[G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*จบตอนแล้วจ้ะ 26/10/08*)

กระทู้จากหมวด 'Fiction' โดย kumi, 4 ธันวาคม 2007.

  1. Magoichi7

    Magoichi7 Chemistry }{Resurrection

    EXP:
    393
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    16
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพหลังจาก 6 เดือน 02/07/08*)

    ขออภัยนะครับ ที่มาใหม่ข้ามมาอ่านตอนที่ 14 แต่พอลองอ่านสื่อถึงอารมณ์ได้ชัดเจนมากครับ โปรจริงๆ จะลองศึกษาและติดตามต่อนะครับ
  2. shinichihaibara

    shinichihaibara New Member

    EXP:
    4
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพหลังจาก 6 เดือน 02/07/08*)

    เมื่อไหร่ อัสกะคางะ จะเริ่ม ลงล็อคคู่กันน้า

    รีบอัพนะคะ จะรอติดตามนะคะ สู้ๆ

    สนุกมากมาย
  3. kumi

    kumi Active Member

    EXP:
    805
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    36
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพหลังจาก 6 เดือน 02/07/08*)

    ตอนจบจ้า!!!!! มันมาลงแล้ว TT[]TT,, ปิดเทอมแล้วฮะ ถึงจะแค่สองอาทิตย์ก็ตาม ข้อสอบเน่ามาก ก๊ากกกกกกกก วันก่อนสอบยังเคลียร์ CC แบบไม่ลืมหูลืมตา เฮียแซคทำเอาเพ้อไปชั่วข้ามคืน

    ข้อสอบก็ดันไม่มีถามซะด้วยว่าเฮียแกตายยังไง = ="

    เสียชีวิตกันเลยทีเดียว.........

    Potion ก็คงเอาไม่อยู่แล้วล่ะ่ (ก๊ากกกกกกก)

    ภาษาตะกุกตะกักไปหน่อย แต่ก็เอามาลงแล้ว

    หวานซะ - -

    มีหวานกว่านี้อีก แต่รอไปขัดกลาฝีมือก่อน ตอนนี้แปลออกมาดูแปลกๆ ยังไงไม่รู้

    ปิดเทอมจะอ่านนิยายให้มากขึ้น เรียกความสามารถกลับมา เอิ๊ก

    ติชมกันตามสบายจ้า ^_____________^,,

    [action]ใครสังเกตมั้ย...ภาษาชาวบ้านขึ้นเรื่อยๆ[/action]

    [action]ทักษะหายไปแล้ว ก๊ากกกกก[/action]

    + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +



    “ค...คิระ...” น้ำเสียงหวานสั่นเครือ ใบหน้าของคนที่เคยมีรอยยิ้มเสมอบัดนี้เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ดวงเนตรคู่สวยแดงก่ำ สะท้อนความเจ็บปวดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ได้อย่างดี หญิงสาวยึดร่างสมส่วนของคนข้างกายที่กำลังใช้มือใหญ่โอบแขนเธอเบาๆ อย่างปลอบโยนเป็นที่พึ่ง เพราะยามนี้...ร่างกายเธอดูหนักเกินกว่าจะยืนไหว


    “ลักซ์ ...ใจเย็นๆ ก่อนสิ” แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่เจ้าตัวกลับพบว่าการบังคับน้ำตาให้หยุดไหลนั้นช่างเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน


    “พวกเราทำร้ายเขานะคะ คิระ...ฉัน...ฉันยกโทษให้ตัวเองไม่ได้หรอก!” ลักซ์กรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะทรุดตัวร้องไห้อีกครั้ง ภาพที่บุรุษอีกคนได้แต่หลุบตาหนี


    เขาไม่เคยต้องการให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้เลย...เขาไม่อยากจะทำร้ายใครทั้งนั้น!


    เขาก็แค่...อยากจะมีความสุขกับลักซ์...คนที่เขารักก็เท่านั้นเอง...


    แล้วทำไมทุกอย่างถึงต้องประเดประดังมาพร้อมกันแบบนี้ด้วย!?


    ตอนนี้อัสรันคงเกลียดเขามาก...จากท่าทางเมื่อครู่ คิระรู้สึกราวกับว่ามิตรภาพที่มีมายาวนานนั้นได้พังทลายลงเสียแล้ว...จากช่วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา...ทั้งที่อุตส่าห์รอดชีวิตจากสงคราม...ทั้งที่อุตส่าห์เสียสละไปมากมายถึงขนาดนั้น...


    มิตรภาพของเราจะมาถึงจุดสิ้นสุด ณ วันนี้จริงๆ หรือ...?


    เขาไม่อยากให้มันจบแบบนี้เลย...ไม่อยากเลยจริงๆ...


    “คิระ...ฉันให้อภัยตัวเองไม่ได้..ฉัน...ฉันช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน...!”


    “ลักซ์ มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก...แต่เป็น...ผมเอง” คิระเอ่ยเสียงเครียด “ถ้าผมไม่รบเร้าคุณละก็...เรื่องมันคงไม่ต้องลงเอยแบบนี้ ทั้งหมด...เป็นความผิดของผมเอง...” ชายหนุ่มเอ่ยสรุปด้วยสีหน้าสลด แม้ส่วนลึกในใจจะไม่รู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปเลยก็ตาม


    “ฉันเองก็ไม่ได้ขัดขืนคุณนี่คะ คิระ...ฉัน...เป็นคนผิดเองค่ะ”


    “แต่ว่า-”


    “มันก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ พอใจรึยังฟะ!?” น้ำเสียงหงุดหงิดที่ดังทะลุกลางปล้องเรียกสายตาสองคู่ให้หันกลับไปมอง ปรากฏร่างของอิซาค จูล ชายหนุ่มผิวขาวจัดเจ้าของเรือนผมสีเงินกำลังยืนกอดอกพิงเสาโรมันในสวนต้นหนึ่งพร้อมส่งสายตาเย็นชามาให้ ส่วนเพื่อนซี้เป็นเงาตามตัวอย่างดีอัคก้า เอลท์แมนที่ยืนอยู่ถัดออกไปไม่ไกลนักกำลังส่ายหน้าไปมาด้วยความระอาใจสุดขีด


    “อีซาค ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้ววะ ว่าอย่าไปรบกวนชาวบ้านเขา” เสียงบ่นพึมพำเป็นของชายผิวหมึกคนสนิทขณะที่เจ้าตัวกำลังส่งสายตาขอโทษขอโพยมาที่หนุ่มสาวตรงหน้า


    “โทษทีๆ พอดีไอ้หมอนี่มันกินยาเบื่อหนูเข้าไป อารมณ์มันเลยบูดไปหน่อยน่ะ” คำอธิบายที่คนกินยาเบื่อหันกลับไปแว๊ดใส่แทบไม่ทัน


    “ไอ้คุณเอลท์แมน กรุณาอย่าพูดแทรก...โดยเฉพาะเวลาที่ฉันอารมณ์เสีย” เมื่อคนยศสูงกว่าออกคำสั่ง ผู้น้อยก็ได้แต่ยกมือหรายอมแพ้
    “ก็ได้...ก็ได้” ดีอัคก้ากล่าวรับคำอย่างอ่อนใจ ก่อนหันไปอธิบายให้ลักซ์และคิระฟังต่อ


    “อย่าใส่ใจเจ้าอีซาคมันเลย หมอนี่กำลังอารมณ์เสียเพราะอัสรันมันหายหัวไปไหนก็ไม่รู้อีกแล้วน่ะ” เหตุผลที่ทำให้คนฟังหลบตาวูบ นัยน์ตาสีฟ้าใสเริ่มเอิ่อคลอไปด้วยน้ำตาอีกระลอก ทำเอาคนพูดผิดหูถึงกับตาเหลือกรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน


    “อ่า...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะโทษอะไรใครสักหน่อยนะ...!”


    “แต่ฉันกำลังโทษว่าเป็นความผิดแกอยู่เว้ย!” โคออดิเนเตอร์ผมเงินสวนกลับฉับทำเอาคนโดนกล่าวหานึกอยากสวนหมัดใส่เจ้านายตรงหน้าตงิดๆ ถ้าไม่ติดว่ามีใครบางคนชิงตัดหน้าเสียก่อน...


    โป๊ก!


    “อย่าโทษคนอื่นในเรื่องที่เขาไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นสิ” เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นทำเอาพ่อคุณถึงกับชะงักค้างไปชั่วครู่เมื่อเห็นร่างเล็กอันคุ้นตาปรากฏอยู่เบื้องหลังอีซาค หญิงสาวบอบบางเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลคาราเมล...มิริอัลเรีย ฮาวล์...เลขาฯของเขา!!


    “มิลลี่! เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย!?” ดีอัคก้าร้องเสียงหลง เรียกนัยน์ตากลมโตตวัดขึ้นมาสบชั่วครู่ สาวน้อยร่างเล็กยังดูกรุ่นกับท่าทางเมื่อครู่ของท่านผู้บังคับบัญชาไม่หยอก แต่เธอก็กล่าวตอบกลับอย่างสุภาพ


    “ดิฉันต้องขออภัยด้วยค่ะ คุณอลท์แมนที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ดิฉันแค่ออกมาตามหาใครบางคนก็เท่านั้นเอง” คำตอบที่ชายหนุ่มได้แต่หรี่ตา


    “ใครบางคน...?”


    “นี่! ยัยเนเชอรัลงี่เง่า!” เสียงเอ็ดตะโรโวยวายของคนอีซาคดังขึ้นในฉับพลัน นัยน์ตาสีฟ้าเย็นชาจ้องใบหน้าหวานอย่างเอาเรื่อง “เธอคิดว่าเมื่อกี้เธอเขกหัวใครไปไม่ทราบ? ต้องให้ฉันเตือนความจำเธอมั้ยว่า-”


    “คุณคือผู้บัญชาการอีซาค จูล เรื่องนั้นดิฉันทราบดีค่ะ” มิริอัลเรียกล่าวตอบเรียบๆ โดยไม่คิดจะหลบสายตาคนขู่เลยสักนิด ทำเอาคนเป็นเจ้านายอดจะประทับใจนิดๆ ไม่ได้กับความกล้าของเจ้าหล่อน ส่วนสองคนที่เหลือนั่น...ถูกกันออกจากวงสนทนาไปเรียบร้อยแล้ว...


    “ถึงแม้ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถโทษคนอื่นได้ตามใจชอบนะคะ” น้ำเสียงหวานยังว่าต่อฉอดๆ ก่อนจะหันไประบายรอยยิ้มให้กับคู่หญิงชายโคออดิเนเตอร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก


    “แล้วมีใครเห็นคางาริบ้างมั้ยคะ”


    “ทำไม?” คำถามชวนโมโหดังมาจากคนอารมณ์บูดคนเดิมที่ดูเหมือนว่า ‘ขอแค่ได้ให้ถามก็พอใจ’


    “ฉันถูกเพื่อนเธอขอร้องให้มาดูน่ะค่ะ”


    “คุณคางาริ..อยู่ที่นี่เมื่อครู่นี้นี่คะ” เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงเอ่ยตอบเบาๆ แล้วนัยน์ตาสีฟ้าก็พลันเบิกกว้าง “จริงด้วย...ตอนนี้เธออยู่กับอัสรัน...!”


    + + + + + + +


    เธอยังอยากจะเชื่อว่ามันเป็นแค่ความฝัน...เธอแค่ฝันร้าย


    หรือไม่ก็เป็นละครตบตาที่ตอนจบจะมีใครสักคนวิ่งออกมาแล้วตะโกนเสียงดังว่า ‘สุขสันต์วันโกหก!’ แม้เธอเองจะรู้ดีว่าวันนั้นยังห่างไกลอีกหลายเดือนนัก


    หญิงสาวได้แต่ทอดถอนใจ ความคิดและภาพที่เห็นทุกอย่างหมุนวนตีกันมั่วไปหมด คางาริรู้สึกปวดหนึบแปลกๆ ในใจ แล้วจู่ๆ ร่างกายก็พลันหนักอึ้ง เรี่ยวแรงที่เคยมีมากมายกลับมลายหายไปเสียเฉยๆ ณ เวลานั้น เธอทำตัวไม่ถูกจริงๆ ราวกลับถูกสูบพลังชีวิตออกไป...โดยไม่มีสิทธิ์ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย...


    คางาริไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายอมให้ซาล่าลากตัวเธอออกมาได้ยังไง แต่ก็รู้สึกดีใจไม่น้อยที่หมอนั่นเลือกพาเธอออกมาขับรถตะลอนๆ อย่างไม่มีจุดหมายอย่างนี้มากกว่าทิ้งเธอให้ยืนแข็งอย่างคนทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น


    พอรู้สึกตัวอีกที ร่างบอบบางก็อยู่บนรถสปอร์ตสีแดงสดคันเดิมอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งกวาดตามองแสงดาวพราวระยับใต้ผืนฟ้าของ Aprillius One อย่างเหม่อลอย ..ตั้งแต่ออกมาจากงานเลี้ยง ไม่มีคำพูดใดเล็ดรอดจากปากคนทั้งคู่ มีเพียงแต่ความเงียบชวนอึดอัดใจที่รายล้อมอยู่โดยรอบเท่านั้น


    คางาริตวัดสายตาไปยังภาพสะท้องในกระจกเห็นดวงตาคู่สวยขึงเครียดขณะจับจ้องถนนเบื้องหน้า


    บางครั้งชายหนุ่มก็ลืมตัวขยำพวงมาลัยแน่นเพื่อข่มน้ำตาไม่ให้ไหล เธอเข้าใจความรู้สึกนี้ดี...ความรู้สึกท้อแท้ของคนที่กำลังสับสน ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนดี...จากประสบการณ์ที่เธอมี คนที่ขาดสติแบบนี้ไม่ควรที่จะขับรถ...บางทีเขาอาจนึกคิดสั้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้...


    ทว่าหญิงสาวกลับไม่ใส่ใจ ร่างบางยังคงนิ่งแม้คนข้างๆ จะเร่งเครื่องปาดรถยนต์คันสวยตรงหน้าด้วยความเร็วน่าวิตก ไม่รู้สึกกังวลแม้ยามนี้รถที่เธอนั่งกำลังพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วเกือบสูงสุด! ไม่แม้แต่จะรู้สึกกลัวทั้งที่เมื่อครู่เธอเกือบจะโดนรถสิบล้อที่สวนมาเบียดตกข้างทาง!


    บุรุษข้างกายยังคงขับรถต่อ ไปยังเส้นทางที่ไม่รู้จัก ไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงไฟจากตัวเมืองค่อยๆ ลับหายไป จนในที่สุด...ก็พบกับทิวทัศน์ทะเลที่สวยงาม


    ตอนนั้นเองที่คนขับเกิดหยุดรถเสียเฉยๆ เป็นการเบรกรุนแรงชนิดที่ถ้าเธอไม่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ละก็คงปลิวทะลุกระจกรถลงไปกองหน้าบ้านพักริมชายหาดตรงหน้าแล้วเรียบร้อย บังกะโลเล็กๆ ถูกทาด้วยสีขาวตลอดทั้งหลังตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนทรายกลับเปล่งประกายประหลาดล้อแสงจันทร์ยามค่ำคืน


    อัสรันดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงจากรถออกไปโดยไม่พูดจาอะไรสักคำ...ไม่แม้แต่จะตวัดสายตามามองที่เธอ ร่างสูงสาวเท้าฉับๆ ไปที่ท้ายรถพร้อมกล่องอะไรบางอย่างในมือ ก่อนจะหายวับไปกับความมืดยามราตรี


    สาวน้อยผมทองกวาดตามองโดยรอบ พยายามเพ่งมองหาคนงี่เง่าที่ทิ้งเธอไว้เท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนสุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ ร่างบอบบางเอนตัวลงบนเบาะหนังเนื้อนุ่มอย่างอ่อนใจ พลางใจมือนวดขมับตัวเองไปมาอย่างเหนื่อยล้า


    ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าที่จะคิดอะไรทั้งนั้น มีเรื่องให้คิดเยอะเกินไปจนสมองเธอเริ่มรับไม่ไหว แต่สมองกลับเลือกที่จะลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดใหม่อีกครั้งแทน


    คิระกับลักซ์...รักกันอย่างนั้นเหรอ...?


    เป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาเฉยๆ คางาริพยุงตัวขึ้นนั่งกอดเข่า ใบหน้าหวานก้มต่ำลงพยายามกลั้นน้ำใสๆ ที่กำลังเอ่อล้นขอบตา...มันเจ็บปวดเกินไป ภาพนั้นสร้างความทรมานใจทุกครั้งที่นึกถึง


    วินาทีนั้นเจ้าหญิงแห่งออร์บที่เคยเข้มแข็งอยู่เสมอนึกอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเหลือเกิน เธออยากจะบรรเทาความเจ็บปวดนี้ลงบ้าง เธออยากมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้าง โอบกอดเธอไว้แล้วคอบปลอบเธอว่าไม่เป็นไร แต่ยามนี้กลับเหลือเพียงตัวคนเดียวบนรถยนต์สีแดง เสียงสะอื้นเบาๆ พร้อมกับเสียงคลื่นซัดสาดที่ดังขึ้นมาเป็นระลอก


    คิระมีความหมายสำหรับเธอมาก การมีเขาอยู่ข้างๆ ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ แค่รอยยิ้มของคนๆ นั้นก็ทำให้เธอคลายกังวล ราวกับว่าคิระเป็นโคออดิเนเตอร์เพียงคนเดียวที่จริงใจกับเธอ คนเดียวที่เธอมีความสุขที่ครั้งที่อยู่ด้วย คนเดียวที่เธอเชื่อใจ


    และเป็นคนเดียว...ที่เธอมีความรู้สึกดีๆ ให้...


    แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่คางาริรู้ตัวดีว่าเธอชอบคิระมาก...มากกว่าการหลงปลื้มเพื่อนร่วมรุ่นอย่างที่เด็กมัธยมทั่วไปรู้สึกกัน


    แต่คิระรักลักซ์...เหตุการณ์ในตอนนั้นพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์


    ก่อนที่เธอจะปล่อยโฮออกมาอีกรอบ ท่วงทำนองเศร้าๆ ก็ดังลอยให้ได้ยิน


    ...เสียงขับขานของเครื่องสายชนิดนึงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน...


    ไวโอลิน...


    + + + + + + +


    “เธออยู่กับอัสรันเนี่ยนะ?” ดีอัคก้าทวนคำเสียงดัง แล้วถอนใจหนักหน่วง “หวังว่ายัยนั่นคงยังอยู่ครบชิ้นนะ”


    “ทำไมล่ะ?” มิริอัลเรียเอ่ยถามด้วยความงงงวย “ท่านประธานอารมณ์ไม่ดีเหรอคะ?”


    ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ “แย่กว่านั้นอีก” คำอธิบายที่หญิงสาวเลิกคิ้ว


    “ตอนนี้อัสรันมันโกรธแทบคลั่ง หมอนั่นกำลังอกหัก ป่านนี้สติสตังคงแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เธอคิดว่าเจ้านั่นจะพาเพื่อนรักเธอลงเหวไปไหนมั่งล่ะ...ทัวร์กินข้าวเย็นในนรกเรอะ!?” อีซาคตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด ก่อนจะเชิดหน้าใส่อย่างภูมิใจเล็กน้อยกับชัยชนะ(งี่เง่า)ที่ได้รับ


    “แล้วกัน! เราต้องรีบหาตัวพวกเขากันเดี๋ยวนี้เลย!” ใบหน้าหวานแสดงอาการตระหนกในทันที ระหว่างที่กำลังสับสนทำอะไรไม่ถูก มือใหญ่ๆ ก็ตบลงบนบ่าเบาๆ ทำให้มิลลี่คลายกังวลลงไปได้บ้าง


    “ใจเย็นๆ น่า” ดีอัคก้าปลอบ “เจ้าอีซาคมันก็พูดเกินไป” พูดพลางส่งสายตาตำหนิไปยังเจ้าเพื่อนหัวเงินปากเสียที่ได้แต่สะบัดหน้าเฮอะไปอีกทาง “จะหาตัวอัสรันก็เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทรนั่นแหละ ถ้าหากเจ้านั่นเลือกที่จะไป...ไม่ว่าใครก็ตามไม่เจอหรอก...”


    “ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำได้แค่นั่งรออยู่แบบนี้เหรอคะ!?” เลขาฯ สาวโต้กลับทันที “ใจคอคุณคิดจะทิ้งเพื่อนฉันให้อยู่กับคนสติแตกรึไง!?”


    “มิลลี่ ผมว่าดีอัคก้าพูดถูกนะ” คิระเอ่ยสมทบ


    “แต่..! คิระ!” มิลลี่พยายามจะเอ่ยแย้ง ทว่าชายอีกคนกลับยืนยันคำเดิม...หนักแน่น


    “คางาริต้องไม่เป็นไรแน่...เชื่อใจอัสรันสิ”


    + + + + + + +


    ไวโอลิน...


    วูบ!


