กลยุทธ์ entertainmerce และธุรกิจหลายช่องทางของ RS สู่ราคาหุ้นที่ก้าวกระโดด

กระทู้จากหมวด 'ETC' โดย unyana, 28 กันยายน 2020.

  1. unyana

    unyana New Member

    EXP:
    6
    ถูกใจที่ได้รับ:
    0
    คะแนน Trophy:
    1
    [​IMG]
    หลังจากที่บริษัทอาร์เอสดำเนินธุรกิจ “บันเทิงครบวงจร” มาจนถึงจุดที่อิ่มตัวแล้ว ประกอบกับความเปลี่ยนไปของยุคสมัยและเทคโนโลยีจนถึงห้วงเหวที่ธุรกิจด้านค่ายเพลงนั้นเริ่มซบเซาลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจากการเข้ามาของเทปผีซีดีเถื่อน และจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายอย่างแท้จริงในปี 2550 เมื่อพฤติกรรมในการฟังเพลงของผู้คนนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการเข้ามาของ MP3 ถึงแม้ว่าผู้บริหารอาร์เอสนั้นจะพยายามทำทุกวิถีทางในการปรับกลยุทธ์ ทั้งการเปิดค่ายเพลงใหม่โดยทำการปั้นนักร้องศิลปินวัยรุ่นขึ้นมากลุ่มใหญ่ ภายใต้ชื่อ “กามิกาเซ่ (Kamikaze)” เพื่อปลุกวงการเพลงให้กลับมาคึกคักและตอบสนองต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้คน แต่ว่าอาร์เอสก็ไม่สามารถสวนกระแสได้ในที่สุด ความพยายามของพวกเขาก็ต้องจบลงโดยการประกาศปิดตัวค่ายเพลงดังกล่าวหลังฉลองครบรอบ 10 ปีของการเปิดค่ายเพลงไปไม่นานและแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้โดยรวมของบริษัทอาร์เอสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แต่ด้วยวิสัยทัศน์และสายตาอันกว้างไกลของเหล่าผู้บริหารอาร์เอส ซึ่งมองเห็นชัดเจนว่า ถ้าหากทำธุรกิจค่ายเพลงเพียงอย่างเดียวต่อไปคงจะไม่ได้แล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องทำการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและไลฟ์สไตล์ของผู้คน นับเป็นความท้าทายครั้งแรกของผู้บริหารอาร์เอสที่จะต้องมองหาธุรกิจตัวใหม่เข้ามาเสริมธุรกิจค่ายเพลงที่นับวันก็จะยิ่งซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปี 2552 อาร์เอสก็ได้เริ่มมองหาเห็นเส้นทางอันสดใสของธุรกิจสื่อทีวีจึงได้ตัดสินใจเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมซึ่งปรากฏว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นมีรายได้ที่เติบโตขึ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสัดส่วนรายได้มากถึงกว่า50%

    จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทอาร์เอสนั้นยอมทุ่มทุนกว่าสองพันล้านบาทเพื่อทำการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและได้นำทีวี “ช่อง 8” ที่เคยออกอากาศบนระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมาออกอากาศในระบบดิจิทัลแทนส่งผลให้รายได้รวมของ RS ในปีนั้นมีมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทโดยมาจากธุรกิจสื่อถึง 78%
    [​IMG]
    กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ entertainmerce และธุรกิจหลายช่องทาง (MPC) สู่ราคาหุ้นที่โตสวนกลุ่ม

    ด้วยความชาญฉลาดของเหล่าผู้บริหารบริษัท RS และความได้เปรียบของทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุช่อง Cool Fahrenheit 93 สื่อโทรทัศน์ช่อง 8 ช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ สื่อโซเชียล Call Center 1781 ช่องทางรีเทลร้านค้า และช่องทางขายตรง “LifeStar BIZ” ประกอบกับในปีเดียวกันนี้เอง อาร์เอสเริ่มมองเห็นตลาดขนาดใหญ่และยั่งยืนอย่างตลาดสุขภาพและความงาม จึงจัดตั้งบริษัทในเครือได้แก่ บริษัทไลฟ์สตาร์ จำกัด โดยแบรนด์ “มาจีค (Magique)” จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว บำรุงผมและอาหารเสริม โดยใช้สื่อที่มีอยู่แล้วเป็นช่องทางทำธุรกิจและต่อวงจรรายได้ทั้งค่าโฆษณาในสื่อทีวีและวิทยุตลอดไปจนถึงรายได้จากการบริหารศิลปินนักร้องในค่าย อีกทั้งกลยุทธ์การหารายได้จากหลายช่องทางหรือที่เรียกว่า “ธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทาง (MPC)”และนี่ก็คือที่มาของธุรกิจ entertainment ที่ผสานกับธุรกิจ commerce กลายเป็นกลยุทธ์สู่ความสำเร็จที่เรียกว่า entertainmerce นั่นเอง

    ปัจจุบันบริษัทอาร์เอสได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ในหมวดของธุรกิจพาณิชย์แล้ว สืบเนื่องมาจากธุรกิจ MPC นั้นเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ จากข่าวหุ้นของบริษัท RS ที่ราคาหุ้น RS ทำสถิติยอดขายสูงใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่อาร์เอสก็ไม่ได้หยุดยั้งเพียงแค่นั้นพวกเขายังคงเร่งขยายธุรกิจใหม่อีกหลากหลาย นับเป็นการก้าวผ่านความท้าทายครั้งใหม่ของผู้บริหารอาร์เอสและประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยกลยุทธ์อันชาญฉลาดอย่าง entertainmerce

    รู้จัก entertainmerce เพิ่มเติมได้ที่นี่เลย https://www.rs.co.th/th/เฮียฮ้อ-ยืนยัน-entertainmerce-แข็งแ/ คลิกชมเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทอาร์เอสได้ที่นี่เลย https://www.rs.co.th/th/

Share This Page