสียงขรมก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าทิวทัศน์รอบกายนั้นมันช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย “แล้ว... เราอยู่ที่ไหนล่ะนี่”

    “เกิดอะไรขึ้นคะคุณราเมียร์... แล้วนี่เราอยู่ที่ไหน?” ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ ไอริสที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาก็ชิงถามซะก่อน

    “ไม่รู้” ราเมียร์ตอบ

    “แล้วคุณนาโอล่ะคะ?” เด็กสาวถามอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นว่าผู้ที่อยู่ในบริเวณนี้มีเพียงแค่เธอกับราเมียร์เท่านั้น

    “ไม่รู้” ราเมียร์ตอบเช่นเดิม

    “อะไรกัน ถามอะไรก็ไม่รู้ซักอย่าง!” ไอริสเริ่มยัวะจัดหลังจากที่ได้รับคำตอบเดิมถึงสองครั้งสองครา “นอกจากเรื่องโดดเรียนแล้วคุณเคยรู้อะไรกับใครเค้าบ้างมั้ยคะ!”

    “ก็มันไม่รู้นี่เว้ย ชั้นเองก็เพิ่งฟื้นก่อนเธอไม่กี่นาทีนี่เอง ทีหลังจะถามอะไรหัดใช้สมองซะมั่งเซ่!” ราเมียร์ตวาดใส่ไอริสเนื่องจากเขาเองก็เริ่มยัวะเช่นกัน

    เด็กสาวนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่เธอจะพูดต่อด้วยสีหน้าที่เจื่อนลงเล็กน้อย “ขอโทษ... ชั้นคงหงุดหงิดไปหน่อย”

    “ไม่ต้องขอโทษหรอก” ราเมียร์พูดพลางแสร้งหันหน้าไปทางอื่น “ชั้นผิดเองที่พาเธอมาเจอกับเรื่องแบบนี้ ถ้าชั้นไม่ไปแตะผลึกนั่นล่ะก็...”

    “คิดว่าเป็นเพราะพลังของเมโมเรียลคอร์เหรอคะ?”

    “ชั้นไม่รู้... ชั้นรู้แค่ว่าผลึกนั่นเรียกพวกเรามาเพราะต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบางอย่าง พอชั้นไปแตะมัน ๆ ถึงส่งพวกเรามาที่นี่”

    “ถึงคุณจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษว่าเป็นความผิดของใครหรอกนะคะ ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือจะหาทางออกไปจากป่านี้ยังไง ไหนจะต้องตามหาคุณนาโออีก”

    “เรื่องของนาโอน่ะตัดทิ้งไปได้เลย” ราเมียร์พูดพร้อมกับยิ้มอย่างมั่นใจ

    “ชั้นกับหมอนั่นเคยไปเดินป่าด้วยกันมาหลายครั้ง เรื่องหลงป่าแค่นี้หมอนั่นเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”

    “ที่เหลือก็คือพวกเราล่ะ” พูดจบเขาก็หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง “ก่อนอื่นเราต้องหาเนินสูง ๆ จะได้รู้ว่าป่าที่พวกเราอยู่นี่กว้างแค่ไหน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”

    “ว่าไง... จะไปกับชั้นมั้ย?” เด็กหนุ่มถามพร้อมกับยื่นมือไปหาเด็กสาวที่กำลังนั่งอยู่กับพื้น

    “ชั้นยังมีตัวเลือกเหลืออีกเหรอคะ” ไอริสตอบรับข้อเสนออย่างเต็มใจ เธอยื่นมือออกไปจับมือของราเมียร์เอาไว้ก่อนที่จะออกแรงลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เธอไม่เคยพบมาก่อน


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงที่สองหนุ่มสาวเดินทางเข้าไปในป่าอย่างไร้จุดหมาย ความหิวกระหายและความเหนื่อยล้าเริ่มที่จะบั่นทอนกำลังใจของพวกเขาไปทีละน้อย จนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจหยุดพักเหนื่อยกันที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่พอจะมีร่มเงาให้หลบร้อนได้บ้าง

    “เป็นป่าที่แปลกมาก” ราเมียร์พูดหลังจากที่ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ไอริส “สมัยก่อนพ่อของชั้นเป็นนักผจญภัย เวลาที่หาพี่เลี้ยงเด็กให้ชั้นไม่ได้เค้าก็มักจะหนีบชั้นเข้าป่าไปด้วยเสมอ มันก็เลยทำให้ชั้นชำนาญป่าโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นป่าเล็กป่าใหญ่ถ้ายังอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงล่ะก็ รับประกันได้เลยว่าชั้นไม่มีวันหลงแน่นอน”