    ร่างบอบบางสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ ประภาคารขนาดใหญ่เบื้องหลังก็เปิดไฟสว่างพรึ่บ! ลำแสงสีทองสาดส่องไปทั่วหาดทรายสีขาว จนปรากฏให้เห็นร่างเลือนๆ ของคนๆ หนึ่งทรุดตัวนั่งอยู่กลางชายหาด


    ถึงนั่งอยู่ที่นี่ทั้งคืนก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก คิดได้เช่นนั้น หญิงสาวก็ตัดสินใจลงจากรถและเดินเข้าไปหาใครคนนั้น


    อากาศยามค่ำคืนช่างเหน็บหนาว สายลมเย็นยะเยือกพัดกระทบใบหน้าขาวเนียนเรียกเสียงสบถอย่างไม่ชอบใจ คางาริโอบร่างตัวเองโว้ด้วยหวังว่าจะคลายความหนาวได้บ้าง พลางนึกโทษตัวเองในใจว่าน่าจะคว้าเสื้อโค้ทมาด้วยตั้งแต่แรก


    โง่ชะมัด...ใครใช้ให้ใส่เสื้อแขนกุดมาเดินริมทะเลนะ


    ความคิดชวนสมเพศเรียกน้ำใสๆ เริ่มไหลริมอาบแก้มนวลอีกคราทำให้ลมบกที่พัดมาดูหนาวเหน็บเป็นเท่าทวี ร่างบางพยายามก้าวเดินบนผืนทรายอย่างยากลำบากเพราะรองเท้าส้นสูงที่ใส่อยู่จมลงบนชายหาดยวบยาบ


    เอาเข้าไป จะเดินจะเหินก็ไม่ถนัดเลยว้อย! เธอสบถในใจอย่างหงุดหงิด ก่อนก้มตัวถอดรองเท้าสีทองสุดหรูและเขวี้ยงมันออกไปให้ไกลสายตา น่าแปลก...ที่การปล่อยให้เท้าเปล่าเปลือยสัมผัสผืนทรายเย็นเยียบกลับให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาด ยิ่งสาวน้อยผมทองเดินเข้าไปใกล้เป้าหมายเท่าไหร่ เสียงเพลงนั้นยิ่งดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ


    สุดท้าย..เธอก็มาถึงจุดหมาย


    เรือนผมสีน้ำเงินเข้มและเสื้อนอกสีดำสนิทก็เพียงพอให้หญิงสาวนึกออกแล้วว่าบุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเธอคือใคร อัสรัน ซาล่า...เขานั่นเองที่เป็นคนเล่นไวโอลิน


    ชายหนุ่มหยุดเพลงทันทีเมื่อรู้สึกได้ถึงการมาของเธอ ทว่านัยน์ตาสีเขียวกลับไม่ตวัดมาสบเลยสักนิด มือใหญ่ค่อยๆ บรรจงวางไวโอลินไม้ลงข้างตัวอย่างทะนุถนอม ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างทั้งสองนอกจากเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ดังมาเป็นระลอก


    “นี่...” เป็นหญิงสาวผมทองที่เริ่มเอ่ยก่อน คางาริสาวเท้าไปใกล้อย่างระแวดระวัง ก่อนหน้านั้น...เธอรู้สึกกลัวจริงๆ ว่าคนบ้าๆ อย่างหมอนี่อาจจะนึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา แต่ยามนี้กลับรู้ว่าเธอคิดผิดถนัด บุรุษตรงหน้านั้นเข้มแข็งและมีเหตุผลเกินกว่าที่จะทำอะไรบ้าบิ่นแบบนั้น


    ใบหน้าคมคายค่อยๆ เงยขึ้นสบดวงตาน้ำผึ้งสีหวาน คางาริรู้สึกทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกทุกข์ใจ ผิดหวัง หม่นหมองที่ถูกส่งผ่านทางดวงตาสีมรกตคู่นั้น...ไม่ปรากฏรอยคุ้นเคยเหมือนอย่างเดิม ราวกับเธอไม่เคยรู้จักคนๆ นี้มาก่อน...อัสรัน ซาล่าคนใจร้าย ไร้ความรู้สึก อัจฉริยะแห่ง ZAFT คนนั้นหายไปไหน…?


    ฉับพลันหญิงสาวก็รู้สึกถึงแรงบีบที่ข้อมือ ก่อนร่างสูงจะดึงร่างเล็กให้ทรุดตัวนั่งเคียงข้าง พลางเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาดูอ่อนแรงกว่าที่เคย


    “ขอร้องล่ะ...แค่ตอนนี้ก็ได้...ช่วย...อยู่กับฉันหน่อยได้มั้ย”


    + + + + + + +


    “ทำไมทุกคนที่ฉันรักถึงต้องทิ้งฉันไป”


    เสียงแหบพร่าดังขึ้นเรียบๆ จากชายหนุ่มร่างสูงผู้มีศักดิ์เป็นถึงประธานสภา ขณะนั่งจ้องมองหมู่เกลียวคลื่นใหญ่น้อยที่ถูกหอบหิ้วมาสาดซัดผืนทรายระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่นหลังใหญ่เอนชนคนตัวเล็กกว่าที่ยอมนั่งเงียบๆ ให้พิงแต่โดยดี ฝ่ามือกร้านยังคงกุมข้อมือบางนิ่งอย่างไม่คิดจะปล่อย


    น่าแปลกใจเหมือนกันที่หญิงสาวข้างตัวไม่โวยวายแม้แต่น้อย แถมยังนั่งฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างตั้งใจอีกต่างหาก


    “คนแรกก็ท่านแม่” น้ำเสียงห้าวเอ่ยต่อ รอยยิ้มบางแต่งแต้มใบหน้าเกลี้ยงเกลาเล็กน้อยเมื่อความทรงจำในวัยเยาว์ผุดพรายขึ้นมาในห้วงคิด


    “เธอรู้มั้ยว่าฉันรักแม่ของฉันมากแค่ไหน? เธอ...เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง...ทั้งสวย ใจดี น่ารักและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเสมอ…” คำกล่าวขาดห้วงไป ก่อนน้ำเสียงขื่นขมจะดังขึ้นมาแทนที่ “แต่เธอก็ตาย...เพราะพวกเนเชอรัล...”


    คนตั้งใจฟังถึงกับชะงัก หญิงสาวทวนคำด้วยความแปลกใจ “เนเชอรัล...งั้นเหรอ”


    ร่างเล็กกระตุกวาบทันทีที่มือแข็งแร่งกระชับแน่นขึ้น “ที่โน่น...คงไม่ได้บอกสินะ เรื่องการระเบิดที่ Junius 7 ...ทุกคนคงคิดว่าเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา แต่ความจริงแล้ว...มันไม่ใช่”


    นัยน์ตาสีอำพันตวัดมองคนพูดนิ่ง “ไม่ใช่..อย่างนั้นเหรอ”


    “เป็นเพราะอาวุธของกองทัพโลกต่างหากล่ะ ไอ้พวกเนเชอรัลนั่นฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อล้างแค้นให้เผ่าพันธุ์...” อัสรันแค่นยิ้ม “แต่พวกเราชาวโคออดิเนเตอร์น่ะใจกว้าง เราปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกมาเพราะมันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างชาติ! พวกเราได้แต่ทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ เพราะความไร้หัวคิดของไอ้พวกเนเชอรัลนั่น!”


    หญิงสาวเฝ้ามองคนตรงหน้าระบายความคั่งแค้นในใจออกมา


    นี่..ก็คือเหตุผลสินะ... เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า...มันจะลึกซึ้งถึงขนาดนี้ ...ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุที่เขาจงเกลียดจงชังเนเชอรัลก็เพราะเสียแม่บังเกิดเกล้าไปอย่างไม่เป็นธรรมด้วยน้ำมือของคนพวกนั้น…


    “ท่านแม่เสียไปแล้วก็จริง แต่ท่านไม่ได้ไปเพียงลำพังหรอกนะ” อัสรันผ่อนลมหายใจแผ่วเบา


    “นับตั้งแต่ที่ท่านแม่ตาย ท่านพ่อก็สูญเสียจิตใจไป ถึงแม้ทุกคนจะชื่นชมถึงความเข้มแข็งของท่านพ่อเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชนก็ตาม แต่ฉันเป็นคนเดียวที่เห็นความเจ็บปวดของท่าน หลายครั้งที่ท่านพ่อไม่ยอมหลับยอมนอนเพราะมัวแต่นั่งจ้องภาพท่านแม่ตลอดทั้งคืน...นับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็ทุ่มเทชิวิตไปกับงาน จนบางที...อาจจะเรียกได้ว่าท่านตายไปแล้ว...ท่านพ่อที่ฉันคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กไม่อยู่อีกแล้ว...ท่านจากไป...พร้อมกับท่านแม่...”


    เจ็บปวด...คางาริรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวในทุกคำพูดที่พรั่งพรูมาจากปากคนเคยพูดน้อยพลางใช้มือข้างที่ว่างเขี่ยทรายเล่น โดยไม่พูดแทรกอะไรแทนการบอกให้เขาพูดต่อ


    “หลังจากนั้นฉันถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แล้วท่านพ่อก็ส่งฉันก็เข้ากองทัพ ต้องขอบคุณท่านเพราะที่นั่นสอนหลายอย่างให้กับฉัน...ฉันเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง......แต่นี่.....มันเกินไป” น้ำเสียงห้าวแหบพร่าพลางก้มหน้าลงต่ำเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล


    อีกครั้งที่คางาริเลือกที่จะเงียบ


    “ลักซ์...เป็นคนเดียวที่เข้าใจฉัน...ตอนที่ท่านแม่เสีย...เธอก็อยู่เคียงข้างฉัน...” นัยน์ตาคู่สวยปิดลง ริมฝีปากแดงชาดเม้มแน่น “ที่ผ่านมา เธอคอยให้กำลังใจฉันมาตลอด เพื่อเธอแล้ว...ฉันถึงได้พยายามนำสร้างสันติภาพระหว่างเรา เพื่อเธอแล้ว...ฉันทำได้ทุกอย่าง!”
    ในที่สุดน้ำใสๆ ก็ไหลรินจากขอบตา


    “ทั้งที่ฉันรักเธอขนาดนี้! ฉันยอมแลกทุกอย่างเพื่อเธอ แล้วเป็นยังไงล่ะ...!? เธอเลือกคิระ! เธอเลือกเพื่อนรักของฉันแทนอย่างนั้นเหรอ!? เทียบกับสิ่งที่ฉันทุ่มเทไปทั้งหมด...เธอกลับหักหลังฉัน!! เธอเลือกคนที่สำคัญรองที่สุดในชีวิตฉันแทน...เพื่อนรักคนเดียวที่ฉันมี!”


    ยังไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาจากคนร่างเล็ก


    อัสรันสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามเรียกสติที่หายไปเมื่อครู่ให้กลับมา “แล้ว...เป็นยังไงล่ะ? ต่อจากนี้..ฉันจะทำยังไงดี...เธอ....ไม่อยู่แล้ว…” พูดจบก็แค่นรอยยิ้ม ก่อนจะหันมาหาหญิงสาวคนข้างๆ


    “ชีวิตฉันนี่มันน่าจะเอาไปเขียนละครเนอะ?”


    “คร่ำครวญพอรึยัง?” น้ำเสียงหวานที่แทรกขึ้นมาเรียกนัยน์ตาสีมรกตให้ขึ้นมาสบ ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่โตจ้องมองกลับอย่างท้าทายด้วยความแน่วแน่ ก่อนเธอจะถอนหายใจเฮือกใหญ่


    “นายเป็นตัวปลอมแน่ๆ เลยใช่มั้ย? คนอย่างนายไม่ใช่อัสรัน ซาล่าหรอก”


    คำถามห้วนๆ ที่ส่งให้เรียกสายตาขุ่นเคืองจากบุรุษตรงหน้าฉับพลัน “เธอพูดเรื่อง-”


    “คนอย่างนายน่ะเหรอคืออัสรัน ซาล่าที่โคออดิเนเตอร์ทั้งประเทศนึกชื่นชม!? นี่คืออัสรัน ซาล่าที่ฉันรู้จักเหรอ??” น้ำเสียงหวานกระแทกกลับมาทันที “ถ้าหากนายเป็นตัวปลอมล่ะก็ นายทำให้ภาพพจน์ท่านประธานแห่งซาฟท์ป่นปี้หมดแล้ว รู้ไว้ด้วย!”


    อัสรันยังคงไม่เข้าใจ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏรอยสับสน “…หา?”


    “ซาล่าดีกว่านายเยอะ” คำพูดเรียบทว่าหนักแน่น นัยน์ตาสีทองทอดประกายประหลาดภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน “ซาล่าไม่ใช่คนอ่อนแอที่เอาแต่คร่ำครวญท้อแท้แค่เพราะเห็นคู่หมั้นตัวเองไปจูบกับเพื่อนสนิทหรอก”


    ถ้อยคำที่เรียกอารมณ์พลุ่งพล่านที่อัดแน่นอยู่ในอกให้ปะทุขึ้นมาฉับพลัน “พูดอะไรของเธอน่ะ!”


    “ถ้าเป็นอัสรัน ซาล่าที่ฉันรู้จักน่ะนะ” คางาริเอ่ยช้าชัด นัยน์ตาคู่สวยยังจดจ้องบุรุษตรงหน้าไม่ขยับไปไหน “จะไม่มีทางให้ใครเห็นตัวเองในสภาพน่าสมเพชแบบนี้หรอก”


    นัยน์ตาสีมรกตหรี่แคบอย่างหงุดหงิดขณะที่มือทั้งสองเริ่มกำหมัดแน่นด้วยความโมโห “น่าสมเพช...อย่างนั้นเหรอ?”


    “ดูสภาพตัวเองตอนนี้ซะก่อนเถอะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง “ตอนนี้นายเองก็เป็นแค่ไอ้ผู้ชายอกหักงี่เง่าที่ทำตัวน่าสมเพชเพราะแค่ผู้หญิงคนเดียว”


    “แต่ลักซ์มี-”


    “ความหมายมากสำหรับนาย” คางาริกล่าวต่อให้จบ “แต่ถ้านายรักเธอจริง ทำไมถึงไม่ปล่อยให้เธอมีความสุข แล้วไปหาใครสักคนที่รักนายกลับแทนล่ะ!? เรื่องแค่นี้มันเข้าใจยากนักหรือไง? สติสตังของนายหายไปไหนหมด หา! ไหนล่ะสมองสุดยอดอัจฉริยะที่นายภาคภูมิใจมาตลอดน่ะ!”


    อัสรันนิ่งอึ้ง ได้แต่กะพริบตามองเลขาฯ ตัวเองตรงหน้าปริบๆ อย่างไม่เข้าใจนัก แต่เหมือนกับว่าเขาจะได้เห็นความหวังดีเล็กๆ ของเธอที่ถูกแสดงออกด้วยความเกรี้ยวกราดแลดูกระด้างแทน เหมือนจะเป็นนิสัยส่วนลึกของเธอ...ที่ดูจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มากกว่าความมีเหตุผลของเขาเสียอีก เป็นอีกด้านที่จัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้ความรวดเร็วหรือความซับซ้อนของเทคโนโลยีชนิดใดมาช่วย วิธีที่ให้ความหวังโดยการพูดความจริงและตีแผ่มันให้เห็นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือร้าย...ไม่เหมือนกับใครคนอื่นที่พูดแต่เรื่องน่าฟังเพื่อปลอบโยนให้รู้สึกดีขึ้น


    แต่เขากลับพบว่ามัน...ได้ผลและอ่อนโยนอย่างประหลาด


    หญิงสาวผมทองถอนหายใจยาว ก่อนตวัดสายตาจดจ้องไปยังทะเลเบื้องหน้า “เรามันก็เหมือนกันน่ะแหละ เสียคนที่เรารักไปทั้งคู่...แต่ฉันไม่เหมือนนายหรอก” ใบหน้าหวานเบือนมาสบอีกครั้ง ก่อนเอ่ยคำพูดช้าชัด “ฉันไม่เสียเวลาทั้งคืนมานั่งคร่ำครวญแบบนาย”


    “งั้น...เธอจะทำอะไรล่ะ” เขาเอ่ยถามเธอด้วยความสงสัย นี่เป็นสิ่งที่เขาอยากรู้จริงๆ


    รอยยิ้มบางประดับบนดวงหน้าขาวเนียน ก่อนน้ำเสียงแหลมกังวานจะเอ่ยตอบง่ายดาย “จะกลับบ้านไปนอนแช่น้ำอุ่นๆ กินขนมต่อให้พุงกาง เสร็จแล้วค่อยเข้านอนแล้วตื่นมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างไง”


    คำตอบไม่คาดฝันทำเอาชายหนุ่มจ้องตาค้าง


    “คิระ...” พูดจบก็ถอนหายใจ “ก็เป็นคนสำคัญของฉันเหมือนกัน” ถ้าเขาตาไม่ฝาด หน้าขาวๆ นั้นปรากฏรอยแดงๆ ขึ้นวูบหนึ่ง ขณะอธิบายต่อ “ฉัน..ชอบเขาจริงๆ นะ ถึงแม้เราจะรู้จักกันแค่แปปเดียวก็เถอะ”


    “เจ็บปวดใช่มั้ยล่ะ ที่เขาไปรักคนอื่นน่ะ” เขาพึมพำกลับไป เธอนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตอบ


    “ก็ใช่...แต่ว่า...” สักพัก เธอก็ยิ้ม “ถ้าลักซ์ทำให้เขามีความสุข...ก็ไม่เป็นไรหรอก”


    “ความรักเหรอ...ความรักของฉันไม่ได้มากพอหรอก แต่ความรักของคิระที่มีให้ลักซ์น่ะยิ่งใหญ่มากเมื่อเปรียบเทียบกับฉัน...แต่ฉันก็ไม่เสียใจหรอกนะ ตรงกันข้าม..ฉันกลับรู้สึกยินดีด้วยต่างหากล่ะ” คางาริขยิบตาให้ชายหนุ่มคนข้างๆ ก่อนจะระบายรอยยิ้มจริงใจให้


    “อีกอย่างนะ สองคนนั้นน่ะสมกันจะตายไป!”


    อัสรันได้แต่อึ้งแล้วก็อึ้ง...ให้ตาย ผู้หญิงคนนี้มีแต่เรื่องประหลาดให้เห็นจริงๆ เขารู้สึกเหมือนกับว่าได้เห็นอีกด้านของเธอที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...อีกด้านที่พร้อมจะมองโลกในแง่ดีแม้ตัวเองจะเจ็บปวด เธอกลับสามารถยินดีกับการที่ทำให้คนรักมีความสุขได้


    “เธอนี่มัน...น่าเลื่อมใสชะมัด...” เป็นสิ่งเดียวที่เขาพูดออกมา


    อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยชมเนเชอรัลจากใจจริง


    ใบหน้าสวยปรากฏรอยยิ้มที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวูบในอกแปลกๆ มันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นจริงๆ ...ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ความเจ็บปวดทั้งหมดมันหายไป…


    เธอพูดถูก...เขากำลังทำตัวน่าสมเพช ตัดสินทุกอย่างจากมุมมองของตัวเอง โดยไม่เคยคิดถึงเหตุผลในการกระทำของคนอื่นเลย เขามันบ้าเองที่ไม่ยอมฟังเหตุผลของลักซ์และคิระให้ดีก่อน ...แต่จะมีคำอธิบายอะไรล่ะ? มันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าทั้งคู่รักกัน ความจริงมันก็เห็นชัดตั้งแต่แรกแล้ว มีแต่เขาเองที่ตาบอดมองไม่เห็น เพราะไม่เคยคิดที่จะใส่ใจคนอื่นมาตั้งแต่แรก


    แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ? คางาริพูดถูก เขาควรจะปล่อยทั้งคู่ไป ถึงแม้ตัวเขาเองจะเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ควรเห็นแก่ตัวกับลักซ์....เธอจะมีความสุขถ้าหากอยู่กับคิระ หมอนั่นเองก็เหมือนกัน อัสรันรู้ดีว่านักร้องสาวผมสีชมพูคนนั้นเหมาะที่จะดึงเพื่อนรักของเขาจากความเศร้าหมองจากสงครามที่ผ่านมา ลักซ์คอยอยู่เคียงข้างคิระตลอดในยามที่เขาต้องการคนปลอบโยน ต้องการกำลังใจ หมอนั่นต้องการใครสักคนที่จะดึงเขาออกมาจากฝันร้าย ดังนั้น...เขาเองก็คงจะโทษคิระไม่ได้ถ้าหากคนอย่างหมอนั่นจะหลงรักลักซ์


    คางาริพูดถูก ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สิ่งที่เขาควรจะทำคือยอมรับความจริงไม่ว่าจะเจ็บปวดสักแค่ไหน ลักซ์...ไม่ได้สำคัญสำหรับเขาคนเดียวสักหน่อย


    ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงบนหลัง เมื่ออัสรันหันไปมองก็เห็นหัวทองๆ ของเลขาส่วนตัวพิงตัวเขาต่างหมอน นัยน์ตาคู่โตปิดสนิท ขณะต่อว่าเขาพึมพำ


    “นายทำให้ฉันเหนื่อยมากเลยรู้มั้ยเนี่ย” คำกล่าวงัวเงียที่เรียกรอยยิ้มอ่อนโยนจากใบหน้าคมคาย รอยยิ้มแบบพิเศษที่สงวนให้ลักซ์โดยเฉพาะ


    “งั้นเหรอ? ขอโทษด้วยนะ”


    “เฮอะ...นายนี่...ไม่ใช่ซาล่า...แหงๆ เลย...หมอนั่น...ขอโทษใครไม่เป็น...หรอกย่ะ” คำพูดกระท่อนกระแท่นที่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ นัยน์ตาสีมรกตคู่สวยทอดมองร่างบอบบางของคนข้างหลังที่ดูท่าจะง่วงเต็มแก่ด้วยความขบขัน


    “นอนซะเถอะ เธอเหนื่อยมากแล้ว”


    “ม่าวววอาววว...”


    “ดื้อจังนะ” พูดยิ้มๆ แล้วมือใหญ่ก็คว้าไวโอลินข้างตัวขึ้นมาถือ “อยากให้ฉันเล่นเพลงให้ฟังมั้ย?”


    “ม่าย!...เดี๋ยวหูฉัน...ได้พังกัน...พอดี” แม้จะง่วงแทบตาย แต่ก็ไม่วายแซวเขาเล่น


    อัสรันหัวเราะเบาๆ กับคำแหย่นั้น “ฉันเล่นไวโอลินเก่งนะจะบอกให้” ระหว่างนั้นเขาก็นึกถึงเพลงที่แต่งขึ้นสำหรับคืนนี้ขึ้นมา ชายหนุ่มระบายรอยยิ้มเศร้า ก่อนขยับตัวจัดท่าสำหรับเล่นดนตรี สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วจึงเริ่มบรรเลงเพลงนั้นขึ้นมา


    บทเพลงที่ยังไร้ชื่อ…


    อัสรันเหลือบตามองสาวน้อยข้างกายที่ดูจะพึงพอใจกับเสียงดนตรีแล้วอดจะยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ร่างเล็กบางเอนซบหลังเขานิ่ง ชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าสีเขียวนวลตัดกับสีเม็ดทรายยามค่ำคืน เรือนผมสีทองเส้นเล็กตกลงมาปรกใบหน้าหวานที่พยายามข่มตาหลับทั้งยังติดรอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มที่มุมปาก


    น่ารักราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย…


    “นี่” เสียงกังวานใสแทรกขึ้นมา ทำเอาชายหนุ่มชะงักหยุดเล่นไปพักหนึ่ง นัยน์ตาสีมรกตคู่สวยหันไปสบดวงตาสีอำพันที่ใกล้จะปิดเต็มแก่


    “อยาก..ให้ฉัน...เป็นเพื่อนนายมั้ย?”


    เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นคำถามหรือข้อเสนอกันแน่


    “ทำไมล่ะ...?”


    รอยยิ้มหวานระบายแต่งแต้มดวงหน้าหวาน “ก็ฉัน..ไม่อยากเห็นใคร...ต้องเศร้า..หรือเหงาอีกแล้วนี่นา...”


    ริมฝีปากแดงชาดกระตุกวูบขณะที่เจ้าตัวพยายามกลั้นยิ้ม อัสรันพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้


    “…เป็นเพื่อนกันนะ” พูดพลางยกนิ้วก้อยขึ้นมาพันนิ้วเธอด้วยท่าเกี่ยวก้อยสัญญา


    ทำตัวอย่างกับเด็ก


    คางาริคิดพลางหัวเราะขัน ก่อนนัยน์ตาสีทองจะปิดลงช้าๆ


    “อ้อ อีกอย่างแนะ...” คราวนี้บุรุษข้างหลังหมุนตัวมาสบตาเธอตรงๆ “จะหลายอย่างก็ได้นะ”


    “คางาริ…” เธอเอ่ยหนักแน่น พลางสบสายตาคนตรงหน้าจริงจัง “เรียกฉันว่า...คางารินะ”


    ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏรอยอ่อนโยนขณะทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม “อัสรัน..นั่นชื่อฉัน”


    คำกล่าวที่สาวน้อยพยักหน้ารับก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน


    ร่างสูงเฝ้าดูคนตัวเล็กกว่าผล็อยหลับไปอย่างเงียบๆ ในใจเขารู้สึกโชคดีไม่น้อยที่ได้คนเตือนสติก่อนที่จะจมอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าเดียวดาย คนที่ช่วยทำให้เขามองสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญ...คนที่เสนอตัวมาเป็นเพื่อน ที่จะคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ให้เขาต้องเหงาอีกต่อไป
    ราวกับว่าสวรรค์ได้ส่งคนๆ นี้ลงมาช่วย ตอนนี้อัสรันรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้


    “ขอบคุณมาก...”


    อัสรันถอดเสื้อนอกตัวหนาและบรรจงวางบนเรือนร่างเล็กบางของสาวน้อยคนข้างๆ ที่หลับสนิท มือกร้านขยับปัดเรือนผมสีทองที่ลงมาปรกหน้าเบาๆ ก่อนขยับรอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนดูน่ารักมากแค่ไหนยามสวมเสื้อคลุมตัวโคร่งของเขา ชายหนุ่มยกไวโอลินขึ้นจัดท่า ก่อนจะเริ่มเล่นเพลงที่ค้างอยู่ต่อ


    เมื่อโน้ตตัวแรกบรรเลงขึ้น เสียงคลื่นซัดสาดที่เคยดังอยู่ก่อนหน้าก็ค่อยๆ เงียบลง ราวกับกำลังฟังเสียงดนตรีอ่อนหวานที่ดังขึ้นจากปลายนิ้ว
    ตอนนั้นเองที่เขานึกชื่อที่เหมาะกับเพลงนี้ออกพอดี


    The Princess' Sonata


    + + + + + + +

    <End of Part I>

    หึหึ

    ต่อจากนี้ท่านประธานของเราจะหลอมละลาย~~~

    หลอมละลาย~~~


    ทำไมล่ะป้าซีทูมันห้าวไม่ถูกใจเหรอจ๊ะ - -+

    คุมิไม่ได้ดูเลยหลังจากจบซีซั่นแรก = =" เท่าที่โดยสปอยมารู้สึกจะฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา

    เดาว่าจบเหมือนไอ้ไลท์ชัวร์เลย - -
    V
    V
    V
  4. ploykun

    ploykun New Member

    EXP:
    46
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    ว้า แอบอยากให้สวีทกันมากกว่านี้นะเนี่ยยยย 555+
    พี่คุมิแปลได้งดงามเช่นเคย

    ตอนนี้ความบ้าอัสสึคางะเริ่มกลับมา แฮ่ สงสัยกีอัสไม่มีคู่ที่ชอบจริงๆจังๆเหมือนเรื่องนี้มั้งเนี่ย
  5. platypus

    platypus New Member

    EXP:
    11
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    1
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    หวานอ่ะ ไม่ไหวแล้วนะ

    ยังหวานได้อีก ยังโรแมนติกได้อีก

    ซึ้งเชียว

    มาอัพต่อด้วยนะ
  6. kiralaku

    kiralaku New Member

    EXP:
    2
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    อ้าวจบแล้วหรอค่ะ แล้วคิระลักส์จะเป็นไงต่อไปอ่ะ

    แต่ดูท่าอัสรันจะได้แฟนใหม่แล้วอ่า แล้วงี้สถานะการณ์ของความเป็นเพื่อน

    จะเป็นยังไงอ่ะค่ะ แงแง อยากรู้อ่า
  7. PunzZala

    PunzZala New Member

    EXP:
    12
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดกลิ้งตกคลอง

    มาสายอีกแล้วววว

    อั่กกกกกกกก โฮ น่าสงสารอิเผา~~

    แต่ไม่เป็นไรได้เจ้าหญิงคนใหม่มาแล้วกรีดๆๆๆ น่ารัก>O<

    รอตอนต่อไปอยู่น้าค้าสู้ๆๆๆๆ

    *อีปุ้นคลั่งตาย
  8. TEZUJI

    TEZUJI New Member

    EXP:
    26
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    มาแล้ววววว


    โฮก ..... เป็นตอนที่ สุดๆแล้ว ชอบคางะจริงๆนะเนี่ย .... >//<

    อัสรันเล่นไวโอลินให้คางะฟัง ว้ายย เขินแทน 55+

    มาต่อนะคะ ^^
  9. kumi

    kumi Active Member

    EXP:
    805
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    36
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกอัพแล้วจ้ะ 21/08/08*)

    มาต่อภาคสองด้วยความรวดเร็ว * *V ฝากติชมนะจ๊ะ

    จะว่าไป ฟิคเรื่องนี้ วันเกิดตัวเองผ่านไปสามรอบแล้วนะเนี่ย............

    ดองสุดๆ เลยแฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า!!



    Chapter 15 - สับสนกับความเปลี่ยนแปลงในจิตใจ


    “อย่ากินเค้กของฉันน๊าาาาาาาาาาาาา!!!!!!”


    เสียงตะโกนชวนปวดหูเป็นของหญิงสาวผมทองที่บัดนี้เหยียดมือเล็กออกไปจนสุดแขนด้วยความอารามตกใจ ทว่ากลับคว้าได้เพียงแค่อากาศธาตุ ฉับพลันนัยน์ตาสีทองคู่โตเบิกกว้าง!


    ....แล้วก็กะพริบซ้ำๆ อย่างงงงวย


    ตะกี้นี้เธอยังจมอยู่ในกองภูเขาขนมหวานอยู่เลย จำได้ว่าในปากเต็มไปด้วยรสช็อคโกแลตและเค้กผลไม้แสนอร่อย อา...ใช่ เธอกำลังนั่งกินของว่างอยู่กับอัฟเหม็ดและคิซากะนี่นา! ใช่ๆ! ตอนนั้นเองที่จู่ๆ อัฟเหม็ดดันมาแย่งกินส่วนของเธอไปเสียเฉย!


    ถึงตายก็ไม่ยกให้หรอกย่ะ!!


    แล้วนี่...มันอะไรกันล่ะเนี่ย...... เจ้าหญิงคนสำคัญแห่งออร์บคิดอย่างแปลกใจ เมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มกำลังดีในห้องของใครก็ไม่รู้ ผ้าห่มสีขาวแปลกตาเลื่อนหล่นลงไปกองอยู่ที่ตัก ผนังรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งรอบห้องล้วนทำจากไม้ราคาแพง ผ้าม่านสีเดียวกับที่นอนแง้มออกเล็กน้อยเผยให้เห็นแสงสีท่องสว่างไสวในยามรุ่งอรุณของวันใหม่


    คางาริยกมื้อขึ้นขยี้ตาเบาๆ สองสามที ก่อนจะอ้าปากหาวอีกวอดใหญ่ แสดงว่าเค้กกองเท่าภูเขานั่นเป็นแค่ความฝันล่ะสิ...ให้ตาย กำลังกินเพลินๆ อยู่เลยเชียว! คิดเสียดายก่อนจะกวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง เมื่อภาพไม่คุ้นตาฉายให้เห็นในคลองจักษุอีกครา ร่างเล็กก็ถึงกับเหวอ


    “ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย!!??” คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างกลัดกลุ้ม หญิงสาวค่อนข้างแน่ใจทีเดียวว่าเธอไม่รู้จักที่นี่มาก่อน แถมตอนนี้ก็เช้าแล้วด้วย...ป่านนี้คิซากะคงเดินวนเสียจนพื้นบ้านสึกหมดแล้วกระมัง!


    มือเรียวเล็กยกขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างจนใจ พยายามจะคุมสติให้อยู่กับร่องกับรอย เธอหลับตานิ่งพลางใช้สมองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า


    ฉันไปงานเต้นรำกับซาล่า...คิระกับลักซ์จูบกัน...ซาล่านั่งพร่ำชีวิตตัวเองให้ฟัง...แล้วฉันก็...หลับไป...!


    นัยน์ตาสีน้ำผึ้งเบิกกว้างด้วยความรวดเร็ว! ตายชัก! นี่ฉันอยู่กับอีตาซาล่าเป็นคนสุดท้ายงั้นเหรอ!!?? ทันทีที่ความคิดสุดสยองแล่นเข้ามาในสมอง ร่างบางก็กระโจนลงจากเตียงด้วยความเร็วแสง พลางกวาดตามองโดยรอบด้วยท่าพร้อมรบเต็มที่


    ประตูอยู่นั่น! คิดแค่นั้นก็รุดไปที่ประตูสุดแรงเกิด


    กลิ่นหอมๆ ของไส้กรอกทอดเป็นสิ่งแรกที่ลอยมาเตะจมูก สาวน้อยผมทองก้าวเดินไปตามทางเดินยาวในบ้านอันไม่คุ้นตา เท้าเปล่าเปลือยเดินสัมผัสผืนไม้เย็บเฉียบแผ่วเบา จนในที่สุดเธอก็พบกับห้องที่ดูเหมือนจะเป็นครัว แน่นอนว่าทำจากไม้สักหรูหราไม่แพ้ในห้องนอน จะเว้นก็แต่เตาย่างไฟฟ้าและกระทะเล็กบางที่ถูกวางทิ้งไว้
    เป็นภาพที่เห็นแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว


    “อรุณสวัสดิ์ คุณเจ้าหญิงนิทรา!” น้ำเสียงคุ้นเคยเรียกสายตาของเธอให้หันไปมองตาม ที่นั่น ระเบียงที่อยู่ตรงฝั่งซ้ายของห้องปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มในชุดเสื้อเชิ้ตสียาวและกางเกงขายาวสีดำ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ดูจะแปลกตาไปสักหน่อย...ผ้ากันเปื้อนสีชมพู...


    อ้อ นั่นยังไม่นับที่เขาโบกมือเรียกให้เธอให้เข้าไปหาด้วยนะ...


    “ทำอะไรของนายน่ะ” คางาริเอ่ยถามอย่างไม่วางใจ


    “ทำข้าวเช้าน่ะสิถามได้” ไม่พูดเปล่าพ่อคุณยังฉีกยิ้มกว้างมาให้ ก่อนจะสาวเท้าเดินมาที่เตา มือใหญ่คว้าเบค่อนสองสามชิ้นบนโต๊ะข้างๆ แล้วหย่อนมันลงไปบนกระทะอย่างชำนาญ


    “ฉันเตรียมอย่างอื่นไว้ให้แล้ว อยู่ที่โต๊ะแน่ะ ช่วยตัวเองเอาแล้วก็กันนะ คุณเจ้าหญิงนิทรา” อัสรันกล่าวเนิบๆ ก่อนจะชี้ไปยังโต๊ะเล็กๆ ตรงระเบียงด้านซ้ายที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์งดงามของทะเลเบื้องล่าง


    ทว่าวิธีการเรียกชื่อคงไม่ค่อยเข้าคู่คนฟังเท่าไหร่นัก เจ้าหญิงนิทราเลยได้แต่มุ่นคิ้วกลับอย่างหงุดหงิด “นิทราบ้าบออะไรกัน!” พูดจบก็ก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ได้แต่อนาจใจ...นี่เธอยังสวมชุดไปงานเมื่อคืนอยู่อีกเหรอเนี่ย...


    สมควรแล้วที่จะถูกว่า...มีใครเขาใส่ชุดราตรีเดินไปเดินมาตอนเช้ากันมั่งเนี่ย


    นี่ยังไม่นับหัวฟูๆ ที่คืนสภาพเดิมแล้วของเธออีกนะ.....โอ้ว....น่าขายขี้หน้าจริงๆ



    คิดได้แค่นั้นก็หมุนตัวพรึ่บหมายจะวิ่งเข้าห้องไปหาอะไรที่มันดูดีกว่านี้มาใส่ แต่แรงดึงที่ไหล่ก็ทำให้เธอชะงัก


    “กินข้าวเช้าก่อนดีกว่ามั้ย?”


    + + + + + + +


    รอยดำคล้ำใต้ขอบตาปรากฏอยู่บนใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มผมสีช็อคโกแลตระหว่างเจ้าตัวนั่งกอดอกแข็งอยู่ที่โซฟาตัวเดิมมาหลายชั่วโมงแล้ว ขณะที่บอดี้การ์ดร่างใหญที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับหลับตานิ่ง...ภาพที่อัฟเหม็ดคิดเองเออเองไปว่า ‘เป็นท่าคนแก่แอบงีบที่ดูจะเนียนที่สุดเท่าที่เฮียแกจะนึกออกแล้วกระมัง’


    แน่นอนว่าพวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาทั้งคืนนั่งรอยัยเจ้าหญิงจอมแก่นนั่นกลับมาหรือไม่ก็โทรมาหาบ้าง ถึงแม้ว่าโทรศัพท์บ้านจะพ่วงติดกับเครื่องแลปทอปเพื่อแสดงสายเข้าอยู่ตลอดเวลา แต่ปรากฏว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาล้วนมาจากพวกก่อกวนธรรมดาหรือไม่ก็คนโทรผิดทั้งนั้น
    และนั่นก็ทำให้อัฟเหม็ดเริ่มที่จะหัวเสีย คางาริยังไม่กลับบ้าน! แถมยังอยู่กับซาล่า คนน่ารังเกียจพรรค์นั้นอีก! นี่เป็นความผิดของเขาแท้ๆ


    ถ้าหากเขาไม่มัวแต่เสียใจกับภาพที่เห็นตอนนั้นละก็...ป่านนี้คงรับเธอกลับมาบ้านเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งรอทั้งคืนแบบนี้หรอก!


    เด็กหนุ่มพยายามหลายครั้งที่จะโทรติดต่อเบอร์มือถือของเจ้าหล่อน แต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับ ส่วนคิซากะก็ไหว้วานให้เพื่อนและคนรู้จักช่วยตามหามาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว


    ตอนแรกเขานึกว่าแค่คิดไปเอง สักพักสมองถึงได้รับรู้ว่าโทรศัพท์ข้างตัวกำลังดัง! อัฟเหม็ดรีบเอื้อมมือไปคว้าด้วยความรวดเร็ว ความหวังที่เคยเลือนรางปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


    “ฮัลโหล คางาริเหรอ!?” ทันทีที่รับสาย ชายหนุ่มก็โพล่งใส่ด้วยความรวดเร็ว น้ำเสียงห้าวแตกพร่า...อาจจะเป็นเพราะไม่ได้พูดอะไรนานมากว่าสิบชั่วโมงแล้วก็ได้


    “เอ่อ...นี่มิริอัลเรีย เพื่อนของคางาริน่ะ” คำตอบที่เรียกคิ้วเข้มให้ขมวดเข้าหากัน


    ไม่ใช่คางาริหรอกเหรอ...บางทีเขาอาจจะหวังสูงเกินไปก็ได้


    อัฟเหม็ดจำมิริอัลเรียได้ เธอเป็นเนเชอรัลที่คางาริรู้จักในสำนักงานซาฟท์


    “โทษที มิริอัลเรีย ฉันนึกว่าเธอคือคางาริน่ะ” ชายหนุ่มได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนเสียงเล็กหวานจะเอ่ยตอบด้วยความเป็นห่วง “เธอยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ...หายไปไหนของเขานะ?”


    “ฉัน...ไม่รู้...ไม่รู้จริงๆ” พูดพลางถอนหายใจหักหน่วงเรียกสติคิซากะให้กลับมาอีกครั้ง ร่างใหญ่ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปยังห้องครัว


    “แล้วฉันจะติดต่อกลับไปทันทีที่เธอถึงบ้านแล้วกัน ตกลงมั้ย?”


    “อือ ฉันก็จะไปทำงานแล้วเหมือนกัน ถ้ารู้อะไรเพิ่มจะติดต่อกลับมานะ”


    “บาย”


    “บาย”


    แล้วสายก็ตัดไป อัฟเหม็ดเดินกลับไปนั่งในที่ประจำของเขาอีกครั้ง ก่อนยกมือเสียหัวอย่างครุ่นคิด


    “หายไปไหนของเธอนะ...คางาริ”


    + + + + + + +


    “นายจ้องหน้าฉันอย่างนั้นทำไมเนี่ย?”


    เธอไม่ชอบเลย...ไม่ชอบเอามากๆ เลยด้วย! ก็ใครจะไปชอบลงล่ะ!! ลองคิดดูสิ ถ้าหากคุณกำลังนั่งดื่มโกโก้ร้อนอร่อยๆ อยู่สักถ้วย โดยฝั่งตรงข้ามมีผู้ชายผมสีน้ำเงินหน้าตาดีจัด(?)จ้องมองมาที่คุณตาไม่กะพริบ ไหนจะรอยยิ้มกว้างชวนหัวนั่นอีกล่ะ!


    อ้อ...ขอบอกไว้ก่อน และเป็นคนเดียวกับที่ลากคุณออกจากบ้านมาเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้วด้วย!


    สยองขวัญสั่นประสาทชะมัดยาด


    นัยน์ตาสีทองหรี่แคบสงอย่างหงุดหงิด แต่ยังคงสบตาตรงหน้ากลับอย่างท้าทาย นี่ซาล่าเสียสติไปแล้วรึยังไง?


    แล้วจู่ๆ เขาก็ยิ้ม...


    และก็เป็นเธอนั่นเองที่น็อตหลุดก่อนเพื่อน...


    “นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ย!!?? จะเอาอะไรก็ว่ามา!”


    “เปล่าสักหน่อย”


    “เปล่า...? ถ้าเปล่าก็เลิกจ้องฉันเหมือนคนโรคจิตสักทีเซ่!” คำโวยวายของคนที่ดูจะเสียสติกว่า(?) เรียกเสียงหัวเราะขันจากร่างสูงได้พอสมควร


    “ฉันก็แค่...กำลังจำหน้าเพื่อนฉันอยู่น่ะ”


    คำอธิบายที่เธอกะพริบตาปริบๆ


    “ฮะ...เพื่อนเหรอ?”


    “เธอพูดเองไม่ใช่เหรอ? ว่าจะขอเป็นเพื่อนกับฉันน่ะ”


    ใช่...เธอจำได้ เมื่อวานเธอหลุดปากถามเขาไปจริงๆ...แต่นั่นมันไม่ใช่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมนี่! จะเอาสัญญาอะไรกับคนง่วงนอน!?


    ไอ้นั่นไม่นับ!!!



    ดูเหมือนอัสรันจะสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเจ้าหล่อน ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “มีอะไรรึเปล่า?”


    ดวงตาคู่โตตวัดขึ้นสบอีกรอบ “สรุปว่า...เราเป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ?” คนตรงข้ามแค่พยักหน้ารับทั้งรอยยิ้มขัน ท่าทางที่คนมองเบิกตาโพลง!
    “แล้วนาย...ยังเออออด้วยอีกต่างหากเนี่ยนะ?”


    ชายหนุ่มผงกศีรษะรับอีกครั้ง ก่อนอธิบายต่อเนิบๆ “ฉันมานั่งคิดดูแล้ว เธอเองก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่...ถ้าไม่นับเรื่องเค้กคราวที่แล้ว เธอเองก็นิสัยดีพอตัว”


    คำพูดที่เรียกใบหน้าขาวให้ซับสีแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงตอนโยนขนมหวานชิ้นใหญ่ใส่หน้าเขา


    “ขอโทษด้วยแล้วกัน…” คางาริกล่าวอ้อมแอ้ม เรียกเสียงหัวเราะอีกระลอกจากคนนั่งตรงข้าม นัยน์ตาสีมรกตคู่สวยส่องประกายระริก “แต่ฉันพูดจริงนะ...เค้กก้อนนั้นอร่อยมาก” พูดจบก็หัวเราะต่ออีกชุดใหญ่


    ภาพไม่คุ้นเคยที่ทำเอาคนมองถึงกับตาค้าง...หมอนี่ไม่ใช่อัสรัน ซาล่าที่เธอเคยรู้จัก...มันผิดกันอย่างสิ้นเชิง! ราวกับว่าโคโลนี่ที่เธออยู่นี่มันพลิกกลับหัวกลับหางขึ้นมาเฉยๆ เสียอย่างนั้นแหละ!


    หลังจากปล่อยให้ตัวเองขำไปนานพอสมควร มือกร้านก็เริ่มขยับหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มไส้กรอกในจานตรงหน้า


    “กินซะ แล้วเดี๋ยวฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน ป่านนี้เพื่อนเธอคงเป็นห่วงแย่แล้ว”


    คำเตือนสติที่เรียกนัยน์ตาคู่สวยให้เบิกกว้าง ร่างบอบบางสะดุ้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “ตายชัก! ฉันซวยแน่!”


    อัสรันจ้องมองภาพเพื่อนใหม่(?)สะบัดแขนไปทั่วพลางหมุนตัวไปมาอย่างขันๆ


    “มือถือ...! มือถือฉันอยู่ไหนเนี่ย!! อ๊ากก ซวยแน่!!”


    ป่านนี้อัฟเหม็ดโกรธตายชัก คราวนี้คิซากะมีหวังอัดแบนเธอติดพื้นบ้านแหงๆ ที่ไม่ยอมโทรกลับมาบอกก่อน


    “ตายชัก!!”


    “มือถือเธออยู่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยสั้น ก่อนล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบของที่ว่าออกมา “แต่แบทมันหมดแล้วนะ ของฉันก็เหมือนกัน”


    คางาริคว้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตัวเองมากำแน่น แต่จู่ๆ เธอก็เกิดเปลี่ยนใจโยนมันทิ้งลงกลางโต๊ะเสียดื้อๆ ! อัสรันได้แต่กะพริบตาปริบๆ กับกิริยาของเจ้าหล่อน


    จานมันกระเด้งขึ้นมาสักนิ้วนึงเห็นจะได้ละมั้งเนี่ย...