    “แต่ว่าป่านี้ ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าห่างไกลทางออกมากขึ้นทุกที ราวกับว่าเรากำลังเดินอยู่ในเขาวงกตอย่างงั้นแหละ”

    “ที่นี่คือ... ป่าวงกต” จู่ ๆ ไอริสก็เอ่ยชื่อนี้ขึ้น

    “อะไรนะ”

    “พอพูดถึงเขาวงกต ชั้นก็นึกชื่อนี้ขึ้นมาได้น่ะค่ะ” เด็กสาวใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้าก่อนที่จะพูดต่อ“ป่าวงกตเป็นป่าที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ว่ากันว่าข้างในป่ามีพวกภูตอาศัยอยู่ หากใครถูกภูตชักชวนให้เข้าไปอยู่ในป่าด้วยกันล่ะก็จะไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกเลย”

    คำบอกเล่าของไอริสทำให้ราเมียร์มีสีหน้าที่ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

    “อะไรกันคะ ชั้นก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง” ไอริสหัวเราะร่า “ที่นี่คงไม่ใช่ป่าวงกตหรอกค่ะ ขนาดนั่งเรือเหาะที่เร็วที่สุดจากลูมินัสต้าไปโนมฟอเรสยังต้องใช้เวลาตั้งสามวัน แต่นี่เราเพิ่งจะผ่านไปคืนเดียวจะมาอยู่ในป่าวงกตได้ไงกันคะ”

    “มันก็ไม่แน่หรอกนะ ถ้าผลึกนั่นมีพลังเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ล่ะก็... ระยะทางก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย”

    “นั่นสินะ... หืมม์?” เด็กสาวเอียงคอสงสัย เมื่อจู่ ๆ ราเมียร์ก็ยกมือขึ้นมาบังปากเธอไว้เป็นทำนองว่าให้เธอเงียบเสียง ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังพุ่มไม้เบื้องหน้าที่มีการเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติเล็กน้อย

    “ชั้นจะไปดูลาดเลาซักหน่อย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นล่ะก็วิ่งหนึไปได้เลยนะ” พูดจบเขาก็ย่องเข้าไปหาพุ่มไม้นั้นเงียบ ๆ โดยไม่ลืมที่จะฉวยกิ่งไม้แห้งบนพื้นติดมือไปด้วย

    เมื่อราเมียร์ไปถึงพุ่มไม้ ภาพที่ปรากฏต่อสายตานั้นก็ทำให้เขาอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “ว้าว!”

    สิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่หลังพุ่มไม้แม้จะมีลักษณะทางกายภาพคล้ายกับมนุษย์แต่องค์ประกอบนั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว ด้วยร่างกายอันใหญ่โตร่วมสามเมตรที่ประกอบขึ้นมาจากเหล็กกล้า แขนขวาติดตั้งวัตถุทรงกระบอกยาวราวกับลำกล้องของปืนใหญ่ ส่วนแขนซ้ายติดตั้งแผ่นโลหะสี่เหลี่ยมแบนลักษณะคล้ายโล่ ดวงไฟสีแดงสองดวงที่ดูราวกับดวงตาของปีศาจร้ายกำลังสอดส่ายไปมาราวกับว่ามันกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่

    “เกิดอะไรขึ้นคะ?” ไอริสย่องเข้ามาถามราเมียร์จากด้านหลังเมื่อเห็นท่าทีของราเมียร์ที่เปลี่ยนไป แต่แทนที่จะได้รับคำตอบจากปากของเด็กหนุ่ม เขากลับทำเพียงแค่ชี้นิ้วออกไปด้านหน้าเท่านั้น

    “นี่มัน... หุ่นยนต์!” ไอริสอุทานออกมาทันทีที่มองเห็น “ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็เมื่อสี่ร้อยปีก่อนได้มีการร่างกฎหมายยกเลิกการผลิตหุ่นยนต์ขึ้นมาแล้วนี่นา แล้วทำไม...”

    “บางทีเจ้านี่อาจเป็นของพวกนักสะสมของเก่าทำหลุดมาก็ได้” ราเมียร์พูดเองเออเองเสร็จสรรพ ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปหาหุ่นยนต์ตัวนั้น “ชั้นจะลองเข้าไปคุยกับมันดูซักหน่อย ถ้ามันมีระบบนำร่องมันอาจจะนำทางเราออกไปจากป่านี้ได้ก็ได้”

    “ระวังตัวด้วยนะคะ” ไอริสสำทับไล่หลัง

    “เฮ้! เจ้าหุ่น” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มตะโกนเรียกแต่หุ่นยนต์ตัวนั้นกลับไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบ ราเมียร์จึงเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมแล้วตะโกนเรียกอีกครั้ง

    “เฮ้! เจ้าหุ่น”