    “ไอ้มือถือเฮงซวย! บ้าชะมัด!” เสียงต่อว่าต่างๆ นานายังดังต่อเนื่องระหว่างที่คนพูดเริ่มใช้นิ้วนวดขมับตัวเองไปมา “คิซากะ...อัฟเหม็ด...เอาฉันตายแน่”


    ใบหน้าคมกระตุกนิดๆ เมื่อชื่อ ‘อัฟเหม็ด’ ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน


    “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะไปส่งเธอที่บ้านเอง หลังจากกลับไปเอาของที่สำนักงานซาฟท์ก่อนนะ”


    ความจริงอีกข้อที่ทำเอาเธอเหวอรอบสอง “ตายชัก! วันนี้มันวันจันทร์นี่!!” ได้เวลาทำงานแล้วแท้ๆ แต่เธอยังมานั่งกินเข้าช้าวสบายใจเฉิบอยู่อีกเนี่ยนะ! ให้ตายสิ! ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่เธอต้องทำ!


    อัสรันลอบถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่ามือของคนกำลังสติแตกเบาๆ ได้ผล..คนเคยตีโพยตีพายเมื่อครู่หยุดอาการที่ว่านั่นทันที
    “ใจเย็นน่า เธอได้หยุดงานวันนึง แทนคำขอบคุณที่ไปงานเลี้ยงกับฉัน”


    พูดจบก็ระบายรอยยิ้มอ่อนโยนให้ทำเอาดวงหน้าขาวเนียนของคนไม่สมหญิงร้อนวูบขึ้นมาเสียเฉยๆ


    “เพราะฉะนั้นตอนนี้นั่งลงและกินข้าวซะ แล้วฉันจะไปส่งเธอที่บ้านเอง...นะ?”


    สาวน้อยผมทองพยักหน้าเชื่องช้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหมือนอย่างเก่า อาการที่ดูจะสร้างความพอใจให้กับคนเป็นเจ้านายไม่น้อย


    “ไส้กรอกมั้ย?” โดยไม่รอคำตอบ คนหวังดีก็ตักอาหารไปใส่จานคนถูกถามด้วยความรวดเร็ว


    “เฮ้!”


    “เบค่อนเหรอ?”


    “ไม่- เดี๋ยว-!”


    “ข้าวผัดเพิ่มมั้ย?”


    “นี่..จะบ้าเหรอ-”


    “แฮม?”


    “อ๊ากก”


    สุดท้าย จานของเธอก็เต็มไปด้วยอาหารกองพะเนิน


    ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของบุรุษตรงข้ามปรากฏรอยยิ้มพึงใจขณะที่หน้าของคนถูกเอาใจกลับบูดบึ้งไม่มีชิ้นดี


    “นายก็รู้ใช่มั้ยว่าฉันกินไม่หมดน่ะ...” คางาริเอ่ยช้าชัด ขณะตวัดสายตามองจานข้าวตรงหน้า


    หยั่งกะก้อนศิลปกรรมอาหาร...


    “เธอผอมไปนะ” อัสรันตำหนิเรียบๆ “น่าจะกินให้เยอะกว่านี้”


    “แต่นี่มันเยอะเกินไปย่ะ!” หญิงสาวประท้วง นึกกลุ้มใจแทนกระเพาะน้อยๆ ของเธอที่ไม่รู้จะรับปริมาณอาหารตรงหน้ายังไงไหว มันก็จริงอยู่ที่เธอเป็นคนเจริญอาหารพอสมควร แต่นี่มันยังเช้าเกินไป! ความจริง...เธอชอบกินแต่ของหวานอย่างเดียวมากกว่า!


    ของคาวนี่...ไม่สันทัด!


    แต่คนตรงหน้ากลับไม่ยอมฟังคำแก้ตัว แถมยังส่ายหน้าปฏิเสธอีกต่างหาก “ไม่ต้องพูดเลย ตัวเธองี้เบาโหวง เพิ่มน้ำหนักหน่อยก็ดีนะ”


    “เบาโหวง? นายจะไปรู้อะไร? ฉันกำลังพอดีหรอกย่ะ!”


    “คิดว่าเมื่อคืนนี้เธอมานอนอยู่ที่เตียงนั่นได้ยังไงกัน เธอน่ะหลับปุ๋ยไปตั้งแต่อยู่บนชายหาดแล้ว หืออ?”


    คำกล่าวแฝงนัยเรียกสมองให้หาคำตอบทันควัน...จะอะไรซะอีก ก็หมอนี่เป็นคนอุ้มเธอมาน่ะสิ!


    “อะ...” ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา คนฉวยโอกาสก็จัดการยัดข้าวผัดคำโตเข้าปากเธอด้วยความรวดเร็ว หญิงสาวสำลักเล็กน้อย ก่อนจะกลืนอาหารลงคออย่างเสียไม่ได้


    น้ำเปล่าแก้วใหญ่ถูกส่งตามมาอย่างรู้ใจ คางาริยื่นมือออกไปรับพร้อมส่งสายตาอาฆาต หลังจากดื่มน้ำลงไปอึกใหญ่ เสียงแหวแหลมๆ ก็ดังตามมาทันที


    “นายคิดจะฆ่าฉันรึยังไงเนี่ย!?”


    อัสรันยิ้มเจื่อน


    เหมือนคิระชะมัดเลย ให้ตายสิ...


    “โทษที...ก็...เธอไม่ยอมกินสักทีนี่นา” คำแก้ตัวที่เรียกสายตาพิฆาตรอบสอง


    “โธ่...น่า! ฉันขอโทษจริงๆ นะ” เมื่อเห้นสาวเจ้าดูจะไม่ยอมลดราวางศอกลงง่ายๆ เขาก็ได้แต่ถอดหายใจเฮือก


    “เอางี้แล้วกัน ฉันจะเลี้ยงข้าวเที่ยงตามใจเธอมื้อนึงวันเสาร์ ถ้าหากเธอยอมยกโทษให้และกินข้าวซะ”


    ความคิดชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนสมองอันชาญฉลาดทันที เจ้าหญิงผมทองพยักหน้าพรืด ก่อนขยับยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี “โอเค ตกลงตามนี้!”
    ท่าทางที่อัสรันลอบถอนใจยาวอย่างโล่งอก “อือ ตกลงตามนี้”


    ว่าแล้วคางาริก็หยิบช้อนส้อมและเริ่มตักอาหารเข้าปาก ทันทีที่ลิ้มรสคำแรก นัยน์ตาสีอำพันก็เบิกกว้าง ทำเอาคนที่แอบมองอยู่ตลอดถึงกับหน้าเสีย


    “มัน...แย่มากเลยเหรอ?” อัสรันเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าคมคายดูจะวิตกจริงอย่างปากพูด “ขอโทษจริงๆ นะ! ฉันไม่ได้เข้าครัวทำอาหารมาสักพักแล้ว อีกอย่าง-”


    “อร่อยมาก!” น้ำเสียงสดใสดังขึ้นเป็นลำดับต่อมา ก่อนแม่เจ้าประคุณจะลงมือจ้วงอาหารตรงหน้าเข้าปากด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ทิ้งให้คนธรรมดาได้แต่นั่งอึ้งมองภาพเร่งสปีดตรงหน้าปริบๆ


    “เธอ...ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” เขาเอ่ยถามขึ้นในที่สุด ขณะดูเพื่อนสาวส่งอาหารกว่าครึ่งจานลงท้องในเวลาไม่ถึงห้านาที และภายในสิบนาทีอาหารพูนจานที่เคยอยู่ตรงหน้าก็หายเกลี้ยงเหลือเพียงเครื่องเงินชิ้นดีเท่านั้น


    น้ำเปล่าแก้วใหญ่ถูกดื่มหมดภายในรวดเดียว แล้วสาวน้อยผมทองตรงหน้าก็ขยับรอยยิ้มพอใจ “อาหารมื้อนี้...สุดยอด!”


    อัสรันยังคงทำใจกับภาพที่เห็นเมื่อครู่ไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้...กินด้วยความเร็วเหลือเชื่อจริงๆ...แต่ให้ตาย...นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีช่วงเวลาดีๆ กับเธอระหว่างกินข้าว


    ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว...


    “ดีใจจัง” ชายหนุ่มเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “คราวหน้าฉันจะลองทำเค้กดู”


    ถ้อยคำที่ทำเอาคนฟังถึงกับตาลุกวาว “เค้กเหรอ? เยี่ยมไปเลย! คราวหน้านายสอนฉันมั่งสิ!” เธอรักที่จะลองอบเค้กเป็นที่สุด…คิดดูสิ ได้ทำขนมด้วยตัวเองเชียวนะ! คิซากะเองก็เคยคิดที่จะสอนเธออยู่เหมือนกัน แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจเมื่อพบว่านายเหนือหัวดูจะพังครัวมากกว่าฝึกทำขนม...นับแต่นั้นมา เธอก็ถูกห้ามจากการทำอาหารทุกชนิดโดยเด็ดขาด


    “ได้สิ” พูดแค่นั้นก็เงียบไป...อัสรันนิ่งพักหนึ่งราวกับอยากจะพูดอะไรต่อ


    นัยน์ตาคู่สวยตวัดจ้องมองใบหน้าหวานตรงหน้าที่ยังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว้างราวกับหลุดไปในโลกแห่งของหวานเสียแล้ว


    “ค...คา..งา..ริ?”


    เสียงเรียกที่ทำเอาคนฟังหลุดออกจากภวังค์ หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ สองสามทีขณะใช้สมองตรึกตรองคำพูดก่อนหน้าใหม่ตั้งแต่ต้น


    หมอนี่...เรียกชื่อฉัน??...เป็นครั้งแรก...


    สาวน้อยผมทองถึงกับนิ่งค้างพลางจ้องหน้าเพื่อนใหม่ของเธอไม่วางตา


    “คางาริ...? นายเรียกฉันว่าคางาริงั้นเหรอ??”


    เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงรึเปล่าที่ทำให้ใบหน้าเข้มๆ ของบุรุษตรงหน้าปรากฏรอยแดงวูบ


    อาย...เหรอเนี่ย?


    “ก็เมื่อคืนเธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าให้เรียกชื่อจริงน่ะ...” น้ำเสียงห้าวเอ่ยตอบกระท่อนกระแท่น ฟังดูเหมือนเป็นการพูดย้ำกับตัวเองมากกว่าจะตั้งใจตอบคำถาม


    ไม่นานนักเสียงหัวเราะใสๆ ก็ตามมา เรียกสายตาแปลกใจให้ตวัดกลับไปมองอย่างงุนงง ความจริงแล้ว เธอเองก็ถูกใจไม่น้อย...กับวิธีการเรียกชื่อเธออย่างตะกุกตะกักของคนตรงหน้า...เพราะซาล่าไม่เคยมีปัญหาเรื่องการพูดจามาก่อน ยิ่งเรื่องกล่าวสุนทรพจน์นี่เรียกได้ว่าเก่งหาตัวจับยากทีเดียว พูดลื่นไหลเสียจนแทบไม่เหลือเวลาหายใจด้วยซ้ำ


    แต่คราวนี้มาแปลก...หมอนี่พูดติดอ่างก็เป็นด้วยแฮะ!


    “อะไรเล่า?”


    รอยยิ้มสวยปรากฏขึ้นบนใบหน้าเนียน ก่อนเสียงเล็กกังวานจะเอ่ยตอบ “เปล่านี่...อัสรัน”


    เธอชอบเสียงชื่อของเขาจัง...น้อยครั้งที่เธอจะได้เอ่ยชื่อเพราะๆ อย่างนี้สักที


    ตอนนั้นเองที่เธอเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเพราะแสง...ชายตรงหน้าเธอกำลังหน้าแดงจริงๆ...คางาริต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการฝืนตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปหยิกแก้มใสๆ นั่น


    คนบ้าอะไรอายได้น่ารักชะมัด!


    ....เอ๊ะ...นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย....



    ร่างบางกะพริบตาถี่ๆ สองสามที ก่อนจะเรียกสติตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิม จังหวะเดียวกับที่อัสรันเริ่มกลับเข้าสู่บทสนทนาที่ตั้งใจไว้ใหม่
    “คือ…ฉัน...แบบว่า...ฉัน...อยากจะขอบคุณน่ะ...”


    ท่าทางวันนี้เธอจะได้ใช้งานหนังตาคุ้มค่า...คางาริเพิ่มความถี่ในการกะพริบอีกรอบ


    “ขอบคุณ?? เรื่องอะไรกัน?”


    นัยน์ตาสีเขียวสบจ้องสีอำพันนิ่ง แล้วขยับมือใหญ่ขึ้นมากุมมือขาวเรียวของคนตรงข้าม กิริยาที่เรียกดวงหน้าหวานให้ซับโลหิตแดงระเรื่อ
    “ที่เธอช่วยอยู่เป็นเพื่อน...เมื่อคืนนี้”


    เจ้าหญิงผมทองก้มหน้างุด พยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนใบหน้าร้อนจัดให้พ้นจากสายตาคนมอง


    เขากำลังขอบคุณเธอ...? ก่อนหน้านี้ก็ขอโทษไปทีแล้ว นี่ยังขอบคุณอีกเหรอ?


    ...แปลก...ซาล่าไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้นี่นา...ทำไมจู่ๆ...ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ล่ะ


    ให้ตายสิ ฉันจะไม่แปลกใจเลยนะถ้าจู่ๆ หมอนี้นึกอยากจะบอกว่า “ฉันรักเธอ” ขึ้นมาเนี่ย



    ความคิดฟุ้งซ่านที่เรียกใบหน้าให้ขึ้นสีแดงก่ำอีกระลอก


    น้ำเสียงทุ้มนุ่มยังคงกล่าวต่อ ดวงตาคู่สวยปรากฏรอยโศก ทว่ากลับไม่มีแววเจ็บปวดเหมือนเมื่อวาน “ถ้าหากไม่มีเธอ ฉันอาจจะเอาแต่ร้องไห้ไปแล้วก็ได้ เธอทำให้ฉันคิดได้...ถึงความจริง”


    คางาริขยับยิ้มพึงใจ เขาตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอพูดจริงๆ สินะ...เพราะอย่างนี้...จิตใจเขาถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้


    “ลักซ์...จะมีความสุขมากกว่าถ้าอยู่กับคิระ ฉันเชื่อว่าหมอนั่นไม่มีทางจะทำให้ลักซ์เสียใจ เธอ...ทำให้ฉันคิดได้ถึงเรื่องนี้ แล้วรู้อะไรมั้ย......เธอเป็นคนจิตใจดีมากนะ” อัสรันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น


    ตอนนั้นเองที่เธอนึกขึ้นมาได้ บางทีนี่อาจจะเป็นอัสรัน ซาล่าตัวจริง...ที่ซ่อนอยู่ภายใต้บุคลิกแข็งกร้าวของนักการเมืองก็ได้ เขาเอง…ก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง...ถ้าหากไม่นับความสามารถทั้งหลายที่เขามีในฐานะโคออดิเนเตอร์


    รอยยิ้มหวานระบายขึ้นบนดวงหน้าสวย หญิงสาวเอ่ยตอบสดใส “ฉันไม่ได้ใจดีสักหน่อย นายนั่นแหละที่ทำตัวแย่ใส่ฉันก่อน”


    + + + + + + +


    หลังจากล้างจานและเก็บกวาดข้าวของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็พาสาวน้อยผมทองออกมาเดินเล่นริมชายหาด ร่างบอบบางหมุนตัวไปมาอย่างอารมณ์ดีขณะก้มลงเก็บเปลือกหอยสีสวยกลับไปฝากที่บ้าน


    “อัสรัน! ดูนี่สิ! มีปูด้วยแหนะ!!” คางาริตะโกนก้องอย่างเบิกบาน แล้วร่างเล็กก็ทรุดตัวลงมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่กำลังคลานดุกดิกเข้าไปขดอยู่ในหอยสังฆ์


    เขายอมรับว่าตัวเองรู้สึกสนุกไม่น้อยที่ได้เธอมาอยู่เป็นเพื่อน เด็กสาวคนนี้ออกจะเป็นคนซื่อๆ ไม่รู้จักโต แม้จะเจ้าอารมณ์ไปหน่อย แต่โดยรวมแล้วเป็นคนที่ให้ความรู้สึกสบายใจ ...ตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง ยามนี้เจ้าหล่อนดูจะมีความสุขกับการนั่งเก็บเปลือกหอยสีสวยด้วยแท่งไม้อันใหญ่ ...มรกตคู่งามทอดมองเรือนร่างเล็กบางตรงหน้าแล้วอดจะอมยิ้มขำไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นว่าเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงตัวใหญ่ที่เธอไปคุ้ยมาจากลิ้นชักในบ้านไม่ได้รับกับรูปร่างเจ้าตัวเอาเสียเลย


    คนตัวใหญ่กว่าสาวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เธอชอบทะเลรึเปล่า?”


    คางาริพ่นลมออกจากปากแทนคำตอบ “ไม่มีทางซะล่ะ! เฮอะ! ฉันว่ายน้ำยังไม่เป็นด้วยซ้ำ!” พูดไปก็ขนลุกซู่ เมื่อความทรงจำฝังใจผุดขึ้นมาในห้วงคิดอีกครา คราวที่แล้วเธอเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งที่ September Three เสียแล้ว


    อัสรันเฝ้ามองอีกฝ่ายหยิบเปลือกหอยที่มีปูเสฉวนอยู่ข้างในมาพลิกเล่น ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ เมื่อจู่ๆ คุณเธอเกิดอยากเขวี้ยงมันทิ้งลงทะเลซะอย่างนั้น


    “นั่นมันทรมานสัตว์นะ รู้มั้ย” เขาปรามเสียงดุ


    “ฉันแค่ส่งมันกลับบ้านเองนะ!” น้ำเสียงแหลมเล็กโต้กลับมาทันที ริมฝีปากบางได้รูปเบะน้อยๆ เหมือนเด็กถูกขัดใจ ภาพที่เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าได้รูปด้วยความเอ็นดู


    “มันเป็นสัตว์น้ำ! ก็ต้องอาศัยอยู่ในทะเลสิ!”


    คำแก้ตัวชวนเหนื่อยใจทำเอาคนฟังถึงกับลอบถอนใจ “คางาริ...เธอเคยใช้ชีวิตอยู่แถวทะเลบ้างรึเปล่าเนี่ย”


    หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉัน...ย้ายบ้านไปเรื่อยแหละ แต่ว่า...ไม่เคยอยู่ใกล้ทะเลหรอก” เธอพูดความจริง ทั้งเธอและครอบครัวของคิซากะต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยๆ เพื่อที่จะซ่อนตัวเธอให้ไกลจากผู้ไม่ประสงค์ดี เป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อยที่ต้องจากเพื่อนและสิ่งคุ้นเคยต่างๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลา อัฟเหม็ดเองก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอรู้จักมานาน ทั้งคู่พบกันที่ทะเลทรายสมัยยังเป็นเด็ก ตั้งแต่ยามที่ยังมีสงคราม


    ชายหนุ่มสังเกตเห็นรอยเศร้าหมองในดวงตาคู่สวย ใบหน้าเกลี้ยงปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนตวัดสายตามองไปยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่ “พวกปู…ไม่จำเป็นว่าต้องอาศัยอยู่ในทะเลอย่างเดียวหรอกนะ ความจริงมันก็ขึ้นมาวิ่งเล่นบนชายฝั่งบ่อยๆ โดยเฉพาะตอนขึ้นมาวางไข่” น้ำเสียงทุ้มนุ่มอธิบายเนิบๆ เรียกเสียงอุทานแปลกใจจากคนฟัง


    “แล้ว...ฉันผิดมั้ยที่โยนมั้ยทิ้ง” หล่อนเอ่ยถามอย่างลังเล ใบหน้าเนียนปรากฏรอยวิตก สมองในหัวจึงพยายามคิดหาคำตอบดีๆ มากล่าว


    “ก็...อาจจะนะ...แต่เราก็ไม่รู้หรอก”


    คางารินิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะยักไหล่ยอมแพ้ “ฉันผิดเองแหละ...ใช่มั้ย? โธ่ เจ้าปูน้อย...” ท่าทางที่เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่อย่างอดไม่ได้


    “บ้านหลังนั้น ของใครกันน่ะ?” เธอเอ่ยถามขึ้นหลังจากนั้นพักหนึ่ง นัยน์ตาคมปลาบตวัดมองไปตามมือ ก่อนจะมาหยุดที่บ้านพักริมทะเลหลังหนึ่ง


    “นั่นน่ะเหรอ?” อัสรันถามย้ำ ก่อนขยับยิ้ม “ของแม่ฉันเองแหละ เป็นของหมั้นที่ท่านพ่อซื้อให้”


    “พูดเป็นเล่นน่า!”


    “ฉันพูดจริงๆ” ร่างสูงถอนหายใจ ก่อนเอ่ยสำทับ “ฉันยังจำได้ดี ตอนช่วงหน้าร้อนฉันมักจะมาเที่ยวกับท่านแม่ที่นี่บ่อยๆ ...เพราะท่านพ่อมักงานยุ่ง ช่วงปิดเทอมฉันก็เลยมักจะอยู่กับท่านแม่แค่สองคน”


    ใบหน้าหวานเบือนไปสบดวงหน้าคมคายของคนพูด เธอสังเกตเห็นได้ถึงรอยเศร้าหมองในอัญมณีเลอค่าคู่นั้น สาวน้อยผมทองถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนพูดลอยๆ ด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เลิกทำหน้าเซียวสักทีเหอะน่า แค่นี้ในแพลนท์ก็มีคนอมทุกข์เยอะจะตายอยู่แล้ว” เธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดเสียดสีใคร แค่พูดความจริงให้ฟังเท่านั้นเอง

    ความรู้สึกเสียใจ ทุกข์ใจ ข่มขื่น มีแต่ทำให้เศร้าหมอง สิ่งพวกนี้เธอไม่เคยนึกชอบเลยจริงๆ


    ริมฝีปากแดงชาดขยับยิ้ม “นั่นสินะ เลิกทำหน้าเซียวสักทีดีกว่า” ชายหนุ่มเผลอตัวใช้คำพูดเจ้าหล่อนย้อนกลับเข้าให้ “กลับบ้านกันเถอะ”


    คางาริพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหมุนตัววิ่งรุดไปยังรถยนต์สีแดงคันสวยที่จอดอยู่ลิบๆ


    + + + + + + +


    ทันทีที่รถสปอร์ตสีแดงสดจอดเทียบหน้าอพาร์ทเม้นต์สีขาว ร่างสูงก็เปิดประตูลงจากรถ พลางทำท่าจะเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง ทว่าสาวน้อยผมทองกลับส่งสายตาบอกให้หยุดเสียงก่อน ทั้งยังส่งเสียงโต้กลับมาด้วยว่าเธอจัดการตัวเองได้


    “เธอนี่ไม่ชอบให้ฉันทำดีด้วยรึไงกันนะ” น้ำเสียงที่พูดพยายามปรับให้ฟังดูน้อยอกน้อยใจ


    “ฝันไปเถอะ ซา-” คางาริหยุดปากทันที เมื่อบุรุษด้านข้างเริ่มชักสีหน้างอนจัด “ฉันหมายถึง...อัสรัน”


    ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏรอยยิ้มพอใจแทนที่ด้วยความรวดเร็ว


    “เจอกันพรุ่งนี้นะ คางาริ” เขาเอ่ยลา เมื่อเห็นว่าเธอลงจากรถเรียบร้อย หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป


    “จริงสิ คางาริ!” อัสรันเอ่ยเรียกเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้


    “มีอะไรเหรอ?”