    ดูเหมือนว่าเสียงเรียกครั้งนี้จะได้ผล เมื่อดวงไฟสีแดงที่กำลังสอดส่ายอย่างไร้เป้าหมายนั้นถูกเลื่อนมามองบริเวณที่ทั้งสองคนยืนอยู่ ในขณะที่ปืนใหญ่ในมือขวาก็ถูกยกขึ้นมาประทับเล็งที่เป้าหมายเดียวกัน

    TARGET NAME: UNKNOWN (ชื่อเป้าหมาย: ไม่ทราบแน่ชัด)
    STATUS: CIVILIAN (สถานภาพ: พลเรือน)
    SEX: MALE (เพศ: ชาย)
    MAGIC POWER: 7,000 (พลังเวทมนตร์: 7,000)
    THREAT: 7% (ระดับภัยคุกคาม: 7%)

    TARGET NAME: UNKNOWN (ชื่อเป้าหมาย: ไม่ทราบแน่ชัด)
    STATUS: CIVILIAN (สถานภาพ: พลเรือน)
    SEX: FEMALE (เพศ: หญิง)
    MAGIC POWER: 10,000 (พลังเวทมนตร์: 10,000)
    THREAT: 10% (ระดับภัยคุกคาม: 10%)


    ทันทีที่ดวงตาอิเลคทรอนิกส์วิเคราะห์เสร็จ ปืนใหญ่ในมือขวาก็ถูกขึ้นรังเพลิงโดยอัตโนมัติ เพียงเท่านี้ราเมียร์ก็รับรู้ด้วยสัญชาตญาณแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

    “ไอริส เผ่น!” เขาตะโกนสั่งเด็กสาวในขณะที่ตัวเองนั้นกระโจนหลบไปอีกทาง

    ลำกล้องปืนใหญ่ของปีศาจในคราบหุ่นยนต์เปล่งแสงสีเหลืองขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มันจะยิงกระสุนที่มีลักษณะเป็นลูกบอลที่สร้างขึ้นจากลมหมุนออกมา แม้จะดูไม่มีพิษภัยแต่ทันทีที่ลูกบอลนั้นสัมผัสกับต้นไม้บริเวณที่เด็กหนุ่มเคยยืนอยู่ เนื้อไม้ที่เคยแข็งแกร่งก็ถึงกับฉีกดังเปรี๊ยะหักโค่นลงในทันที

    “เวรแล้วไง!” ราเมียร์สบถออกมาเมื่อเห็นอานุภาพการทำลายล้างของปืนใหญ่นั้น “ไอริส มัวทำอะไรอยู่ หนีไปเร็ว!”

    ดูเหมือนว่าเสียงตะโกนของราเมียร์จะไปไม่ถึงไอริสเสียแล้ว เมื่อความกลัวบดบังประสาทการรับรู้ของเด็กสาวไปจนหมดสิ้น เธอค่อย ๆ ทรุดตัวลงไปนั่งอยู่กับพื้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาเป็นสาย ในขณะเดียวกับเจ้าหุ่นยนต์ที่พลาดเป้าหมายแรกไป มันจึงเล็งปากกระบอกปืนมายังเป้าหมายที่สองที่ยังคงนั่งกองอยู่กับพื้น

    “ฮึ่ม!”

    เด็กหนุ่มตัดสินใจกระโจนเข้ามากั้นกลางระหว่างเด็กสาวกับปีศาจร้ายพร้อม ๆ กับกระสุนนัดที่สองที่ถูกยิงออกมา ส่งผลให้กระสุนนัดนั้นกระแทกกับหน้าอกของราเมียร์อย่างจังจนร่างของเขาลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลัง ก่อนที่จะไถครูดลงมานอนกองอยู่กับพื้น

    “แค่ก...” ราเมียร์สำลักลิ่มเลือดออกมาก่อนที่จะสลบไป ไอริสที่ได้สติหลังจากที่เด็กหนุ่มเข้ามาขวางจึงวิ่งเข้ามาประคองร่างอันยับเยินของเขาเอาไว้

    “ร.. ราเมียร์!”