    “คือ...วันเสาร์นี้...เธอช่วยไปเยี่ยมลักซ์ด้วยกันกับฉันหน่อยได้มั้ย อ่า...แน่นอน...หลังจากที่เสร็จมื้อกลางวันน่ะ” เลขาฯ สาวนิ่งไปเล็กๆ เมื่อได้ยินคำชวน


    “ไปเยี่ยม...ลักซ์?”


    ชายหนุ่มขยับรอยยิ้มเจื่อน ทว่ากลับไม่ดูเศร้าเท่าเมื่อวาน “ฉันอยากจะไปเคลียร์เรื่องต่างๆ ให้เสร็จน่ะ...โดยเฉพาะเรื่องหมั้น ฉันคิดว่าบางที...เธออาจจะอยากคุยกับคิระ”


    คำอธิบายที่เธอนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ก่อนผงกศีรษะรับ “พาฉันไปด้วยแล้วกัน”


    ร่างสูงเฝ้ามองคนตัวเล็กกว่าเดินลับตาหายไปในตัวอาคารสีขาวเบื้องหน้า ทว่าสิ่งหนึ่งกลับสะดุดสายตาให้ตวัดไปมอง อัสรันหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นร่างๆ หนึ่งจ้องเขม็งลงมาที่เขาจากหน้าต่างบานใหญ่ที่น่าจะเป็นห้องของคางาริ
    และด้วยสายตาระดับเขา ประธานหนุ่มสามารถบอกได้ทันทีว่าคนๆ นั้นคือเพื่อนสมัยเด็กของหล่อน...อัฟเหม็ดนั่นเอง


    อัสรันยักไหล่วืด มันชัดเจนอยู่แล้วที่เจ้าหมอนี่คงมีความรู้สึกพิเศษให้กับเพื่อนสาวผมทองของเขา ให้ตาย! หมอนั่นถึงขนาดเรียกหล่อนว่า ‘เจ้าหญิง’ ด้วยซ้ำไป สงสัยจะยกย่องทูนเกล้าไว้เหนือหัว ถ้าหากกราบไหว้เช้าเย็นได้ก็คงจะทำแล้วกระมัง ส่วนแม่นั่นก็ดูจะซื่อเกินกว่าจะรู้เรื่อง แล้วทำไมเขาจะต้องถูกลากเข้าไปเอี่ยวด้วยล่ะเนี่ย...


    สงสัยป่านนี้คงหงุดหงิดน่าดู...ก็เล่นหายไปกับฉันทั้งคืนเลยนี่นา


    ชายหนุ่มยักไหล่ก็ครั้งขณะก้มตัวสตาร์ทเครื่องยนต์ เขาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องหัวใจของใครหรอกนะ มันยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป ยังไงซะเขาก็ไม่คิดจะแย่งคางาริจากอัฟเหม็ดในลักษณะนั้นอยู่แล้ว...


    เขาก็แค่...อยากเป็นเพื่อนด้วย...ก็แค่นั้นเอง!


    ริมฝีปากแดงชาดเหยียดรอยยิ้มกว้าง เมื่อเจ้าตัวเริ่มตั้งสติกลับมายังถนนเบื้องหน้า รู้สึกดีไม่น้อยที่เขาได้รู้จักเพื่อนใหม่ ก่อนจะนึกถึงอ่างอาบน้ำอุ่นที่กำลังรอเขาอยู่ในบ้านพักหลังเดิม


    + + + + + + +


    คางาริได้แต่ขยับยิ้มเจื่อน รู้สึกผิดในใจไม่น้อยเมื่อภาพคนคุ้นเคยทั้งสองปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ใบหน้าขึงเครียดดู่อ่อนล้าไม่น้อย ไหนจะดวงตาบวมเป่งที่มืดตื๋อเหมือนแพนด้านั่นอีกล่ะ


    แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเคย


    “อืมมม...อรุณสวัสดิ์”


    เท่านั้นแหละน็อตที่หลวมอยู่ก็พากันร่วงกรู....


    “คางาริ!!” อัฟเหม็ดเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาคว้าร่างบอบบางเข้าไปกอดเสียแน่นด้วยความลืมตัวจัด


    ...สงสัยจะลืมด้วยละมั้งว่ากระดูกเธอก็ร้าวเป็นเหมือนกันนะยะ!!


    “เธอบ้ารึเปล่าเนี่ย! ให้ตายสิ! เธอรู้บ้างมั้ยว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! ให้ตายสิ! เราสองคนนั่งถ่างตารอเธอทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะ รู้มั้ย!!”


    หญิงสาวหน้าเบ้ทันทีที่เสียงแสบแก้วหูทะลุลอดเข้ามา ก่อนที่จะขัดอย่างอดไม่ได้ “ฉัน...”


    “ไม่ห่วงความปลอดภัยตัวเองบ้างเลยรึยังไง ฮะ!? ให้ตาย! แถมไปอยู่กับไอ้เจ้าบ้านั่นด้วย!” ชายร่างเล็กตะโกนสุดเสียง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อควบคุมสติ นัยน์ตาคมปลาบสะท้อนแววเจ็บปวดนิดๆ “หมอนั่น...ไอ้หมอนั่นมันไม่ได้ทำอะไรเธอใช่มั้ย...รึว่า...?”


    “อัฟเหม็ด!” นัยน์ตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกใจกับความคิดเพื่อนสมัยเด็กตรงหน้า ก็เท่าที่เธอรู้มา ไม่เห็นมีอะไรทำนองนั้นเลยนี่นา! ถึงแม้ซาล่าจะทำตัวแย่ขนาดไหน เขาก็ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นได้หรอกน่า...หมอนั่นออกจะเป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่เหรอ...!?


    ใบหน้าหวานซับสีโลหิตแดงระเรื่อทันที “ประสาท! ใครเขาจะไปทำ...อย่างนั้นเล่า!” ดวงตาคู่โตหลุบวูบ “อีกอย่าง ถ้าหมอนั่นกล้าทำละก็...คงกลายเป็นศพคาบ้านไปแล้ว!”


    อัฟเหม็ดถอนใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเจ้าซาล่านั่นก็ไม่ได้สร้างความเสื่อมเสียอะไรให้กับเจ้าหญิงของเขา คิซากะผ่อนลมหายใจหนักๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะผายมือคู่วัยรุ่นไปยังโซฟาตรงหน้าแทนคำพูด


    อาการที่หญิงสาวได้แต่ครางเบาๆ


    สงสัยงานนี้ได้เล่ากันยาวแหงๆ....


    + + + + + + +
    [To Be Continued]

    ละลายแล้วสินะ เฮียเผา...
  10. platypus

    platypus New Member

    EXP:
    11
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    1
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*อัพตอนจบแล้ว!! 26/07/08*)

    อยากอ่านต่อเร็วๆอ่ะ

    อัสรันอยากได้คางาริเป็นแค่เพื่อนจริงๆหรือย่ะ

    เดี๋ยวจะได้ร้องไห้อีกรอบหลอก
  11. PunzZala

    PunzZala New Member

    EXP:
    12
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 27/08/08*)

    กะรี๊ด กรี๊ดดดดดดดดดดดด

    พี่เผาของเราละลายแล้ววว ฮร่า~~~

    กรี๊ดน่ารักเกินทานทนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

    โฮ่~~~

    สามรอบเลยเหรอเนี่ย ยาวนานจังงง
  12. ploykun

    ploykun New Member

    EXP:
    46
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 27/08/08*)

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ซาล่าน่ารักเกินไปแล้วววววววววววววววววววววววว
    อยากให้ต่อไวๆจังเลยยยยยยยย
  13. zeziaria

    zeziaria New Member

    EXP:
    7
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 27/08/08*)

    คิดถึงจังเลยเรื่องนี้ ตอนอยู่ที่เก่า ดอง อยากอ่านแทบแย่แต่ไม่ต่อ หวังว่าเที่ยวนี้ลงจนจบนะค่ะ
    เป็นกำลังใจให้ สู้ๆลงจนจบ​
  14. kumi

    kumi Active Member

    EXP:
    805
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    36
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 27/08/08*)

    มาลงต่อแล้ว เดี๋ยวตอนต่อไปมาด้วยความเร็วแสง * * แปลอยู่

    ภาษาดีขึ้นมั่งรึยังหว่า

    ช่วงนี้ไปติดนิยายจีน ภาษากำลังภายในจะติดมามั่งมั้ยเนี่ย (ฮา)


    ************************************************************

    ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผมสีน้ำเงินเดินก้าวยาวๆ ออกมาจากห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์ ประธานสภาหนุ่มรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเพื่อนสนิทสองคนในชุดทหารซาฟท์กำลังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับรออยู่บนโซฟากลางห้อง


    “ฉันนึกว่าจะต้องนั่งรอนายผูกมิตรกับพวกเนเชอรัลงี่เง่าให้ได้ซะก่อนเสียอีก ถึงจะเสด็จยุรยาตรออกมาจากห้องน้ำได้” น้ำคำแดกดันจากบุรุษหน้าหวานผมเงินคนเดิม แสดงความกราดเกรี้ยวของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ขณะที่ดีอัคก้าคนห้ามทัพเสมอได้แต่ส่ายหน้าอย่างปลงๆ


    ทว่าปฏิกิริยาของบุคคลที่สมควรจะโกรธกลับสร้างความงุนงงให้ชายหนุ่มสองคนไม่น้อย ที่จู่ๆ ร่างสันทัดตรงหน้าที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเกิดหลุดหัวเราะเสียดังพรืด!


    คนยั่วโมโหได้แต่มองบุรุษที่ว่าอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเลิกคิ้วสูง


    ไอ้หมอนี่...สงสัยมันจะเพี้ยนไปแล้ว


    มันยังมีอารมณ์มาหัวเราะอีกเหรอวะ!



    “แกเพิ่งถูกคู่หมั้นเขี่ยทิ้งไปเมื่อคืนเองนะเว้ย ยังมีหน้ามายืนปล่อยก๊ากอะไรแถวนี้ได้อีกเรอะ! หา!?” เสียงตวาดแว๊ดของอีซาคเอ่ยขึ้นก่อนที่ดีอัคก้าจะสามารถหาอะไรไปอุดปากได้ทัน


    อัสรันตวัดสายตาไปยังเพื่อนทั้งสองด้วยอารมณ์เบิกบาน แม้จะไร้เสียงหัวเราะแต่ใบหน้าหล่อเหลายังปรากฏรอยยิ้มบางๆ อยู่ไม่หาย “แล้วถ้าหากฉันบอกนายว่าได้เป็นเพื่อนกับเนเชอรัลแล้วจริงๆ นายจะคิดว่าไง?” เขาพูดพลางเอียงคอน้อยๆ หมายจะแกล้งคนขี้โมโหตรงหน้าสักหน่อย
    แน่นอน นี่ไม่ใช่คำตอบที่อีซาคคาดหวังไว้แน่


    “แกจะบ้าเรอะ!” พูดได้แค่นั้น ขณะที่ชายผิวสีอีกคนอ้าปากค้างถึงพื้นเลยทีเดียว


    หูฝาดแน่เลยฟ่ะ...


    “นายพูดเล่นใช่มั้ย อัสรัน?” ดีอัคก้าถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แต่ไอ้คนตรงหน้ามันก็ยังส่ายหน้าดิก


    รอยยิ้มเหยียดปรากฏบนใบหน้ากร้านแดดทันที หมอนี่มันเลิกโรคเกลียดเนเชอรัลเข้ากระดูกดำได้แล้วงั้นเหรอ ใจจริงเขานึกยินดีไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว


    “นายแน่มาก!” ไม่พูดเปล่า ชายร่างสูงยังเดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนรักเสียป๊าบใหญ่


    “เลิกบ้าสักทีเหอะน่า ซาล่า” อิซาคส่งเสียงบ่นลอดไรฟัน ยังไม่รู้สึกเชื่อกับคำพูดของประธานสภาคนนี้เท่าใดนัก “นายเพิ่งมีเรื่องกับคุณหนูไคลน์ไปเมื่อวาน แล้วจู่ๆ จะกลับมาบอกว่าเป็นเพื่อนกับเนเชอรัลได้แล้วงั้นเหรอ? นี่มันบ้าชัดๆ!”


    ดีอัคก้าตวัดนัยน์ตาคู่คมไปสบอัญมณีสีเขียวมรกตของฝ่ายตรงข้าม นั่นสินะ เขาอาจจะหวังสูงไปหน่อย บางทีอัสรันที่พูดอย่างนั้นออกมาก็แค่เพื่อจะลืมเรื่องของลักซ์เท่านั้น


    “อัสรัน แล้วเรื่องลักซ์ล่ะจะเอายังไง?”


    น่าแปลกที่บุคคลตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาตึงเครียดกับชื่อดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มแค่ถอนหายใจธรรมดา ไม่มีความโกรธเคืองหรือเกลียดชังในแววตา รัตนชาติคู่งามดูสงบนิ่งและเยือกเย็นอย่างประหลาด


    “ลักซ์...ลักซ์ทำไมล่ะ?”


    “ไอ้ประสาท! นี่แกแกล้งโง่ หรือว่าแกโง่จริงๆ กันแน่วะ!”


    คราวนี้อัสรันถึงกับต้องใช้ปากช่วยเพื่อกลั้นหัวเราะอากัปกิริยาของคนตรงข้าม “เออ ฉันรู้น่า ว่านายหมายถึงอะไร” เขาเอ่ยขำๆ พลางใช้มือลูบคางอย่างใช้ความคิด


    “ลักซ์น่ะเหรอ? ในเมื่อเธอทิ้งฉันไปหาคิระ แล้วทั้งคู่ก็รักกันดี เพราะงั้น...ฉันก็ว่าจะปล่อยเขาไป”


    ความเงียบเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ ก่อนอีซาคจะอดรนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นเป็นคนต่อมา “แค่นั้นเนี่ยนะ? ที่นายอยากพูดมีแค่นั้นเองเรอะ??” ชายผมเงินพูดขณะคิ้วเรียวสวยเริ่มขมวดเป็นปม


    “งั้นฉันควรจะพูดอะไรเพิ่มดีล่ะ อืมมม~” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นฟังดูกลุ้มใจเสียเหลือเกินจนเพลย์บอยอย่างดีอัคก้าได้แต่ยืนตะลึงกะพริบตาปริบๆ


    อัสรัน....มันทำตัวแปลกจริงๆ เว้ยเฮ้ย!


    “ซาล่า...บอกมา มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” คนความอดทนต่ำอย่างอีซาคพยายามอย่างมากในการควบคุมน้ำเสียงให้เรียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเลือกจะระบายอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองใส่เก้าอี้นวมราคาแพงลิบของเพื่อนแทน


    “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ ลักซ์กับคิระก็อยู่ด้วยกันดี เรื่องมันก็จบ แล้วฉันก็แค่ได้เพื่อนใหม่มาอีกคน ...ก็แค่นั้น” อัสรันสรุปง่ายๆ


    “นายกำลังพูดประชดฉันรึเปล่าเนี่ย ไอ้งี่เง่า?” ให้ตายเซ่...อยากจะบั่นคอไอ้คนตรงหน้าเป็นชิ้นๆ เลยจริงๆ เว้ย!


    “ฉันไม่ได้ประชดอะไรใครทั้งนั้น และก็อย่าเรียกคนที่มีตำแหน่งสูงว่าตัวเองว่า “ไอ้งี่เง่า” ด้วยนะ คุณผู้บังคับบัญชา” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเอ่ยขึ้นเรียบๆ รู้สึกพอใจไม่น้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยๆ คนถูกตำหนิแดงก่ำด้วยอารมณ์โมโห ก่อนจะตามมาด้วยอาการกัดฟันกรอดๆ พลางพร่ำสบถด่าเขาในใจยังเมามัน


    “อัสรัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” คราวนี้เป็นอีกคนที่เอ่ยคำถามซ้ำ น้ำเสียงจริงจังของบุรุษผมทองทำให้ประธานหนุ่มเลือกที่จะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟัง โดยมีนายทหารสองคนนั่งตาโตฟังเขาอย่างไม่เชื่อหู


    “งั้น...” อีซาคเปรยขึ้นขณะพยายามตรองสิ่งที่ฟังเข้าสมองอีกรอบ “นายใช้เวลาทั้งคืนอยู่กับยัยเลขาฯ เนเชอรัลงี่เง่านั่นน่ะนะ?”


    นัยน์ตาสีมรกตหรี่แคบกับชื่อเรียกที่ไม่สบอารมณ์ “คางาริไม่ได้งี่เง่าสักหน่อย”


    คำกล่าวที่อีซาครีบส่ายหน้าด้วยความเร็วสูง “แถมตอนนี้นายยังเรียกหล่อนด้วยชื่อต้นอีกต่างหาก! บ้าไปกันใหญ่แล้ว!!”


    ขณะที่คนหนึ่งกำลังสติแตก อีกคนหนึ่งกลับยิ้มแก้มปริ พลางส่งสายตากรุ่มกริ่มไปยังเพื่อนชายอีกคน “นี่นายอยู่กับ...สาวน้อยทั้งคืน แน่ใจเหรอว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น...เลยน่ะ หืมมม?”


    คำแหย่เล่นๆ ที่เรียกปรากฏการณ์ช็อครอบที่สี่ของวัน เมื่อจู่ๆ ท่านประธานซาล่าที่ยิ่งใหญ่แห่งซาฟท์เกิดหน้าแดงแป๊ดขึ้นมาเสียเฉยๆ!!


    “อย่าเอาฉันไปเทียบกับนาย ดีอัคก้า!” อัสรันพึมพำตอบเสียงแผ่ว ขณะที่ดวงหน้าคมคายเริ่มร้อนเรื่อๆ


    เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลยจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืน...เขาอยู่กันสองต่อสอง...ริมทะเล...บรรยากาศชวนเป็นใจชนิดไร้คำบรรยายเลยทีเดียว


    ชายหัวทองส่งเสียงหัวเราะหึๆในลำคออย่างอดไม่ได้ ขณะที่อีซาคป่านนี้มุ่นคิ้วติดกันแน่นเสียจนใกล้จะผูกเป็นโบว์ได้เต็มที เมื่อเห็นดังนั้นอัสรันจึงได้สะบัดหน้าไล่ความคิด...อ่า...ไม่พึงเป็นสุภาพบุรุษออกไปจากหัว


    “อะโธ่ โถๆ อะไรว้า...ไร้น้ำยาชิบเป๋ง” ดีอัคก้ากล่าวลอยๆ พลางแสร้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าหากเป็นฉันละก็นะ...ป่านนี้คงจะ-”


    “ฉันไม่อยากได้ไอ้บ้ามาเพิ่มอีกตัว เอลท์แมน” เสียงห้วนๆ ของคนขี้หงุดหงิดตวัดแทรกทันที อัสรันได้แต่นึกขอบคุณความขี้โมโหของอีซาคอยู่ในใจ


    “แล้วเรื่องหมั้นละหว่างนายกับคุณหนูไคลน์ล่ะว่าไง” คนจริงจังเอ่ยถามต่อเมื่อเพื่อนหนุ่มตรงหน้าดูจะหายจากอาการเลือดสูบฉีดโอเวอร์แล้ว


    “ฉันว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับเธอวันเสาร์ ถ้าหากเธออยากจะถอนหมั้นจริงๆ ...ก็เอาตามนั้น และดีอัคก้า...เมื่อไหร่แกจะเลิกยิ้มเหมือนคนบ้าสักที” ประโยคสุดท้ายเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญเมื่อเห็นคนอารมณ์ดีจัดข้างกายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยิ้มชวนหัวนั่นสักที


    พนันได้เลย มันกำลังคิดเรื่องอกุศลอยู่แหงๆ... คิดไปก็ขนลุกเกรียว


    อีซาคกลับไม่สนใจท่าทีของเพื่อนสนิท นัยน์ตาสีฟ้าเย็นชาจดจ้องบุรุษตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา “แค่นั้นเนี่ยนะ? ฉันนึกว่าแกช้ำใจเจียนจะฆ่าตัวตายเพราะยัยคุณหนูไคลน์นั่นเสียอีก”


    ร่างสูงไหวไหล่น้อยๆ ก่อนเอ่ยตอบสั้น “ตอนแรกฉันก็ว่างั้น...แต่...เธอเป็นคนทำให้ฉัน...เปลี่ยนไป”


    คำอ้างอิงที่คนฟังเลิกคิ้วสูง “เธอ?”


    “แม่(เพื่อน)สาวน้อยคนใหม่ของอัสรันไง...คุณเลขาฯ หัวรั้นคนนั้นน่ะ” ดูเหมือนดีอัคก้าจะหลุดออกจากห้วงจินตนาการอันบรรเจิดที่ว่าแล้ว
    ชายผมขาวสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ทันที “นายจะต้องเสียใจแน่ ซาล่า ฉันรับประกันได้เลย...พวกเนเชอรัลน่ะ มันปีศาจร้ายในคราบคนชัดๆ”


    ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับแค่ระบายรอยยิ้ม “ถ้างั้นฉันก็ขอเก็บเกี่ยวความสุขตอนนี้ ก่อนที่จะเสียใจก็แล้วกัน”


    + + + + + + +


    เป็นเรื่องยากสำหรับเธอไม่น้อยในการทำใจให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คางาริรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก ตอนแรกเธอคิดเอาเองด้วยซ้ำว่าอาจจะแค่ฝันไป แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อตัวเธอไม่ยอมหลุดจากฝันที่ว่านั่นสักทีจนเวลาล่วงเลยมากว่าสองวันแล้ว ดังนั้นจึงสรุปได้อย่างเดียวว่าเธอไม่ได้ฝันไป....เป็นความจริงแท้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์!


    อัสรัน...อ่าใช่ ตอนนี้เธอเริ่มเรียกเขาด้วยชื่อจริงแล้ว (ชื่อที่เธอเคยสาบานฟ้าดินไว้เป็นมั่นเหมาะว่าถึงตายก็ไม่มีทางพูด) กลายเป็นคน...น่ารักเสียได้ แม้เธอจะยอมรับว่า น่ารัก ในที่นี้ไม่น่าจะเข้ากับประธานหนุ่มคนนี้เลยสักนิด เขาเริ่มทำตัวเป็นสุภาพบุรุษชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ...ทำเอาเธอขนลุกไปเป็นพักๆ เลยทีเดียว


    เธอไม่นึกชินกับอัสรัน ซาล่าคนนี้จริงๆ เลยให้ตายเถอะ!


    น่าแปลกที่สักพักเธอกลับเริ่มชิน และสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงของหมอนี่ได้ทีละนิด ไม่อยากจะบอก...เดี๋ยวนี้เธอยังเผลอยิ้มตอบเวลาเขาส่งยิ้มมาให้ที่ทำงานด้วยซ้ำ (โชคยังดีที่กองกำลังสาวกซาล่าไม่ได้อยู่แถวนั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงถูกเหยียบจมดินแหงๆ) แถมคำดูถูกเหน็บแนมเนเชอรัลก็ไม่เคยหลุดออกจากปากคนๆ นั้นอีกเลย ความจริงเขาเริ่มพูดจาดีๆ กับเธอมาสักพักหนึ่งแล้ว บางทีถึงขนาดอยากเอ่ยปากเลี้ยงอาหารกลางวันเธอด้วยซ้ำ เสียก็แต่ว่าทุกครั้งจะมีผู้คนมากมายทั้งชายและหญิงมาคอยขัดจังหวะตลอดทุกที


    จนมาครั้งนี้ที่สำเร็จผล....


    ถ้าจะให้พูดความจริง หญิงสาวเองก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่นักที่ต้องไปทานอาหารกลางวันกับเขาเพียงแค่สองคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านประธานนึกนิยมงัดโหมดสุภาพบุรุษจ๋าออกมาใช้กับเธอบ่อยๆ เนี่ยแหละ...


    ฉันนี่ชักจะนอยด์* เกินไปแล้ว


    (*นอยด์ -- มาจากพารานอยด์ เห็นใช้ในเป็นต่ออยู่ ทับศัพท์ได้ละมั้งเนอะ)


    สาวน้อยร่างบางยืนขึ้นมองดูภาพสะท้อนตัวเองในกระจกอีกครั้ง เรือนร่างโปร่งอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีแดงสดรัดรูปกับกางเกงผ้าพอดีตัว มือบางเสยเส้นผมเล็กละเอียดสีทองยุ่งเหยิงสองสามครั้ง พยายามจัดให้มันเข้าที่เข้าทางที่สุดเท่าที่จะทำได้


    วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ วันที่อัสรันสัญญาว่าจะพาเธอไปเลี้ยงข้าว ถ้าให้เดานิสัยเจ้านาย คางาริคาดว่าชายหนุ่มคงจะขับรถมารับเธอที่บ้านในอีกชั่วโมงข้างหน้า ทั้งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือหญิงสาวกลับลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมพร้อมก่อนกำหนดโดยที่ตัวเธอเองยังนึกแปลกใจ


    นัยน์ตาคู่โตจับจ้องภาพสะท้อนในกระจกอีกครั้งอย่างหงุดหงิด เธอนี่ไม่ได้มีความสมหญิงเอาเสียเลย จริงอยู่ที่เอวเล็กๆ ของเธอมันคอดอยู่พอควร แล้วหน้าอกหน้าใจนี่ก็ใช่ว่าจะแบนนักหนา แต่ไม่ว่าจะเทียบอย่างไรเรือนร่างของเธอก็สู้เลดี้สมบูรณ์แบบอย่างลักซ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


    ให้ตาย...ฉันนี่หุ่นเหมือนเด็กผู้ชายชะมัด



    ความคิดที่แล่นเข้ามาทำเอาร่างบางชะงักกึก!


    นี่...ฉันกำลังคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่เนี่ย..!!?? ความคิดที่เล่นเอาประสาทลุกชันขึ้นทั้งร่าง เธอเสียสติไปแล้วรึเปล่านี่!?


    “ผู้หญิงทุกคนก็สวยได้กันทั้งนั้นนะ แล้วเราก็ต้องรู้จักใช้ความสวยนั่นให้เป็นประโยชน์ด้วยรู้มั้ย” จู่ๆ คำพูดของลูน่าร์ก็ดังขึ้นในห้วงคิดทำเอาใบหน้าหวานขึ้นสีร้อนผ่าว


    ให้ตายสิ! ทำไมจู่ๆ เธอถึงได้คิดมากเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเสียเฉยๆ? เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่? ทำไมเธอต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องหุ่นตัวเองด้วยนะ บ้าจริง!


    คางาริสะบัดหน้าพรืด ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งเครียดกับเรื่องหญิงๆ พรรค์นี้หรอก! ถึงนั่งกลุ้มยันเช้าก็คงยังหาข้อสรุปไม่ได้ หญิงสาวผมทองถอนหายใจเฮือก ก่อนทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนุ่ม


    ถ้าหากฉันลองกระโปรงล่ะ? บางทีเขาอาจจะชอบ...


    นัยน์ตาสีน้ำผึ้งเหลือบมองเหล่าชุดกระโปรงบานแฉ่งที่คิซากะจัดแจงซื้อมาให้จากห้างสรรพสินค้าบนโลก เหอะ...นึกย้อนไปตอนนั้น เธอแทบจะโยนเอาเสื้อสุดจะแพงแสนแพงพวกนี้ใส่เตาผิงเผาไฟเสียให้หมด! เสียก็แต่ว่าคิซากะรู้ทันคุมฟืนไฟเหล่านั้นแจเหลือเกิน


    บางที...เธอน่าจะใส่กระโปรง...



    “อ๊ากกก เป็นบ้าอะไรเนี่ย! ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อยนะ!!” สาวน้อยผมทองตะโกนสุดเสียง ก่อนจะทิ้งตัวนอนชักดิ้นชักงอบนเตียงโปรดพักหนึ่ง
    เมื่อกี้...เมื่อกี้เธอคิดจะลุกมาใส่กระโปรงหวานแหววพวกนั้นแค่เพราะต้องเจอกับอัสรัน ซาล่าจริงๆ น่ะเหรอ??


    พระเจ้า...พระเจ้า!


    ฉันต้องประสาทกลับไปแล้วแน่ๆ เลย!!



    ข้อสรุปที่ทำเอาร่างบางหมดแรงมุดหัวซุกหมอนอย่างหมดท่า ให้ตายสิ! ฉันนี่ท่าจะเพี้ยนขึ้นทุกวัน! ใส่กระโปรงเนี่ยนะ! คางาริ ยูละ อัสฮา! เธอมันบ้าไปแล้ว!


    ทั้งหมดนี่เป็นความผิดอัสรันคนเดียว! ถ้าหากหมอนั่นไม่ได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษนัก ไม่ได้ใจดีด้วย ไม่ได้หล่อปานฟ้าประทานส่งรัศมีเจิดจ้าขนาดนั้นเธอคงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจขนาดนี้หรอก!


    ทั้งที่หมอนั่นออกจะดูดีขนาดนั้น...แล้วดูเธอสิ....


    “อ๊ากกกกกกกก หยุดคิดสักทีเซ่!!” เสียงโวยวายสุดท้ายดังขึ้นก่อนหมอนใบโปรดจะถูกยกขึ้นปิดหน้า


    + + + + + + +


    “ให้ฉันไปด้วยคนนะ คางาริ” คำถามซ้ำซากรอบที่เก้าของวันนี้เป็นของอัฟเหม็ด เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีช็อคโกแลตคนเดิมที่ยามนี้ย้ายข้าวของมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เป็นการฐาวรแล้วเรียบร้อย พร้อมเหตุผลที่ว่า อยู่คนเดียวมันเหงาเกินไป ทีแรกเจ้าหญิงผมทองออกจะชอบพอความคิดนี้อยู่ไม่น้อย เพราะอัฟเหม็ดเองก็เป็นคนสนุกใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามต้องการหาเพื่อนเล่นเกมส์ คิซากะเองก็ไม่ได้เอ่ยทัดทานแต่อย่างใด
    ทว่าเธอมัวแต่ตื่นเต้นจนลืมนึกไปว่าเพื่อนสมัยเด็กของเธอออกจะเป็นโรควิตกกังวลมากกว่าปกติ ยิ่งยามนี้เรียกได้ว่ากำลังโอเวอร์ใช้ได้ ตั้งแต่มีเรื่องคราวนั้นเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้เธอไปไหนมาไหนคนเดียวอีกเลย แม้แรกๆ คางาริจะพอเข้าใจเหตุผล แต่คราวนี้หญิงสาวรู้สึกหัวเสียพอดู เพราะเส้นความอดทนของเธอมันใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มแก่


    “อัฟเหม็ด” คางาริเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไม่เป็นไรหรอกน่า เชื่อฉันสิ”


    นัยน์ตาขึงเครียดหรี่แคบลงทันที “เธอจะออกไปข้างนอกกับซาล่านั่นไม่ใช่เหรอ!”


    ถ้อยคำกระด้างนั่นทำเอาเส้นอารมณ์สาวน้อยพุ่งปรี๊ด ก่อนจะหันกลับไปกับชับอย่างเสียไม่ได้ “อัสรัน...เขาเป็นคนดีน่า...แปปเดียวฉันก็กลับมา”
    “แต่ว่า…” หนุ่มผิวแทนยังไม่ยอมแพ้ วูบหนึ่งที่คางาริสังเกตได้ถึงแววตาโกรธเคืองในดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้น “เธอจะแน่ใจได้ยังไง...?”


    นั่นไง...ขีดความอดทนอันสุดท้ายทะลุดังโพละ...เธอนึกอยากจะขยี้หัวเธอแรงๆ สามสี่ทีเป็นการระบายอารมณ์เสียจริงๆ เชียว


    “ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่! เข้าใจมั้ย? จะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ!” กล่าวสะบัดก่อนจะหมุนตัวเดินออกนอกประตูไป


    “คางาริ!”


    “อย่าตามมาล่ะ ขอร้องล่ะ” คำพูดฟังนุ่มนวลทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบราวกับคำสั่ง บานประตูหนาถูกปิดลงดังปัง! โดยไม่สนใจชายหนุ่มทั้งสองที่อยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย


    อารมณ์หงุดหงิดยังคงเดือดพล่านขณะร่างบางเดินสาวเท้าไปที่ลิฟท์ ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงกว่าอัสรันจะมารับ แต่เธอก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้ออกไปจากอพาร์ทเม้นต์บ้าๆ นี่ก็พอ! ไปให้พ้นจากสายตาสอดแนมของเหล่าองค์รักษ์จอมวิตกจริตก็เป็นอันใช้ได้!


    คางาริรู้สึกยินดีไม่น้อยเมื่อเห็นว่าอัฟเหม็ดไม่ได้ตามมาจริงๆ ...ดีแล้ว...ถ้าหากตามมานะจะซัดให้น่วม!


    + + + + + + +


    อัสรันรู้สึกว่าเขาตัดสินใจถูกแล้วที่ออกมาก่อนเวลา ชายหนุ่มร่างสูงในชุดปิดคอสีเขียวราคาแพงกับกางเกงสีกากีเรียบเข้าทรงดันแว่นตาสีดำสนิทให้เข้าที่ แต่เมื่อจะสาวเท้าเดินออกจากอพาร์ทเม้นต์ สายตาก็ไปสะดุดกับเพื่อนรักผมบลอนด์ที่ยืนพิงกำแพงรออยู่หน้าเสียก่อน


    “ว่าไง” เสียงใสเอ่ยทักร่าเริง อาการที่ทำให้ประธานหนุ่มต้องลดกรอบแว่นดีไซน์หรูลง นัยน์ตาสีมรกตส่อประกายฉงนพร้อมกับคิ้วเข้มที่เลิกขึ้นอย่างงงๆ


    “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” เป็นคำถามที่ไร้คำตอบเมื่อหญิงสาวตรงหน้าเลือกที่จะเงียบครู่หนึ่ง ใบหน้าหวานหันมาระบายรอยยิ้มบางเบาให้ ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ!”


    แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่ความเงียบที่โรยตัวขึ้นรอบๆ คนพูดมากอยู่เสมอทำให้อัสรันรู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย ต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ เพราะเจ้าหล่อนไม่เคยนิ่งเงียบได้ถึงขนาดนี้...ถ้าหากไม่นับเหตุการณ์ตอนเจอยูน่าในคราวก่อน แต่หลังจากนั้นหญิงสาวก็กลับมาทำตัวปกติเช่นเดิม


    หลังจากสังเกตเงียบๆ มาพักหนึ่ง ชายหนุ่มก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าสตรีตรงหน้ามีเรื่องใดไม่สบายใจ จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผน จากแต่เดิมที่คิดจะพาเธอไปร้านอาหารโปรดของเขาก็เปลี่ยนเป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนแทนเป็นการเอาใจ โดยไม่สนใจสภาพท้องตัวเองที่รู้ดีว่าทนกินอหารประเภทนั้นไม่รอดหรอก...


    แต่กลับเป็นเรื่องน่าแปลกเมื่อเลขาฯ ส่วนตัวของเขาที่เคยเจริญอาหารทุกเมื่อกลับไม่แตะต้องของโปรดตรงหน้าเลยแม้สักนิด ตอนที่สั่งอาหารร่างบอบบางแค่เลือกเมนูพิเศษที่ขึ้นชื่อของร้านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าเผ็ดที่สุดด้วย...ด้วยความที่เป็นคนมารยาทดี อัสรันก็จำใจปั้นหน้ายิ้มสั่งเหมือนกันแม้จะเป็นรายการที่ไม่ชอบเอามากๆ ก็ตาม


    ยิ่งนานเข้าชายหนุ่มก็ยิ่งทวีความสงสัย และเมื่ออัสรัน ซาล่านึกสงสัยขึ้นมา...เขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หาคำตอบให้ความสงสัยอย่างจริงจังเสียด้วย นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองคนนั่งตรงข้ามเงียบๆ อีกครั้ง จังหวะเดียวกับที่เจ้าหล่อนมองอาหารตรงหน้าแล้วถอนหายใจดังเฮือกราวกับกำลังชื่นชมภาพศิลปะชั้นเยี่ยมที่มีป้ายเตือนว่า “ห้ามแตะต้องสินค้า พวกงี่เง่า!”


    แม้จะรู้ว่าเสียมารยาทที่เข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่เขากลับทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว อัสรันกระแอมครั้งหนึ่ง ก่อนน้ำเสียงนุ่มนวลจะเอ่ยถามเบาๆ


    “คางาริ...มีอะไรรึเปล่า?” เสียงเรียกสติเธอให้หลุดออกจากภวังค์ ใบหน้าขาวเนียนเงยขึ้นจากจานตรงหน้าก่อนกะพริบตาถี่ๆ สามสี่ครั้ง


    “อ่า..เปล่านี่..อาหารอร่อยดีนะ”


    คำตอบที่อัสรันเบือนหน้าหนีพลางพ่นลมจากปากคล้ายเสียงเฮอะ “จะรู้ได้ไงว่าอร่อยในเมื่อเธอยังไม่ได้กินสักคำ”


    ดวงหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดในทันที หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ คิดหาคำแก้ตัวเป็นพัลวัน “อ่า..คือว่า...”


    “คางาริ…” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยชื่ออีกครั้ง ใบหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้มบางเบา “ถ้าหากมีเรื่องอะไรไม่สบายใจละก็...เล่าให้ฉันฟังก็ได้นะ” คำพูดช้าชัดนั่นทำเอาเธอรู้สึกร้อนวูบ


    มาอีกแล้ว...ไอ้มาดสุภาพบุรุษ...อ๊าก!


    หลักจากชั่งใจอยู่พักหนึ่ง เธอก็รู้ว่าการยอมเล่าสิ่งที่อยู่ในใจออกมาน่าจะดีกว่าการต้องมานั่งรับมือกับ ‘โหมด’ ที่เธอไม่ถนัดอยู่มากโข คางาริถอนหายใจเบาๆ


    “มันก็แค่...” เมื่อสังเกตได้ว่าคนตรงข้ามขยับตัวเลื่อนเข้ามาใกล้ หญิงสาวก็ถึงกับหน้าขึ้นสี “...ก็แค่เอียนกับการปกป้องที่น่ารำคาญเท่านั้นแหละ”
    อัสรันแค่พยักหน้า เป็นนัยให้เธอเล่าต่อ


    “อัฟเหม็ดน่ะ...ฉันก็รู้หรอกว่าเขาเป็นห่วงฉันมาก แต่ว่า..นี่มันมากเกินไปแล้วนะ หมอนั่นเล่นไม่เชื่อใจฉันเอาซะเลย แถมยังพูดว่าฉันจัดการอะไรๆ ไม่ได้อีกด้วย! ช่วงนี้ตานั่นทำหยั่งกะฉันเป็นเด็กกะโปโลอย่างงั้นแหละ ให้ตายสิ! ทำไมไม่รู้จักมองความจริงบ้างว่าฉันจะยี่สิบอยู่แล้วนะ! ยี่สิบ...ยี่สิบตามกฎหมายมันวัยบรรลุนิติภาวะไม่ใช่รึไง!? ฉันดูแลตัวเองได้สบายมากย่ะ!” สาวผมทองระบายอารมณ์พูดโพล่งออกมารวดเดียวจบด้วยความเดือดพล่าน ในขณะที่ชายหนุ่มตรงข้ามกลับเลือกที่จะนั่งฟังคำกล่าวของเธอเงียบๆ โดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้างที่หันมามองด้วยความสงสัยแม้แต่น้อย


    พอถึงยกสองเจ้าหล่อนก็กำหมัดกระแทกโต๊ะดังปัง ก่อนจะร่ายต่อยาวเหยียด “นึกว่าตัวเองก็นคนเดียวที่ดูแลฉันได้รึยังไงยะ! เฮอะ! แค่คิซากะคนเดียวฉันยังพอจัดการได้ ทำไมฉันจะไม่รู้ว่ารายนั้นคอยตามดูแลฉันตลอดเวลา แต่อย่างน้อยเขาก็ยังปล่อยให้ฉันทำตามใจบ้าง แต่อัฟเหม็ดล่ะ!? ไม่เลย! ถ้าหมอนี่ผูกเชือกรัดฉันไว้กับหลังได้คงทำไปแล้วละมั้ง! ในหัวหมอนั่นคงคิดว่าแค่แมลงก็คงต้องตามจัดการให้! มันบ้าอะไรกันยะ? ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย! ฉันอายุจะยี่สิบอยู่แล้วแท้ๆ! เฮอะ! ใครจะไปรู้ว่ากะอีแค่เกิดมาเป็นเจ้า...”


    พูดได้แค่นั้นก็ชะงักปากค้าง นัยน์ตาสีอำพันเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อครู่เธอเกือบจะหลุดปากบอกฐานะที่แท้จริงของเธอไปเสียแล้ว! เกือบจะพูดให้อัสรันฟังไปแล้วว่าเธอเป็นเจ้าหญิงแห่งออร์บ! นึกอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะแถวนี้และกรี๊ดดังๆ สักสิบทีเสียจริงๆ! เธอมัวแต่เมามันกับการบ่นจนลืมไปแล้วว่าคนที่นั่งฟังเธออยู่น่ะ...อัสรัน ซาล่า!


    การหยุดนิ่งอย่างไม่มีสาเหตุทำเอาคนกำลังฟังรื่นหูนึกสงสัย “แค่เพราะเธอเป็น...อะไรนะ?” ประธานหนุ่มพยายามเลือกใช้น้ำเสียงราบเรียบ น่าแปลกที่ลึกๆ ในใจเขานึกอยากรู้เหลือเกินว่าคนตรงหน้าจะพูดคำว่าอะไรต่อในประโยคเมื่อครู่


    ใบหน้าเนียนซีดเผือก หญิงสาวกะพริบตาซ้ำๆ สองสามครั้งก่อนจะนึกในใจ


    ซวยแล้ว! บ้าชิบ! ทำไมพวกโคออดิเนเตอร์มันถึงได้หูดีอย่างนี้ฮะเนี่ย!! อ๊ากก!!


    สมองพยายามเค้นหาทางรอด เส้นประสาทขมวดเป็นวงดังตุ๊บๆ “อ่า..คือว่า...ก็เป็น...เป็น...”


    ก็เพราะฉันเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศออร์บยังไงเล่าโว้ย!


    “ก็เพราะว่าฉันเป็น...” ระหว่างกำลังสับสนอยู่นั้นเอง ความคิดหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในหัว ปากจึงทำงานหาทางรอดด้วยความรวดเร็ว


    “ก็เพราะว่าฉันเป็น...เจ้า...เอ่อ เจ้านายที่ต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มครองอย่างคางาริ ยูละน่ะสิ!!” แถด้วยความป่วงอย่างที่สุด....!!


    แม้จะไม่ค่อยเชื่อนักแต่อัสรันก็พยักหน้าเออออด้วยอย่างเสียไม่ได้ ร่างสูงจ้องมองหญิงสาวผมทองตรงข้ามนั่งหัวเราะเฝื่อน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


    เอาล่ะ ในเมื่อมันมีปัญหาจริงๆ เห็นทีเขาคงต้องช่วยเพื่อนสาวคนนี้สักหน่อย


    ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นระหว่างแนะนำแนวคิดให้เธอเข้าใจ “มันก็เป็นเรื่องปกติของคนที่รักและเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอตลอดเวลาอย่างอัฟเหม็ดนี่...” คนพูดหยุดจังหวะครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกถึงความหงุดหงิดที่แล่นปราดขึ้นมาในใจทุกครั้งที่เอ่ยถึงชื่อนี้ “ฉันคิดว่าเขารักเธอจริงๆ ถึงได้ทำแบบนั้น ถ้าจะให้แนะนำ ฉันว่าเธอน่าจะไปพูดกับเขาตรงๆ ที่ว่าเธอไม่ชอบการกระทำแบบนั้นถึงขั้นเริ่มทนไม่ได้แล้ว ฉันว่า...ยังไงเขาก็น่าจะฟังเธอนะ”


    คำพูดเรียบลื่นจริงจังทำเอาคนฟังได้แต่กะพริบตาปริบ...ปริบ...ปริบ...


    เขา...กำลังให้คำปรึกษาฉันงั้นเหรอ? โอ้พระเจ้า! ฉันกำลังค้นพบสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ในโคโลนี่นี้อีกแล้ว! นี่แพลนท์หลุดออกจากวงโคจรรอบดวงอาทิตย์หรืออย่างไรกัน!!??


    อัสรัน..หมอนี่เหมือนกับจิ๊กซอว์อย่างไรอย่างนั้น ยิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นด้านใหม่ๆ มากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากเธอคอยเก็บชิ้นส่วนเหล่านั้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน สุดท้ายแล้วเธอจะเห็นภาพปริศนาชีวิตของคนๆ นี้ได้มั้ยนะ...?