    ไอริสละล่ำละลักพูดน้ำตานองหน้า ในขณะที่ปีศาจในคราบหุ่นยนต์ประทับปืนเล็งเป้าหมายอีกครั้งเพื่อที่จะปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่ปล่อยให้เด็กสาวได้มีโอกาสร้องขอชีวิตเลยซักครั้ง

    ชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง กระสุนลมหมุนที่กำลังจะสัมผัสเป้าหมายก็ถูกคมหอกไม่ทราบที่มาพุ่งเข้ามาปัดกระสุนนัดนั้นสะท้อนกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม ส่งผลให้โล่ของหุ่นยนต์ตัวนั้นกระเด็นหลุดจากมือไปในทันที

    ร่างของชายหนุ่มผู้สวมเสื้อโค้ทที่ทอจากผ้าป่านสีขาวสะอาดตาก้าวออกมายืนบังคนทั้งสองเอาไว้ เส้นผมยาวสีน้ำตาลทองที่เคยมัดไว้ด้านหลังในยามนี้กลับปลิวไสวสง่างามราวกับแผงคอของพญาราชสีห์ ดวงตาคมกริบสีน้ำเงินไพลินฉายแววเฉยชาให้กับอริร้ายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

    แม้ว่าโล่จะหลุดมือไปแล้วแต่นั่นก็ไม่ทำให้หุ่นยนต์ปีศาจหยุดการกระทำอันโฉดเขลาลงแม้แต่น้อย มันประทับปืนเล็งอีกครั้งก่อนที่จะระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ชายหนุ่มวาดมือซ้ายขึ้นไปด้านหน้าอย่างไม่ยี่หระพร้อมกับพึมพำเบา ๆ

    “14th Defense type, six flag shield (เวทพิทักษ์ที่ 14, โล่ภูษาหกแฉก)”

    ตลอดเส้นทางที่มือข้างนั้นวาดไปบนอากาศปรากฏผืนผ้าขนาดใหญ่สีเงินกางออกเป็นรูปดาวหกแฉก ทำหน้าที่กั้นกลางระหว่างชายคนนั้นกับคมกระสุนของปีศาจร้าย แม้กระสุนลมหมุนจะรุนแรงและต่อเนื่องสักเพียงใดก็มิอาจทะลุผ่านผืนผ้าบาง ๆ สีเงินนี้ไปได้แม้แต่น้อย

    จนในที่สุด กระสุนที่ยิงกระหน่ำก็หยุดลง แม้จะเป็นการหยุดแค่เสี้ยววินาทีแต่ชายหนุ่มก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาตลบชายผ้าออกไปให้พ้นคลองสายตา หอกที่ปักอยู่กับพื้นถูกยกขึ้นมากระชับในระดับหัวไหล่ก่อนที่จะออกแรงพุ่งมันออกไปยังเป้าหมายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

    ฉึก!!

    หอกสีเงินอันคมกริบปักทะลุหน้าอกของหุ่นยนต์ตัวนั้นอย่างแม่นยำราวจับวาง ดวงตาสีแดงฉานค่อย ๆ มอดลงก่อนที่จะดับไปพร้อม ๆ กับร่างของปีศาจร้ายที่หงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดังสนั่น ไม่มีวันได้ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์อีกเป็นครั้งที่สอง

    “คุณคะ...” ไอริสลองเรียกชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่“ช่วยเพื่อนหนู... ด้วยนะคะ”

    ชายหนุ่มหันหลังกลับมาตามเสียงเรียกของไอริส ก่อนที่จะคุกเข่าลงพร้อมกับยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

    “ไม่ต้องห่วง” พูดจบเขาก็เอามือขวาทาบลงบนรอยช้ำบริเวณหน้าอกของราเมียร์ “ข้าไม่ปล่อยให้สุภาพบุรุษที่ปกป้องหญิงสาวด้วยชีวิต ต้องตายเปล่าหรอก”

    “กระดูกซี่โครงหัก อวัยวะภายในบอบช้ำหลายแห่ง” ชายหนุ่มวิเคราะห์อาการบาดเจ็บจากภายนอก “โชคดีที่ข้าพอจะเป็นเวทมนตร์ธาตุแสงอยู่บ้าง บาดแผลแค่นี้รักษาได้อยู่แล้วล่ะ”

    พูดจบเขาก็รวบรวมอณูแสงสีขาวมาไว้ในอุ้งมือของตัวเองก่อนที่จะปล่อยให้มันแทรกซึมผ่านเข้าไปร่างกายของราเมียร์จนหมด ไม่นานรอยฟกช้ำเหล่านั้นก็จางหายไปราวกับว่าไม่เคยมีบาดแผลใด ๆ เกิดขึ้นมาก่อน

    “ว้าว!” ไอริสตะลึงกับสิ่งมหัศจรรย์ที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน “ขอบคุณมากค่ะ เอ่อ คุณ...”

    “ขอโทษที่แนะนำตัวช้าไปหน่อย” ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อยก่อนที่จะแนะนำตัวให้อีกฝ่ายรู้จัก

    “ข้า วาฮัน อิซาก้า อัศวินระดับหนึ่งแห่งอุนดิเนเซีย ยินดีที่ได้รู้จักนะแม่หญิง”


    ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

    Special Thanks
    - Vahan Yzaga [Evan Ψzac £ เดอะ ริปเปอร์]

Share This Page