    คิดเช่นนั้นใบหน้าหวานก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างอย่างอดไม่ได้ที่เธอได้มีโอกาสไขปริศนาคนๆ นี้


    ....เฮอะ...ท่าทางฉันจะเพี้ยนแล้วจริงๆ แฮะ


    เมื่อสติกลับมา คางาริก็สะบัดความคิดฟุ้งซ่านเมื่อครู่ออกไปทันที หญิงสาวหันกลับไปยิ้มจริงใจให้โคออดิเนเตอร์หนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินตรงหน้า แล้วกล่าวรับคำอย่างอารมณ์ดี


    “แล้วฉันจะลองดูละกัน”


    อาการที่อัสรันพยักหน้ารับ แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกมาก ความคิดชั่วร้ายก็ผึดขึ้นในห้วงความคิดสาวผมทองเสียก่อน


    มือเรียวคว้าช้อนตักอาหารเบื้องหน้า ก่อนจะส่งเข้าปากผู้ชายตัวโตตรงหน้ารวดเดียวด้วยความเร็วแสง! ด้วยความไม่ทันระวังตัว คางาริถึงได้ชัยชนะไปครองอย่างง่ายดาย!


    ใบหน้าสวยปรากฏรอยยิ้มพึงใจอย่างผู้เหนือกว่าขณะนั่งมองคนนั่งฝั่งตรงข้ามที่บัดนี้กำลังสำลักและไอจนหน้าดำหน้าแดง ใบหน้าคมคายดูมีเลือดฝาดกว่าทุกทีผสมทั้งความอายและรสชาติเผ็ดร้อนของอาหารที่กินเข้าไป นี่ถ้าหากเป็นภาพการ์ตูน ชายหนุ่มตรงหน้าคงควันออกหูไปแล้ว


    “คิดซะว่าเอาคืนจากคราวที่แล้วละกัน” น้ำเสียงใสที่เอ่ยเจือเสียงหัวเราะอยู่ในที เรียกสายตาดุๆ จากบุรุษร่างสูงให้หันกลับไปมอง แม้จะยังสำลักไม่เลิก คราวนี้เห็นทีใบหน้าหล่อๆ นั่นจะแดงขึ้นกว่าคราวที่แล้วเสียอีก


    หญิงสาวลอบขำสภาพคนผู้มีศักดิ์เป็นนายอย่างเงียบๆ นึกชื่นชมกับสีสันหลากสีตรงหน้า ดวงหน้าได้รูปที่เคยขาวเนียนยามนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อ นัยน์ตาคู่คมสีเขียวมรกต และเรือนผมสีน้ำเงินเข้มราวกับท้องฟ้ายามราตรี


    สุดท้ายก็ทนไม่ไหว มือใหญ่เอื้อมหยิบน้ำตรงหน้ามาดื่มรวดเดียวหมด แต่เมื่อยังไม่เห็นผล ก็คว้าแก้วของยัยตัวแสบตรงหน้ามาดื่มด้วย


    คางาริยังคงปั้นยิ้มใสซื่อขณะเฝ้ามองอัสรันนั่งหอบหายใจแฮกอย่างเหน็ดเหนื่อย แม้ระดับความแดงของใบหน้าจะลดลงมาเหลือแค่สีชมพูฝาด แต่นัยน์ตาคู่คมก็ยังจ้องกลับมาที่เธออย่างเอาเรื่อง


    “เธอ...” โคออดิเนเตอร์หนุ่มพยายามเอ่ยปากอย่างยากลำบาก


    “ยัย...” ปากพูดพลางเอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก


    “ซาดิตส์...” พูดจบก็แค่นยิ้มเย็น รอยยิ้มเดิมๆ อันคุ้นเคยที่ทำเอาคางาริเสียวสันหลังวาบ หญิงสาวสอดส่องสายตาเลิ่กลั่กขณะพยายามฝืนหัวเราะฝืด ทำไมเธอจะจำรอยยิ้มนี่ไม่ได้...มันเป็นรอยยิ้มปีศาจที่เขาใช้ในวันที่เธอปาเค้กใส่หน้าเขา...รอยยิ้มซาดิตส์นี่


    แต่ก็แน่นอน คางาริไม่มีวันปล่อยให้หมอนี่รู้หรอกว่าเธอกำลังกลัวสุดขั้วหัวใจ “ก็เอาคืนไง!”


    “เอาคืน?” อัสรันทวนคำเสียงสูงขณะเลิกคิ้วขึ้น “ฉันอุตส่าห์พาเธอไม่เลี้ยงข้าว นี่ก็คือการกล่าวขอบคุณของเธออย่างนั้นเหรอ?”


    เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังขึ้นมาเป็นระลอกสอง ขณะที่สาวเจ้าเริ่มขยับกายออกห่างร่างสูงใหญ่ที่กระชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ออกไปทีละนิด “ก็...เลี้ยงข้าว...มันไม่พอนี่นา”


    “อ้องั้นเหรอ?” พูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกก่อนจะระบายรอยยิ้มเหยียด “ถ้าอย่างนั้น..ไม่ทราบว่าอยากได้อะไรเพิ่มอีกงั้นหรือ คางาริที่รัก?”
    คำสรรพนามที่เล่นเอาสาวเจ้าหน้าขึ้นสี ใช้มือข้างที่ว่างฟาดหัวคนคุกคามให้ลงไปกองอยู่บนโต๊ะ ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายคอยระวังอยู่ก่อนแล้ว ร่างสูงจึงหลบวืดด้วยความเร็วพอกัน มิฉะนั้นศีรษะเขาคงลงไปโขกอยู่กับโต๊ะทับสำรับหรูๆ นั่นด้วยสภาพไม่น่าดูแน่นอน


    อัสรันกล่าวเอ็ดกิริยาแก้เขินของสตรีตรงหน้าด้วยความขบขัน “นี่คือวิธีปฏิบัติต่อเพื่อนรึไง?”


    ร่างบอบบางลุกขึ้นพรวด ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง “ก็นายจะแก้แค้นนี่ ฉันก็เลยต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน” คำแก้ต่างที่เรียกเสียงหัวเราะครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มกว้างจะประดับบนใบหน้าขาว “นั่นสินะ...บางทีฉันอาจจะเอาคืนคราวหลังบ้างก็ได้” พูดจบอัสรันก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนก่อนควักธนบัตรสองสามใบออกมาจากกระเป๋าสตางค์


    “รู้อะไรมั้ย..ฉันชักไม่ค่อยหิวแล้วล่ะ”


    คางาริเลื่อนสายตาไปมองจานตรงหน้าและพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็เหมือนกัน”


    “งั้น..รีบไปหาพวกเด็กๆ กันดีกว่า” น้ำเสียงทุ้มกล่าวสรุปก่อนหยิบกุญแจรถบนโต๊ะมาควงเล่น เขาพยักหน้าให้เธอเป็นสัญญาณก่อนจะพากันเดินออกจากร้านอาหารไป


    + + + + + + +
  15. platypus

    platypus New Member

    EXP:
    11
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    1
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 18/10/08*)

    กำลังหนุกเลย

    แลดูคู่นี้จะทะเลาะกันได้ตลอดเวลา

    จะลุ้นต่อไปล่ะกัน

    มาอัพเร็วๆนะ :aha:
  16. TEZUJI

    TEZUJI New Member

    EXP:
    26
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 18/10/08*)

    [action]กรี๊ดกร๊าด[/action] :aha:


    ให้ตายสิ !!! รู้สึกดีมากๆเลย
    อ่านตอนนี้แล้วแบบว่า .... ยิ้มแก้มปริเลย :D แถมอ่านลื่นไหลมากด้วยน้า~~~

    อะไรมันจะขนาดนี้ ...... >///<

    [action]ลงไปดิ้นกับพื้น[/action] :spin:


    อย่าลืมมาอัพนะคะ ... จะตามอ่านต่อไปค่า ^^
  17. PunzZala

    PunzZala New Member

    EXP:
    12
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 18/10/08*)

    กรี๊ดร้องงงงงงงงงงง

    เพิ่งเห็นนนนนนนนนนนนน

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    อ่านแล้วยิ้มเป็นอีบ้าเลยอะพี่คุมิ บรรยายลื่น- -++b

    โอยอีเผาน่ารักได้อีก กรี๊ดดดดด ชอบบบ

    *รออยู่เสมอเลยน้าพี่คุมิ>O<

    ปล.มีคำผิดอยู่นิดหน่อยนะคะ^^
  18. kumi

    kumi Active Member

    EXP:
    805
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    36
    Re: [G-Seed Fiction แปล] Princess' Sonata (*ภาคสองตอนแรกลงแล้วจ้า 18/10/08*)

    ลงต่อแล้วตามที่สัญญาไว้

    + + + + + + +

    “คิระคะ ฉันกลัวจังเลยค่ะ” น้ำเสียงหวานสั่นเครือนั้นเป็นของสาวน้อยเจ้าของเรือนผมสีชมพู ลักซ์ ไคลน์ ขณะกำลังใช้นัยน์ตาสีฟ้าใสคู่สวยจดจ้องมองไปยังชายหนุ่มร่างสันทันที่อยู่อยู่เคียงข้าง คู่หนุ่มสาวกำลังยืนรอการมาถึงของอัสรันและคางาริ หลังจากพวกเขาทั้งสี่คนตกลงใจที่จะพูดคุยเพื่อสะสางเรื่องราวระหว่างกันให้เรียบร้อย เธอรู้สึกขอบคุณบาทหลวงมาชิโอ้ไม่น้อยที่เป็นคนเสนอตัวพาเด็กๆ ไปดูเทศกาลคาลนิวาล เพื่อให้ทุกคนที่เหลือได้ใช้เวลายามบ่ายได้อย่างเต็มที่


    “อย่ากลุ้มใจไปเลย ลักซ์ คราวนี้ผมจะไม่ปล่อยคุณไปอีกแล้ว” คิระกล่าวหนักแน่นพลางกระชับอ้อมแขนแน่น


    นักร้องสาวถอนหายใจแผ่วเบาขณะอิงศีรษะซบไหล่บุรุษข้างกาย “ฉันไม่รู้ว่าควรจะหวังอะไรดีค่ะ”


    ตอนนั้นเองที่เสียงเครื่องยนต์คันหนึ่งจากบริเวณประตูบ้านหน้าก็ลอยมาเข้าหู หลังจากนั้นไม่นานเสียงกริ่งก็ดังขึ้น


    “ฉันไปเองค่ะ” ลักซ์เอ่ยด้วยความรวดเร็ว “คิระช่วยจัดชุดน้ำชากับคุ้กกี้ให้ทีนะคะ” พูดจบร่างระหงก็เดินออกจากห้องรับแขกไป ส่วนคิระแค่พยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าครัวไปในเวลาต่อมา


    หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดให้กำลังใจตัวเองพักหนึ่ง ก่อนมือเรียวสวยจะเอื้อมไปจับลูกบิดและหมุนประตูบานไม้สีขาวให้เปิดออก แล้วใบหน้างดงามได้รูปคลี่รอยยิ้มหวานต้อนรับคู่หนุ่มสาวที่ยืนรออยู่ด้านหน้าได้อย่างมืออาชีพ


    “สวัสดีค่ะ คางาริ...อัสรัน” ลักซ์เอ่ยทักเสียงแผ่ว ขณะลอบสังเกตบุคคลทั้งสอง ทั้งอัสรันและคางาริต่างดูสบายดี ไม่มีรังสีฆ่าฟัน สีหน้าอมทุกข์หรือความเจ็บปวดใดๆ แฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย


    อดีตคู่หมั้นหนุ่มเป็นคนแรกที่สบตาและส่งยิ้มบางเบามาให้เธอ


    “ว่าไงลักซ์!” คางาริทักกลับเสียงสดใส “สบายดีใช่รึเปล่า?”


    “พวกเราสบายดีค่ะ” เลดี้ตระกูลไคลน์ตอบกลับอย่างสุภาพ ก่อนเชื้อเชิญแขกทั้งสองมายังห้องโถงใหญ่ เมื่อทั้งสองร่างทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาก็ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาอีก บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งและเคร่งเครียดขึ้นมาในบัดดล อัสรันกับคางารินั่งลงข้างกันตรงกันข้ามกับลักซ์ที่นั่งคนละฝั่งเงียบๆ ไม่นานนักคิระก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดน้ำชาและขนมสองสามชุด หญิงสาวผมสีชมพูจึงลุกขึ้นจัดแจงรินชาชั้นดีหอมกรุ่นลงบนแก้วกระเบื้องเคลือบสี่ชุดอย่างเงียบเชียบ


    ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาเหมือนเดิม


    ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหรือแม้แต่ขยับตัว คิระและลักซ์ต่างเกร็งมากทั้งคู่ มือทั้งสองกุมกันไว้แน่นชวนให้นึกถึงภาพนักโทษเตรียมรอการประหารอย่างไรอย่างนั้น อัสรันยังคงสีหน้าเรียบเฉยขณะใช้สายตาพิจารณาเพื่อนสนิทและอดีตคู่หมั้นสาวของตนเงียบๆ ส่วนคางาริแสดงอารมณ์เบื่อหน่ายออกมาชัดเจน แต่ทว่าเจ้าหล่อนกลับไม่กล้าเอ่ยปากใดๆ


    “ลักซ์..”


    “คุณคางาริ...”


    “คิระ...”


    “อัสรัน...”


    ชื่อสี่ชื่อถูกเรียกขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันจากปากของแต่ละคน อัสรันเป็นฝ่ายเรียกลักซ์ ที่หลุดปากเอ่ยชื่อคางาริ ที่เป็นคนเรียกคิระ ที่เรียกชื่ออัสรัน


    หลังจากนั้นก็มีแต่ความเงียบดังเดิม


    สาวน้อยผมทองผู้ซึ่งเกลียดความเงียบยิ่งกว่าสิ่งใดเป็นคนแรกที่กำลังหมดความอดทน เจ้าหล่อนขยับเท้าเคาะกับพื้นเป็นจังหวะดังตุ้บๆ ขณะกลอกตามองรอบห้องอันคุ้นเคยอีกครั้งอย่างเลื่อนลอย แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาอีกเช่นเคย


    ในที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดผึง! ในเมื่อไม่มีใครพูด เธอเป็นฝ่ายพูดคนแรกก็ได้เอ้า!


    “สรุปว่า...เรียกมาเพื่อมานั่งจ้องหน้ากันรึไง?” น้ำเสียงหงุดหงิดเรียกสติคู่หนุ่มสาวตรงข้ามให้หลุดออกจากภวังค์


    นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมองเพื่อนสาวตัวปัญหาอย่างนึกขำ ช่างเป็นผู้หญิงที่ปากตรงกับใจอะไรอย่างนี้ อัสรันกระแอมหนึ่งครั้ง แล้วตัดสินใจโยนความเป็นทางการทิ้ง


    “แล้ว..ช่วงนี้เป็นไงมั่งคิระ?” กล่าวสั้น ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนหนุ่มผู้ซึ่งยามนี้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา


    “ก็...สบายดี” คิระตอบอ้อมแอ้มทั้งยังหลุบตานิ่ง จนถึงตอนนี้...เขาก็ยังทำใจมองหน้าเพื่อนรักคนนี้ไม่ได้


    ประธานหนุ่มโคลงหัวรับ จังหวะเดียวกับที่คางาริถอนใจดังเฮือก เธอไม่ชอบเอาซะเลยไอ้ความคิดที่จะใช้เวลาทั้งบ่ายมานั่งจ้องหน้ากันเนี่ย...ไร้สาระเกินไปหน่อยแล้ว


    “รู้อะไรมั้ยคิระ” เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวผมทองเป็นฝ่ายเริ่มประเด็นท่ามกลางความเงียบกริบ “ฉันน่ะชอบนายจริงๆ นะ...” ใบหน้าสวยขึ้นสีเล็กน้อยยามพูด ขณะที่ฝ่ายชายได้แต่กะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เชื่อหู ส่วนลักซ์ที่รู้อยู่ก่อนแล้วได้แต่ขยับรอยยิ้มเจื่อนทำสีหน้าไม่ถูก


    “แต่ว่านะ...” เจ้าหล่อนพูดต่อฉะฉานทั้งรอยยิ้ม “ถ้านายชอบลักซ์นัก ก็ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่าง เห็นพวกนายสองคนอยู่ด้วยกันแล้วน่ารักชะมัด” เป็นความจริงที่อัสรันเองก็ยอมรับอยู่ในใจ ร่างสูงผ่อนลมหายใจหนัก ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้หญิงสาวผมทองข้างกายที่หันไปยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้


    “ผม...คางาริ...” คิระเอ่ยตะกุกกะกักอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าก่อนเลย...ว่าคางาริมีความรู้สึกอย่างนั้นกับเขา (ทึ่มพอๆ กับเพื่อนนายนั่นแหละตาเบ๊อะ - -) ในสายตาเขา เห็นเธอเป็นแค่เพื่อน...หรือน้องสาวคนนึงเท่านั้น


    “ผม...”


    “ไม่เป็นไรหรอกน่า คิระ ฉันเข้าใจ” เธอกล่าวอย่างใจเย็น ก่อนร่างเล็กหันไปถองสีข้างคนขี้เก๊กข้างๆ “มีอะไรจะพูดก็พูดสิยะ ตาทึ่ม!”


    คำจู่โจมไม่ทันตั้งตัวทำไมคนถูกด่าว่าทึ่มได้แต่กะพริบตาปริบๆ บางทีอาจจะเป็นอย่างที่หล่อนว่าก็ได้ ทั้งที่เขาเป็นคนต้นคิดการนัดพบครั้งนี้ แต่กลับนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรสักคำ หลังจากคิดสะระตะอยู่สักพัก ประธานสภาหนุ่มแห่งแพลนท์ก็เริ่มเปิดการเจรจา เขาพยักหน้ารับครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาลักซ์


    “ลักซ์...คุณน่ะรักคิระจริงๆ ใช่มั้ย?”


    ไอดอลสาวผมสีชมพูสูดลมหายใจลึกครู่หนึ่ง จึงใช้นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลตวัดขึ้นสบตาอดีตคู่หมั้นด้วยแววตามุ่งมั่นหากอ่อนโยน


    “ค่ะ อัสรัน” เธอกล่าวช้าชัดพลางกระชับมือชายหนุ่มข้างกายแน่น “ความจริงฉันเองก็รักคุณไม่แพ้กันนะคะ อัสรัน....แต่ว่า...มันเป็นเพียงแค่ความรักสำหรับเพื่อน...สนิทคนนึงเท่านั้นเอง”


    ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นเดิมๆ อีกครั้ง “ถ้านั่นทำให้คุณมีความสุขละก็...ก็ตามใจเถอะ ผมจะลองพูดกับท่านพ่อเรื่องการถอนหมั้นดูแล้วกัน”


    คำสรุปที่คิระและลักซ์ได้แต่อึ้ง พูดไม่ออก มีเพียงหนังตาเท่านั้นที่ยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการกะพริบซ้ำๆ อย่างงงงวย บุคคลทั้งสองเบื้องหน้าพวกเขาทำตัวสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ราวกับไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่...แถมยังยิ้มออกในสถานการณ์แบบนี้อีกด้วยซ้ำ!


    พวกเขาทำใจมีความสุขกับเรื่องนี้ได้จริงๆ นะเหรอ?


    “บอกไว้ก่อนนะว่าฉันเชื่อใจนาย คิระ ดูแลลักซ์ให้ดีๆ ด้วยล่ะ ส่วนอัสรันน่ะ...” คางาริหยุดกลางคัน พลางหันไปสบตาเพื่อนใหม่ของเธอครู่หนึ่ง แล้วชักสีหน้าเหยเก “ฉันไม่คิดว่าคนนิสัยแย่ๆ อย่างหมอนี่จะคู่ควรกับเทพธิดาสูงส่งอย่างลักซ์หรอก”


    ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองจากคู่รักใหม่อย่างเป็นทางการ นอกจากการใช้งานหนังตาทำงานซ้ำๆ เช่นเดิม


    “ฉันไม่ได้นิสัยแย่สักหน่อย กับเธอน่ะกรณีพิเศษต่างหาก” อัสรันรีบพูดแก้ตัวทันทีด้วยน้ำเสียงแสดงความ ‘งอน’ อีกแล้ว


    “กรณีพิเศษ? เห็นฉันเป็นตัวอะไรกันยะ? ไอ้โง่เรอะไง?”


    “เปล่า เธอก็แค่กล้าหาญชาญชัยเกิดมนุษย์ต่างหาก แกล้งเล่นแล้วมันสนุกดี”


    “เฮอะ! ตอนนี้นายกำลังจะมาโทษฉันว่าเป็นต้นเหตุนิสัยเสียๆ ของนายอย่างนั้นเหรอ!”


    “ฉันไม่เคยมีนิสัยเสียๆ สักหน่อย”


    “มีแน่ล่ะย่ะ! ตาทึ่ม”


    “เปล่าสักหน่อย”


    “มีย่ะ!”


    “ไม่”


    “ใช่!!”


    “ไม่”


    “ใช่สิยะ!”


    “ไม่”


    คิระและลักซ์นั่งมองภาพตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้ากันเองด้วยรอยยิ้ม


    “คิระ...คุณรู้ใช่มั้ยคะว่าฉันคิดอะไรอยู่?” น้ำเสียงอ่อนหวานของลักซ์เอ่ยขึ้นเบาๆ นัยน์ตาสีฟ้าพราวระยับอย่างนึกสนุก ส่วนชายหนุ่มผมสีน้ำตาลหันกลับไปมองภาพการโต้เถียงเล็กๆ ตรงหน้าแล้วผงกหัวรับอย่างขบขัน “ผมว่าผมรู้นะ”


    เท่านั้นเสียงหัวเราะคิกคักของนางฟ้าสีชมพูก็ดังขึ้นเบาๆ ทำเอาคนตอบต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง “ฉันดีใจจังค่ะที่คุณเลิกซื่อบื้อได้สักที”


    “ซื่อบื้อ...ผมเนี่ยนะ?”


    ปฎิกิริยาตอบสนองที่ทำเอาเธอหลุดหัวเราะอีกเป็นระลอกสอง ดูท่า...คิระก็ยังไม่หายซื่อบื้อเหมือนเดิม “ฉันว่า..ทั้งคู่คงจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้แน่ๆ ค่ะ...หรือไม่ก็มากกว่านั้น...” ลักซ์กล่าวเรียบๆ ก่อนจะเบนสายตากลับไปยังคนสองคนเบื้องหน้าที่ยังทะเลาะกันไม่เลิก


    “อ๊ากก ให้ตายเซ่!” เป็นเสียงหญิงสาวอารมณ์ร้อนคนเดิมที่กรีดร้องออกมาอย่างหมดท่าเมื่อมีแนวโน้มว่าจะเป็นฝ่ายปราชัยในการโต้เถียงเมื่อครู่ แม้อัสรันจะไม่ได้รู้จักเธอนานนัก แต่เขาก็สามารถจับจุดเพื่อเอาชนะเธอได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคราวนี้


    “เอาเถอะ ฉันยอมแพ้เธอก็ได้” เมื่อเห็นอารมณ์หงุดหงิดของสตรีข้างๆ ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายยอมถอย ก่อนจะหลุดหัวเราะร่วนด้วยความขบขัน


    ยังไงซะเขาก็ไม่อยากให้เจ้าหล่อนต้องมาอารมณ์เสียตอนนี้หรอก


    คำกล่าวเมื่อครู่เรียกรอยยิ้มพึงใจให้ปรากฏบนใบหน้าขาวเนียนทันที “ฉันชนะแล้ว! เย้!” พูดจบก็หันไปแลบลิ้นใส่จำเลยผมสีน้ำเงินเข้มข้างๆ ที่ยอมแพ้ยกมือหราอย่างหมดรูปแต่โดยดี


    อัสรันตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมสักพัก แล้วจึงหันไปสบตาเพื่อนรัก มือใหญ่เอื้อมมือส่งไปยังฝั่งตรงข้ามแล้วพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้ “คิระ ฝากดูแลลักซ์ด้วยล่ะ”


    คิระคว้ามือนั้นไว้และกระชับแน่น ผงกศีรษะอย่างมั่นใจ “ไว้ใจได้เลย ฉันจะปกป้องเธอเอง”


    “ถ้านายทำให้เธอร้องไห้ละก็ ฉันจะเป็นคนบั่นคอนายเอง ยามาโตะ!” คางาริเอ่ยขู่อย่างอารมณ์ดี


    “เธอทำไม่ได้หรอก คางาริ” อัสรันเอ่ยค้าน “เธอนับถือคิระเป็นพี่ชาย เธอทำร้ายเขาไม่ลงหรอก”


    คำแย้งมีเหตุผลทำเอาดวงหน้าหวานขึ้นสีก่ำทันที ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งร่อนมะเหงกลงกลางหัวคนพูดมาก “ฉันก็พูดให้มันเว่อร์ๆ ไปงั้นหรอกย่ะ ซาล่า!”


    “ไหนบอกว่าจะเรียกอัสรันไงเล่า? โอ้ย เจ็บชะมัด” พูดพลางลูบหัวที่ถูกทุบป้อยๆ ก่อนจะเบ้หน้างอนไปอีกทาง


    “ไม่รู้แหละ” เธอพึมพำตอบอย่างไม่สนใจ


    “ทำงี้กับเพื่อนได้ยังไง หือ?” อัสรันย้อนกลับพลางยกมือขยี้หัวฟูๆ ของสาวน้อยผมบลอนด์ข้างกายให้มันพองหนักข้อเข้าไปอีก


    ท่าทางที่เรียกรอยยิ้มหวานให้ปรากฏบนดวงหน้าสวยของนักร้องสาวผมสีชมพูแห่งแพลนท์ เมื่อเธอสังเกตว่าใบหน้าเนียนของผู้หญิงตรงหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ ทว่าเจ้าหล่อนก็รู้สึกตัวในอีกนาทีต่อมา มือบางถูกยกขึ้นปัดมือใหญ่ที่ตบหัวออก


    “นี่!” น้ำเสียงเล็กตวาดห้วน แต่กลับเรียกแค่รอยยิ้มขำจากร่างสูง อัสรันยังคงลูบหัวคนตัวเล็กกว่าตรงหน้าต่ออย่างไม่ใส่ใจ


    “อ๊ากก! ฉันบอกให้หยุดไง! นี่!!” คนโวยวายเริ่มกรีดร้องดังขึ้น ทำให้คนกำลังแกล้งสนุกต้องหลุดหัวเราะก๊าก ก่อนจะยอมปล่อยมืออย่างว่าง่าย นัยน์ตาสีน้ำผึ้งตวัดหันมาคาดโทษ แล้วสะบัดหน้าหนี แต่ก็ไม่ได้บ่นต่อ


    “ยังไงก็เถอะ...ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” คางาริพึมพำถามทั้งที่ยังไม่หายโกรธดี


    “ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะคะ...” ลักซ์ลากเสียงตอบยิ้มๆ


    “ถ้าอย่างนั้น...เราก็กลับมาเป็นเพื่อนกันอย่างเดิม..ได้ใช่มั้ย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของโคออดิเนเตอร์หนุ่มผมสีน้ำตาลจงใจถามเพื่อนรักด้วยสีหน้าคาดหวัง


    “แน่นอนอยู่แล้วสิพวก” อัสรันเอ่ยตอบหนักแน่น


    “…อีกอย่างนึงนะคะ” ลักซ์กล่าวขึ้นมาลอยๆ เรียกสายตาทุกคนให้หันไปมองอย่างสงสัย นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยตวัดไปสบอัญมณีสีเขียวของคนฝั่งตรงข้าม แล้วจึงยิ้มจริงใจ


    “ขอบคุณนะคะ” อัสรันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย


    “แล้ว...อัสรันคะ” คำพูดต่อมากล่าวพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม...กว้างอย่างอารมณ์ดี “ดูแลคางาริให้ดีๆ นะคะ ตอนนี้เธอเป็นเพื่อนคนสำคัญของคุณแล้วนะ”


    ทันทีที่ไอดอลสาวพูดจบ คนถูกฝากฝังก็ถึงกับตาค้าง แล้วก็ต้องตะลึงเข้าไปใหญ่เมื่อไอ้คนข้างๆ มันดันผงกหัวรับดื้อๆ!!


    แถมยังหันมายิ้มใส่ตาให้เธออีกต่างหาก!!


    “ดูลงดูแลอะไรกัน! บ้าเหรอ! ฉันดูแลตัวเองได้ย่ะ!!!” กล่าวออกมาได้แค่นั้น ก็สะบัดหน้าหนี


    “ไม่ต้องห่วงหรอก ลักซ์ ผมจะดูแลเพื่อนใหม่ของผมอย่างดีเลยทีเดียว” อัสรันเอ่ยย้ำหนักแน่น ก่อนมือจะถูกยกขยี้หัวทองๆ ของคนข้างๆ ให้ฟูฟ่องขึ้นมาใหม่เป็นรอบที่สามของวัน “ใช่มั้ย คางาริ”


    เธอกลอกตากลับมามองทันที แม้จะมีแววไม่พอใจกับการถูกเล่นหัวอยู่บ้าง แต่ใบหน้าได้รูปก็ปรากฏรอยยิ้มบางเบาตอบกลับมาเช่นกัน


    + + + + + + +


    ช่วงเวลายามบ่ายที่เหลือนั้นหมดไปกับการนั่งดูสารคดีท่องเที่ยวโลก เนื่องจากเหล่าโคออดิเนเตอร์ทั้งสามยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตบนดวงดาวสีฟ้าครามนั้นเสียที ทำให้ต่างคนต่างจ้องมองไปยังจอสี่เหลี่ยมด้านหน้าด้วยอาการตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นและได้ยินอย่างชัดเจน ส่วนคางาริก็ได้แต่แอบรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองเล็กๆ แม้เจ้าหล่อนจะไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา


    เมื่อลำแสงสีส้มเริ่มพาดผ่านเส้นขอบฟ้าทอดลงบนพื้นถนนคอนกรีต สายลมเย็นๆ ก็พัดพาเอาความเหน็บหนาวยามโพล้เพล้ให้เข้ามาได้รับรู้ เหล่ายานพาหนะหลายหลากต่างประเดประดังกันเข้ามาจอแจบนถนนสายหลักในยามชั่วโมงเร่งด่วนอย่างช่วยไม่ได้


    ชายหนุ่มร่างสูงเหลือบตาไปมองเพื่อนสาวตัวแสบที่นั่งเคียงข้างบนรถยนต์สีแดงคันสวยครั้งหนึ่ง หลังจากที่พวกเขาได้กล่าวลาลักซ์และคิระออกมาเพื่อขอตัวกลับบ้านได้พักหนึ่งแล้ว


    นัยน์ตากลมโตจับจ้องไปยังภาพเบื้องหลังกระจกใส เฝ้ามองดูเด็กน้อยริมทางสองคนเดินจับมือกัน ใบหน้าหวานคลี่รอยยิ่มอ่อนโยนกับความใสซื่อน่ารักนั้น


    อัสรันกระแอมครั้งหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปากถามขึ้นลอยๆ “เธอคิดว่าไงถ้าหากเราจะพักงานไปสักอาทิตย์”


    ดวงตาสีอำพันหันกลับมาจ้องคนพูดทันทีด้วยสีหน้าตกใจ “จู่ๆ นึกครึ้มอะไรขึ้นมา? คิดจะอู้งานก็เป็นด้วยรึไง?”


    คำถามนั่นเรียกเสียงหัวเราะขำจากร่างสูงข้างๆ ก่อนเจ้าตัวจะขยับเท้าเหยียบคันเร่งเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว


    “ในสายตาเธอฉันดูเหมือนคนบ้างานขนาดนั้นเชียว”


    “บ้างาน?” เสียงใสย้อนสูง “ถ้าจะพูดให้ถูก ฉันนึกว่าเหตุผลเดียวที่นายมีชีวิตอยู่ก็เพื่อสู้รบกับกองเอกสารงี่เง่าอันเบ้อเร่อขนาดทับคนตายได้ กับการประชุมหารือกับเจ้าพวกปัญญานิ่มนั่นเสียอีก!” คำเปรียบเปรยที่ว่าเรียกรอยยิ้มขบขันให้ระบายอยู่บนใบหน้าคมคาย ระหว่างเขาตวัดสายตาไปมองคนพูดด้วยดวงตาพราวระยับ


    “ฟังดูเหมือนเป็นชีวิตที่น่าเบื่อจัง...แต่ก็ต้องยอมรับ อือ ชีวิตฉันก็อย่างนั้นแหละ”


    เมื่ออัสรันยอมแพ้ไม่เถียงตอบ หญิงสาวก็อดรู้สึกผิดวูบในใจไม่ได้ ความจริงเธอเองก็เข้าใจอยู่ว่าคนตรงหน้าสมควรได้รับการพักผ่อนบ้าง หลังจากที่โหมงานมาหนักขนาดนั้น


    “ขอโทษนะ” คางาริพึมพำเสียงแผ่ว


    “เรื่องอะไรล่ะ?”


    “ที่พูดเรื่องงานของนายขึ้นมาน่ะ” คำตอบที่อัสรันต้องกะพริบตาถี่ๆ อย่างงงๆ


    “แค่นั้นน่ะนะ?” ชายหนุ่มโบกมือปัดๆ ก่อนจะส่ายหัววืด “ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลยนี่ ก็ชีวิตฉันมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่นา...แต่พอเอาเข้าจริง ฉันก็เพิ่งรู้สึกเนี่ยแหละว่ามันอภิมหาจะน่าเบื่อขนาดนั้น” พูดจบก็ขยับรอยยิ้มอ่อนโยน


    “แล้ว...เธอคิดว่าไง”


    “เรื่องอะไรล่ะ?”


    “พักงานสักอาทิตย์”


    คางาริหันหน้ามามองคนพูดด้วยสีหน้าสงสัย “แล้วนายคิดจะทำอะไรช่วงวันหยุดล่ะ”


    “อืมมม” ประธานหนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะใช้มือข้างที่ว่างอยู่ลูบคางตัวเองเบาๆ “เราคงกลับไปเยี่ยมบ้านที่ december city สักสองวัน...แล้วค่อยพาพวกคิระกับลักซ์ไปเที่ยวแถวนั้นต่อสักหน่อย”


    “December City? ทำไมต้องเป็นที่นั่นด้วย”


    “อีกสามวันจะถึงวันเกิดของท่านแม่ ฉันอยากจะไปเยี่ยมหลุบศพท่านสักหน่อยน่ะ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยตอบเรียบๆ ด้วยสีหน้าสุขุมอย่างที่คางาริคาดไว้


    หญิงสาวผงกหัวรับ ก่อนจะนึกสะดุดกับคำพูดในประโยคก่อนหน้าเข้าเสียก่อน “เดี๋ยว..แล้วทำไมนายถึงใช้คำว่า ‘เรา’ ล่ะ”


    ราวกับเป็นคำถามที่ประหลาดที่สุดในโลก อัสรันหันมามองหน้าเธอ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง “แหงอยู่แล้ว เธอก็ต้องไปด้วยสิ”


    “ว่าไงนะ! ฉันยังไม่ได้ตกลงสักคำเลยนะบอกให้!” คางาริโต้กลับ พลางใช้นัยน์ตาคู่สวยหันมาจ้องหน้าเขาด้วยอารมณ์กรุ่นๆ


    “ถ้าเธอยอมมาด้วยฉันจะดีใจมากเลยนะ คางาริ” เขาเอ่ยตอบเรียบๆ ทำเอาสาวเจ้าได้แต่กะพริบตาปริบๆ กับความจริงจังของบุรุษตรงหน้า


    “อัสรัน...”


    “ฉันอยากจะเล่าอะไรหลายอย่างให้ท่านแม่ฟัง...และก็...” จู่ๆ ชายหนุ่มก็หลบสายตาเธอเอาเสียเฉยๆ “...มันจะดีมากถ้าหากมีเธออยู่ด้วย”


    สาวน้อยผมทองนิ่งเงียบไปสักพักหนึ่ง พยายามตรึกตรองดูว่าตัวเธอนั้นมีความหมายมากมายกับอัสรันถึงเพียงนี้เชียวหรือ...สงสัยจะเป็นแรงสนับสนุนที่ดีของเขาละมั้ง....? พอคิดได้ดังนั้น ริมฝีปากแดงชาดจึงยอมเอ่ยปากอย่างว่าง่าย


    “ได้ ฉันจะลองไปคุยกับคิซากะดูแล้วกัน”


    ปฏิกิริยาที่คนชวนได้แต่กะพริบตาปริบๆ นัยน์ตาสีมรกตจดจ้องสตรีตรงหน้าครู่หนึ่งอย่างงงๆ


    “ง่ายจัง..สรุปเธอยอมมาด้วยแล้วเหรอ?”


    “ฉันนึกว่านายอยากให้ฉันไปด้วยเสียอีก” น้ำเสียงหวานปรากฏรอยไม่พอใจ ระหว่างเจ้าหล่อนเลิกคิ้วขึ้นสูง


    “ฉันก็คิดอย่างนั้น..แต่ว่า เธอยอมตกลงง่ายไปหน่อย ก็แค่สงสัยว่าเพราะอะไรเท่านั้นเอง” อัสรันตอบกลับขณะเพ่งสมาธิไปยังถนนเบื้องหน้า เพิ่งรู้สึกตัวได้ว่าเขาดีใจแค่ไหนที่เธอยอมรับคำเชิญชวนของเขาง่ายๆ


    “เพราะอะไรน่ะเหรอ?” คางาริย้อนเสียงสูงราวกับว่าคนที่นั่งอยู่ข้างเธอนั้นโง่เสียเต็มประดา ใบหน้านวลระบายรอยยิ้มบางเบา นัยน์ตาสีน้ำผึ้งพราวระยับตัดกับสภาพอากาศคลุมเครือโดยรอบ


    “ก็เพราะ...นายเป็นเพื่อนฉันไง”


    คำตอบที่เรียกความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในอก ใบหน้าคมคายชะงักเล็กน้อย ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี


    + + + + + + +


    “แล้ว...ฉันไปได้มั้ย?” หญิงสาวผมทองคาดคั้นคำตอบจากชายร่างใหญ่ที่กำลังจิบกาแฟรสเข้มขัดกับถ้วยใบเล็กน่ารักในมืออยู่บนโต๊ะกินข้าวตัวโปรด


    “คางาริ...” เป็นอัฟเหม็ดที่ตั้งท่าจะเอ่ยค้าน ทว่าก็ต้องยอมศิโรราบแต่โดยดีเมื่อเห็นสายตาเป็นเชิงบอกให้หุบปากมาจากนายเหนือหัว


    “อัฟเหม็ด ฉันบอกนายแล้วว่าฉันดูแลตัวเองได้” เจ้าหล่อนเอ่ยย้ำกับสหายคนสนิทเป็นรอบที่สิบของวันได้แล้วกระมัง กลายเป็นว่าเธอยอมทำตามคำพูดที่เพื่อนหนุ่มแนะนำแต่โดยดี คางาริกำชับให้อัฟเหม็ดไว้ใจในตัวเธอ แม้ชายหนุ่มผิวเข้มตรงหน้าจะอึกอักนิดหน่อยในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้แต่โดยดี ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครทนสายตาวางอำนาจของเธอได้เลยสักคน แต่ถึงจะมี...หมอนั่นรับรองต้องกระดูกหักเป็นชิ้นแน่....
    ชายผมสีช็อคโกแลตผงกหัวรับอย่างจนใจ สีหน้าเคร่งเครียดยังไม่คลายไปจากใบหน้าอ่อนเยาว์ เขาไม่ชอบความคิดของเจ้าหญิงของเขาเลยแม้แต่น้อย


    จะให้ไปใช้เวลาทั้งอาทิตย์อยู่กับตาซาล่านั่นน่ะนะ!! ขำไม่ออกหรอก! มันอันตรายจะตาย!


    แต่คางาริกลับยังยืนยันว่าไม่เป็นไรแน่ๆ แถมเจ้าหล่อนยังบอกว่าจะพาเพื่อนได้ด้วยเยอะแยะ


    เพื่อน? เพื่อนประเภทไหนกัน! ไว้ใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้!



    ดวงตาคมกริบของคิซากะจดจ้องใบหน้าหวานครู่หนึ่ง “จะไปเมื่อไหร่นะ”


    “ไปตั้งแต่วันจันทร์ แล้วกลับมาตอนเย็นวันพฤหัส”


    “ตั้งสามวัน!” เสียงโวยวายของอัฟเหม็ดดังขึ้นมาเป็นระลอกสอง มันนานเกินทำใจได้แล้ว!! “นรกตั้งสามวันกับไอ้ผู้ชายงี่เง่าพรรค์นั้นน่ะนะ!?”


    “พวกเราจะไปเจอคิระกับลักซ์ตอนวันพุธกับพฤหัส อีกอย่างฉันแค่เป็นเพื่อนไปเยี่ยมหลุมศพแม่เขาก็เท่านั้นเอง” คางาริยังพูดต่อฉอดๆ ไม่สนใจอาการคลั่งใกล้ตายของเพื่อนสมัยเด็กเธอเลยแม้แต่น้อย


    องครักษ์หนุ่มคิดสะระตะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ผมจะยอมเชื่อใจท่านก็แล้วกันครับ ท่านคางาริ ถ้าอยากจะไปก็ตามใจ”
    รอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้าหวานสวยทันที “คิซากะ นายนี่น่ารักที่สุดเลย!” พูดจบแม่เจ้าประคุณก็กระโดดเข้าใส่ชายหนุ่มร่างยักษ์ที่ได้แต่ยักไหล่วืดอย่างเซ็งๆ ส่วนอัฟเหม็ดที่นึกต่อต้านอยู่ในใจก็ได้แต่เก็บอารมณ์กรุ่นนั้นไว้เงียบๆ


    “ไม่ต้องห่วงนะ! แล้วฉันจะซื้อของมาฝาก” คางาริกล่าวตอบเสียงใส ก่อนร่างบอบบางจะกระโดดโลดเต้นเข้าห้องไป หญิงสาวดูจะดีใจไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเธอเคยได้ยินคนพูดมานักต่อนักแล้วว่า december city นั้นสวยเลิศเลอแค่ไหน


    ทันทีที่ประตูบานหนาปิดลง อัฟเหม็ดก็สบถถ้อยคำไม่พอใจออกมาเบาๆ เขาไม่นึกชอบใจการกระทำของผู้หญิงคนนี้เอาเลยจริงๆ
    “คิซากะ…ทำไม?” เป็นสิ่งเดียวที่ชายหนุ่มสามารถเอ่ยออกมาได้


    ทว่าคนถูกถามกลับก้มลงจิบกาแฟในมือเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างยากเย็น นัยน์ตาสีเหล็กตวัดไปมองประตูไม้บานเดิมอีกครั้ง แล้วคำพูดราบเรียบจะเอ่ยออกมาโดยปิดความเศร้านั้นไว้ไม่มิด


    “ให้เธอเก็บเกี่ยวความสุขให้มาเท่าที่จะทำได้ในสิบวันสุดท้ายบนแพลนท์เถอะ”


    ------------------ To Be Continued...
  19. platypus

    platypus New Member

    EXP:
    11
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    1
    หมายความว่าไงเนี่ย เมื่อคางะจะอยู่อีกไม่นาน

    มาอัพต่อด้วยนะ อยากรู้แล้วเนี่ย อดใจไม่ไว้
  20. PunzZala

    PunzZala New Member

    EXP:
    12
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    กรี๊ดดดดด

    พี่คุมิมาอัฟแล้วๆๆ~~

    โอยอีตาเผาน่ารักมากมายอะตอนนี้~

    ไม่ไหวจะทน ** นอนตายอย่างสงบ~

    มาอ่านช้าอีกตามเคยTT^TT

    **แต่ยังไงก็รออยู่เสมอเลยค่า>O<
  21. TEZUJI

    TEZUJI New Member

    EXP:
    26
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    สิบวันสุดท้ายบนแพลนท์ :confused:



    คางาริจะไปไหนเนี่ย ........
    แล้วตาทึ่มหัวน้ำเงินนั่นจะเป็นไงบ้างน้า ถ้าคางาริไม่อยู่ ฮ่าๆๆ (คิดเป็นเรื่องตลกไปแล้วสิเรา :D )



    มาอัพเรื่อยๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่า :D
  22. susarku

    susarku New Member

    EXP:
    176
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    สู้ครับๆ สนุกมากครับ
  23. miriallia

    miriallia New Member

    EXP:
    3
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    0
    คุมิจ๋า~ต่อหน่อยนะ ไม่ได้เร่ง ไม่ได้กดดัน แต่เรารออยู่ 55+

    เราว่าคุมิแปลได้ดีออกจะตาย เราเรียนเอกแท้ๆยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้เท่าคุมิเลยนะ อิอิ

    ต่ออีกนะคร้าบ รออยู๋ๆๆๆ

    ป.ล.เรื่องนี้ไม่มีฉากถึงเนื้อถึงตัวของอัสสึคางะเรยหรือไงนะ อยากอ่าน (จิ้นไปไกล อิอิ)

Share This Page